ข่าว

'เหนือเมฆ'แห่งแดนมังกร

'เหนือเมฆ'แห่งแดนมังกร

13 ม.ค. 2556

'เหนือเมฆ'แห่งแดนมังกร การดับเครื่องชนของนักข่าวกับกองเซ็นเซอร์ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

               ละคร "เหนือเมฆ" ได้กลายเป็นประเด็น "ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ " อยู่ในขณะนี้ เนื่องจากมีมือลึกลับที่ลอยอยู่เหนือเมฆตัวจริงสั่งถอดละครเรื่อง "เหนือเมฆ 2 : มือปราบจอมขมังเวทย์" จากการออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย โดยอ้างเหตุผลข้างๆ คูๆ ว่าเป็นเพราะเนื้อหาไม่เหมาะสม บทมีเนื้อหารุนแรง พร้อมกับยืนยันว่าไม่ได้มีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องสั่งการ

                ช่วงเดียวกัน แดนมังกรจีนก็มีละครลึกลับเรื่อง "เหนือเมฆ" ฉบับจีนที่ดังยิ่งกว่า "เหนือเมฆ 2 : มือปราบจอมขมังเวทย์" เสียอีก เมื่อจู่ๆ มือลึกลับที่ทุกคนต่างรู้ว่าเป็นใครสั่งถอดบทบรรณาธิการฉบับรับวันปีใหม่ของนิตยสาร "หนานฟางโจวโม่" หรือ "เซาเทิร์น วีคลี่" ในเมืองกวางเจา เมืองเอกของมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งได้สร้างธรรมเนียมปฏิบัติมานานว่าบทบรรณาธิการฉบับรับขวัญวันปีใหม่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน

                เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของกองบรรณาธิการของ "หนานฟางโจวโม่" ที่ว่าปีหนึ่งมีแค่วันเดียวเท่านั้นที่จะประกาศจุดยืนของตัวเอง ยิ่งในช่วงที่มังกรเพิ่งจะเปลี่ยนหัวใหม่ๆ เป็นนายสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน และว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ในอีก 2 เดือนข้างหน้า "หนานฟางโจวโม่" นิตยสารขายดีฉบับหนึ่งโดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนที่นิยมการนำเสนอข่าวในเชิงสืบสวน จนมียอดจำหน่าย 1.6 ล้านฉบับ ก็ยิ่งมีข้ออ้างที่จะประกาศจุดยืนของตัวเองว่าคิดเห็นอย่างไรกับนโยบายของนายสี จิ้นผิง ว่าด้วย “ความฝันของจีน”

                บทบรรณาธิการฉบับรับปีใหม่ของ "หนานฟางโจวโม่" ซึ่งเขียนขึ้นในลักษณะจดหมายวันปีใหม่ถึงผู้อ่าน จึงได้ล้อเรื่อง “ความฝันของจีน” ของนายสี เป็นเรื่อง “ความฝันของจีน, ความฝันแห่งรัฐธรรมนูญ” มีเนื้อหาเรียกร้องการมีรัฐบาลภายใต้รัฐธรรมนูญ รวมทั้งเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิแก่ประชาชนมากขึ้น

                แต่ "เหนือฟ้ายังมีฟ้า" เหนือ "หนานฟางโจวโม่" ยังมี "ทัวเจิน" เจ้ากรมโฆษณาการแห่งกวางเจา หรือแท้ที่จริงก็คือกรมโฆษณาชวนเชื่อที่มีหน้าที่เซ็นเซอร์ข่าวของสื่อทุกประเภท ซึ่งจู่ๆ สั่งยกบทบรรณาธิการฉบับนี้อย่างกะทันหัน ก่อนที่จะส่งไปโรงพิมพ์เพียงวันเดียว ทั้งๆ ที่บรรณาธิการบริหารของนิตยสารฉบับนี้ได้เซ็นชื่อกำกับเห็นชอบแล้วก่อนจะเลิกงานกลับบ้าน

                ยิ่งกว่านั้น นายทัวเจิน อดีตรองผู้บริหารสำนักข่าวซินหัวยังได้สั่งแก้ไขบทบรรณาธิการชิ้นนั้นโดยพละการ จากบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมือง กลายเป็นบทสดุดีพรรคฯ แทน พร้อมกับเปลี่ยนพาดหัวเป็น "สู่ความฝัน" ซึ่งหมายถึงคนจีนกำลังใกล้จะบรรลุถึงความฝัน เนื่องจากการทำงานหนักของพรรคคอมมิวนิสต์ "ความฝันเป็นพันธสัญญาของพวกเรา พวกเราต้องบรรลุสิ่งปรารถนาให้จงได้"

 

จากสู่ฝันสู่ความคับแค้น

                การกระทำของนายทัวเจินครั้งนี้สร้างความคับแค้นใจให้แก่บรรดาบรรณาธิการและนักข่าวของ "หนานฟางโจวโม่" ที่สื่อกำลังถูกแทรกแซง จนต้องตั้งป้อมลุกขึ้นสู้ทั้งด้วยการผละงานประท้วง รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นผ่านไมโครบล็อกส่วนตัววิจารณ์ว่าเนื้อหาใหม่ที่ลงนั้นมีส่วนที่บิดเบือนไปจากความจริง นักข่าวหลายคนยอมรับว่า รับไม่ได้เมื่อผู้บริหารบางคนแถลงผ่านไมโครบล็อกปฏิเสธว่าไม่ได้มีการเซ็นเซอร์ให้ถอดบทบรรณาธิการ “ข่าวลือในสังคมออนไลน์เป็นเรื่องเท็จ” นักข่าวเหล่านี้จึงประกาศหยุดงานประท้วงในวันรุ่งขึ้นทันที

                นายซู่ หย่งทง บรรณาธิการนิตยสาร "หนานฟางโจวโม่" เผยรายละเอียดในไมโครบล็อกว่า เดิมทีนิตยสารฉบับนี้มีแผนจะพาดหัวรับขวัญปีใหม่ว่า "ฝันของจีน ฝันจะมีรัฐธรรมนูญ" เน้นว่าประชาชนจีนสามารถบรรลุฝันของตัวเองได้ก็ต่อเมื่อจีนมีรัฐธรรมนูญที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนเท่านั้น

                แต่บทบรรณาธิการกลับถูกตัดทอนลงมาเป็นบทความขนาดเล็ก หนำซ้ำยังมีการเปลี่ยนพาดหัวเป็น "ความฝันเป็นพันธสัญญาของพวกเรา พวกเราต้องบรรลุสิ่งปรารถนาให้จงได้" ก่อนจะแก้ไขใหม่เป็น "พวกเราใกล้ถึงความฝันมากกว่ายุคใดๆ"

                กลุ่มนักข่าวของนิตยสารฉบับนี้ได้บรรยายเพิ่มเติมในจดหมายเปิดผนึกว่า การเปลี่ยนพาดหัวไปมาดังกล่าวถือว่ามีความผิดพลาด เป็นการบิดเบือนความจริง พร้อมกับเรียกร้องให้นายทัวเจินเลิกแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชน

                นักข่าวบางคนกล่าวว่า กรมโฆษณาการกำลังบีบบังคับขืนใจกระชากอิสรภาพไปจากนักข่าว "พวกเราขอเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิ์ของบรรณาธิการที่ทำงานอย่างถูกต้อง จนสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อกระบวนการผลิตสื่อสู่สาธารณชน"

                อาจกล่าวได้ว่าครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่นักข่าวรวมตัวกันท้าทายอำนาจรัฐอย่างโจ๋งครึ่ม โดยไม่หวาดกลัวว่าจะถูกตอบโต้ด้วยการไล่ออกจากงานหรือถูกเจ้าหน้าที่ตามรังควานไม่หยุดหย่อนก็ตาม นักข่าวคนหนึ่งยอมรับว่า "พวกเราไม่มีทางอื่นที่จะระบายความคับแค้นใจแล้ว"

                ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานนัก ไมโครบล็อกเหล่านั้นก็ถูกทางการลบทิ้ง ขณะที่นักข่าว 15 คนถูกระงับการใช้ไมโครบล็อก

                นอกจากนี้ ยังมีการโพสต์จดหมายเปิดผนึกหลายฉบับในอินเทอร์เน็ต เรียกร้องให้นายทัวเจินลาออก เนื่องจากสั่งปิดปากสื่อมวลชน เล่นล้ำเส้น และละเมิดกฎระเบียบมาตลอด

                ขณะเดียวกัน ผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ได้วางแผ่นกระดาษซึ่งเขียนด้วยลายมือไว้ที่หน้าสำนักงานใหญ่มีข้อความว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ใช่อาชญากรรม” และ “ประชาชนต้องการเสรีภาพ” พร้อมกับตั้งคำถามว่าหากมีการลิดรอนเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในกลุ่มผู้นำใหม่ก็ได้ โดยเฉพาะนายสี จิ้นผิง ซึ่งเลือกเดินทางเยือนภาคใต้ของประเทศเป็นแห่งแรกหลังรับตำแหน่งได้ไม่กี่อาทิตย์ ระหว่างนั้นได้ปราศรัยว่า “ทุกคนตั้งคำถามว่าผู้นำจะดำเนินการปฏิรูปแบบไหนกันแน่ หากไม่ยอมฟัง แม้กระทั่งเสียงที่มีเหตุผลและถ้อยทีถ้อยอาศัยของ หนานฟางโจวโม่"

 

น้ำไม่พึ่งเรือ เสือไม่พึ่งป่า

                สำนักงานบีบีซีประจำปักกิ่งมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างกองบรรณาธิการของนิตยสาร "หนานฟางโจวโม่" กับระบบเซ็นเซอร์ของกวางตุ้ง และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นิตยสารฉบับนี้มีปัญหากับกรมโฆษณาการ เพราะเมื่อปี 2552 นิตยสารในกวางเจาฉบับนี้เคยประท้วงด้วยการปล่อยให้สองหน้าแรกขาวโพลนไม่มีการลงข่าวใดๆ ทั้งสิ้น ถือเป็นการประท้วงโดยสันติของกองบรรณาธิการ เพื่อแสดงความไม่พอใจที่ถูกกดดันให้ยกภาพถ่ายลายมือของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่กล่าวชมเชยนิตยสารฉบับนี้ว่าต่อสู้เพื่อเสรีภาพของสื่อออก

                ก่อนหน้านี้ ทั้งบรรณาธิการและนักข่าวเคยถูกไล่ออกหลายครั้งหลายครา เมื่อปี 2544 บรรณาธิการ 3 คนรวมไปถึงบรรณาธิการบริหารถูกปลดออกหลังจากตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "Corpse Walker" ซึ่งพรรณนาถึงชีวิตอันสุดแสนยากลำเค็ญของคนจีนที่จนที่สุด ปีต่อมา นักข่าวคนหนึ่งถูกไล่ออก เนื่องจากเสนอข่าวเจาะพิเศษชิ้นหนึ่งเปิดโปงพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของมูลนิธิเพื่อการกุศลแห่งหนึ่งของจีนที่นำเงินของมูลนิธิไปใช้ในทางมิชอบ

                บีบีซีชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจนทำให้นักข่าวของนิตยสาร "หนานฟางโจวโม่" ตัดสินใจผละงานประท้วง เป็นเพราะนายทัวเจินเล่นล้ำเส้นกติกาที่ไม่มีการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่บรรณาธิการและนักข่าวจะรู้และปฏิบัติกันสืบต่อมาว่านักข่าวแต่ละคนจะต้องส่งเรื่องให้บรรณาธิการตรวจก่อน เพื่อดูว่าเป็นไปตามข้อบังคับของกรมโฆษณาการหรือไม่ และถ้าหากมีปัญหาอะไรเจ้าหน้าที่ฝ่ายเซ็นเซอร์จะโทรศัพท์ตรงจากปักกิ่งสั่งให้บรรณาธิการจัดการกับข่าวที่ละเอียดอ่อนนั้น

                ด้วยเหตุนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างกองบรรณาธิการกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายโฆษณาการถือว่าสำคัญมากเพราะจะมีผลต่อการต่อสัญญาใบอนุญาตประกอบการซึ่งจะต้องต่อทุกปี ถ้าหากไม่มีใบอนุญาตประกอบการแล้วเท่ากับว่าหนังสือพิมพ์จะต้องปิดตัวเองโดยปริยาย

                ศาสตราจารย์จั่น เจียง แห่งคณะสื่อสารมวลชนและการหนังสือพิมพ์ระหว่างประเทศ ในกรุงปักกิ่งให้ความเห็นว่าแม้ว่ากองบรรณาธิการกับเจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์จะมีความเห็นต่างในหลายเรื่องด้วยกัน แต่ตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นิตยสาร "หนานฟางโจวโม่" ได้พยายามสร้างสายสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายโฆษณาการ แต่ความสัมพันธ์นี้ก็เปลี่ยนไปเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อทางการปักกิ่งได้แต่งตั้งนายทัวเจินให้เป็นเจ้ากรมโฆษณาการประจำกวางตุ้ง

                เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนหน้าที่จะมีการผลัดเปลี่ยนคณะผู้นำชุดใหม่ใต้การนำของนายสี จิ้นผิง นายทัวเจินประกาศว่าฝ่ายโฆษณาการกลางจะเพิ่มความเข้มงวดกวดขันการตรวจสอบการทำข่าวของสื่อในภาคใต้ของประเทศที่มีเสรีภาพมากเกินไป

                ผลที่เกิดขึ้นตามมาก็คือบทความของหนังสือพิมพ์ถูกตัด ถูกแก้ไขหรือถูกยกออกหลายต่อหลายชิ้น ทำให้บรรยากาศเริ่มตึงเครียดมากขึ้น แล้วฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึงเมื่อนายทัวเจินได้ออกปากวิจารณ์บทบรรณาธิการฉบับรับปีใหม่ของนิตยสาร "หนานฟางโจวโม่" แม้ว่าบรรณาธิการจะเซ็นชื่อสุดท้ายก่อนกระบวนการผลิตจะเริ่มขึ้น ทำให้กระบวนการผลิตชะงักงันทันที

                ในอดีต เจ้าหน้าที่จะสั่งเซ็นเซอร์ข่าวก่อนหน้าที่กระบวนการผลิตจะเริ่มขึ้น แต่นายทัวเจินกลับทำในสิ่งที่ฝ่ายโฆษณาการคนอื่นไม่เคยทำมาก่อน เมื่อเจ้าตัวซึ่งเป็นถึงเจ้ากรมโฆษณาการยอมเดินทางไปสำนักงานของนิตยสารฉบับนี้เพื่อควบคุมด้วยตัวเองให้มีการเปลี่ยนบทบรรณาธิการก่อนหน้าจะส่งไปตีพิมพ์

 

สร้างดาวคนละดวงเดียวกัน

                หลังจากผละงานประท้วงเพื่อเรียกความสนใจจากกระแสสังคมซึ่งเข้ามาร่วมการชุมนุมประท้วงด้วย นักข่าวของ "หนานฟางโจวโม่" ก็ยอมกลับเข้าทำงานแล้ว เมื่อนายหู ชุนหัว ดาวรุ่งทางการเมือง ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขามณฑลกวางตุ้ง เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เป็นคนกลางเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อยุติการเผชิญหน้าระหว่างนักข่าวกับกรมโฆษณาการ ผลการไกล่เกลี่ยได้ข้อสรุปว่ากองบรรณาธิการส่วนใหญ่จะไม่ถูกลงโทษและเจ้าหน้าที่จะไม่เข้ามาแทรกแซงเนื้อหาของนิตยสารก่อนการตีพิมพ์อีกต่อไป หลังจากนั้นนิตยสารก็ได้วางจำหน่ายตามปรกติ

                นายหู ชุนหัว ยังได้พูดเป็นนัยด้วยว่าอาจจะยอมทำตามข้อเรียกร้องของกองบรรณาธิการที่ต้องการให้ปลดนายทัวเจินจากตำแหน่ง แต่นายหูจะยังไม่สั่งการในทันที เพื่อรักษาหน้าของนายทัวเจินไว้ก่อน อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวบางกระแสเผยว่ากรมโฆษณาการกลางได้มีคำสั่งไปถึงบรรณาธิการอาวุโสย้ำว่า ทางพรรคจะยังคงควบคุมสื่อต่อไปเหมือนเดิม และนายทัวเจินไม่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ แม้มีเสียงเรียกร้องให้ลาออกก็ตาม

                เพื่อจะหาทางลงอย่างสวยงาม จึงมีการปั่นกระแสผ่านหนังสือพิมพ์ โกลบอลไทม์ส ว่า "มือที่สาม" หรือ "กองกำลังภายนอก" อยู่เบื้องหลังการแข็งข้อของกองบรรณาธิการของ "หนานฟางโจวโม่" โดยหนังสือพิมพ์แดนมังกรหลายฉบับได้พิมพ์ซ้ำบทวิจารณ์นี้พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า นายเฉิน กวงเฉิน ทนายตาบอดที่ต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพของลูกหลานมังกรซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในสหรัฐ ได้ประกาศสนับสนุนนิตยสารฉบับนี้ อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ในเครือของ "หนานฟางโจวโม่" หลายฉบับ อาทิ ปักกิ่งนิวส์, โอเรียนเต็ล มอร์นิ่งโพสต์, กวางเจาเดลี่ และเซาเทิร์น เมโทรโปลิส เดลี่ ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดหรือไม่อยากตกเป็นเครื่องมือของใครจึงไม่ลงบทวิจารณ์ชิ้นนี้

 

คืนแผงหนังสืออีกครั้ง

                เมื่อคลื่นลมการเมืองเริ่มสงบลงอีกครั้ง "หนานฟางโจวโม่" ก็เริ่มวางแผงอีกครั้ง แต่น่าสังเกตตรงที่ว่า นิตยสารฉบับนี้วางแผงเฉพาะที่กรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ แต่ในเมืองกวางเจา ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ของ  "หนานฟางโจวโม่" กลับไม่มีวางจำหน่ายอย่างน้อย 6 แผงในเมือง

                โดยข่าวหน้าหนึ่งของ "หนานฟางโจวโม่" ฉบับแผงในกรุงปักกิ่ง เป็นข่าวควันหลงจากเหตุเพลิงไหม้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในมณฑลหูหนาน ทางภาคกลางของประเทศ ส่วนที่วางจำหน่ายในนครเซี่ยงไฮ้ ปรากฏว่าหน้าหนังสือพิมพ์หายไป 2 ส่วน ซึ่งว่าด้วยกฎข้อบังคับใหม่ในการบุกเบิกที่ดิน และการเปลี่ยนแปลงอย่างน่ามหัศจรรย์ในการปฏิรูป

                เพื่อประเดิมการกลับมาวางแผงอีกครั้ง  "หนานฟางโจวโม่" จึงประกาศจุดยืนผ่านบทบรรณาธิการว่า “ถือเป็นหลักเบื้องต้น ที่พรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้วางกฎระเบียบควบคุมสื่อสารมวลชน แต่พรรคก็จำเป็นต้องปรับปรุงวิธีการออกกฎระเบียบให้ทันสมัย เพื่อให้ก้าวทันกับเวลา” พร้อมกับย้ำว่าเนื่องจากความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นในการใช้อินเทอร์เน็ต ดังนั้น จีนจึงจำเป็นต้องปรับปรุงวิธีการให้ทันสมัยในการควบคุมความคิดเห็นของประชาชน รวมไปถึงการเรียกร้องให้มีการคุ้มครองสื่อ ที่เสนอข่าวอย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์

 

...................................................

('เหนือเมฆ'แห่งแดนมังกร:การดับเครื่องชนของนักข่าวกับกองเซ็นเซอร์ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)