ข่าว

ย้อนนาทีวิกฤติ...'ผมไม่ไหวแล้ว'

ย้อนนาทีวิกฤติ...'ผมไม่ไหวแล้ว'

12 ม.ค. 2556

ย้อนนาทีวิกฤติ...'ผมไม่ไหวแล้ว' : โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุลรายงาน

           เหตุการณ์ นายสกล สนธิรัตน หรือ เอ๋ ช่างภาพเครือเนชั่น เกิดอาการช็อกที่รัฐสภา และพบภายหลังว่ามีอาการเลือดออกในแกนสมอง ทีมข่าวสำนักข่าวเนชั่น ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าว เริ่มจากเวลา 13.00 น. วันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวงานวันเด็กที่บริเวณห้องโถง อาคาร 1 รัฐสภา มีผู้สื่อข่าว ช่างภาพ สนใจมาทำข่าวและเก็บภาพจำนวนมาก

           เมื่อเก็บภาพเสร็จ นายสกลไปนั่งส่งภาพที่โต๊ะทำงานตามปกติ สักพักก็หันไปเรียกช่างภาพอีกคนว่า "ช่วยพยุงไปห้องพยาบาลหน่อย" แต่พอนายสกลจะลุก ปรากฏว่า ลุกไม่ไหว เพื่อนช่างภาพจึงเดินไปตามพยาบาลมาเพื่อดูอาการ แต่พอพยาบาลมาถึง อาการก็ดูเหมือนว่าจะเริ่มหนักขึ้น นายสกลมีอาการหน้าซีด ปากซีด มือซีดเหลือง และเริ่มบอกว่าไม่ไหว พร้อมทั้งมีอาการชาที่ตัว

           จากนั้นพยาบาลก็ตรวจอาการเบื้องต้น และซักถามอาการกว่า 20 นาที จากนั้นจึงมีแพทย์เดินตามมาสมทบ และตรวจอาการถามอาการอีกครั้ง พร้อมบอกว่า ให้ทุกคนใจเย็น ไม่เป็นอะไรมาก และรอจนรถพยาบาลมารับไปส่งที่โรงพยาบาลกลาง ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่นายสกลเริ่มมีอาการ จนรถพยาบาลนำส่งโรงพยาบาล กินเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมง

           ทั้งนี้ ระหว่างนั้นกลุ่มผู้สื่อข่าว และช่างภาพพยายามเรียกร้องให้รถฉุกเฉินของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า รีบนำตัวนายสกลไปส่งที่โรงพยาบาล แต่ได้รับคำตอบว่า "ไม่สามารถนำออกไปได้ เพราะเคยมีกรณีซ้ำซ้อน หากนำรถออกไปจะโดนดุ ดังนั้นจึงต้องสแตนด์บายไว้สำหรับ ส.ส. และ ส.ว."

           คำตอบสร้างความไม่พอใจให้กลุ่มผู้สื่อข่าวและช่างภาพ ระหว่างนั้นรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้วิทยุเรียกรถของศูนย์นเรนทรให้มารับแทน สุดท้ายนายสกลต้องใช้บริการรถของศูนย์นเรนทร ไม่ใช่รถฉุกเฉินของโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าที่จอดรอให้บริการ

           นายสวัสดิ์ ปันยศ ช่างภาพหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เล่าเหตุการณ์ว่า หลังจากการถ่ายภาพประธานสภา เอ๋ก็กลับมานั่งที่ เพื่อส่งภาพที่ถ่ายมา จากนั้นเอ๋ก็ได้หันมาเรียก พี่บอยๆ เราก็เข้าใจว่าเรียกไปดูภาพที่ถ่าย แต่เอ๋กลับบอกว่า “ผมไม่ไหวแล้ว” ช่วยพาไปห้องพยาบาลหน่อย จากนั้นช่วยกันพยุงจะพาไปห้องพยาบาล แต่เอ๋ก็บอกอีกว่าไม่ไหวแล้ว จึงไปเรียกพยาบาลเพื่อมาดูอาการ พอพยาบาลมาถึงก็ให้เอ๋นอนราบกับเก้าอี้ และก็ตรวจอาการ แต่ผมก็ได้บอกว่า อาการแบบนี้เอารถออกเลยไหม แต่ก็ได้คำตอบกลับมาว่า "ออกไม่ได้ เพราะเคยมีกรณีซ้ำซ้อน แล้วเอารถออก แล้วโดนดุ"

           จากนั้นเขาได้ ว.เรียกศูนย์ และถามว่าประกันสังคมอยู่โรงพยาบาลไหน ก็บอกว่าอยู่โรงพยาบาลกลาง และจากนั้นหมอก็มาถึงแล้วมาตรวจอาการอีกรอบ ทั้งเจ้าหน้าที่ นักข่าว ที่อยู่ในเหตุการณ์ ก็เริ่มมีอารมณ์ ว่าทำไมยังไม่ส่งสักที  และจากนั้นรถพยาบาลก็มารับไปส่งที่โรงพยาบาล จากช่วงที่ขอความช่วยเหลือจนรถมารับ ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง

           ด้าน นายไกรวิทย์ สินธุประภา ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เล่าว่า ตอนแรกไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พอเห็นพยาบาลมา คนก็เริ่มมาดู แต่จากการสังเกตด้วยตา เห็นว่า พี่เอ๋น่าจะหนัก เพราะพี่เอ๋หน้าซีด หน้าเหลือง มือไม้เหลือง เหมือนไม่มีเลือด นั่งก็ไม่ได้ จึงให้พี่เอ๋นอนราบลง แล้วพี่เอ๋ก็บอกว่า มีอาการชาครึ่งตัว ทุกคนก็รู้อยู่ว่าพี่เอ๋เป็นความดัน คงเป็นอะไรเกี่ยวกับสมองสักอย่าง ตอนนั้นมีพยาบาล 2-3 คนเข้ามาวัดความดัน ถามอาการ คุยอยู่นาน พี่เอ๋ก็บอกตลอดว่า “ไม่ไหวแล้ว” และไม่คุยกับพยาบาล จึงรู้อยู่ว่าไม่ไหว แต่เหมือนทำไมชักช้า เหมือนรออะไรสักอย่าง และคนก็เริ่มถามกันว่า ทำไมไม่ส่งโรงพยาบาลสักที อาการหนักแล้ว ชักช้าอะไร คนจะตายอยู่แล้ว และบอกแต่ว่า รอรถ ก็มีแต่คนถามว่า รถมีอยู่ทำไมไม่ใช้ ทุกคนต่างร้อนใจ เพราะแย่แล้ว และมีคนในทีมพยาบาลพูดว่า รถคันนี้ต้องสแตนด์บาย ใช้ไม่ได้ เพราะมีไว้สำหรับ ส.ส. ส.ว.

           "ขณะนั้นข้าราชการสภาก็เริ่มจับกลุ่มวิจารณ์กันว่า ทำไมไม่ส่ง จากนั้นเกือบ 20 นาที หมอก็มา พอหมอมาถึง ก็มาถามพยาบาลว่า อาการเป็นยังไง แล้วก็ตรวจซ้ำอีกรอบ หาอาการเหมือนเดิม จากนั้นหมอก็บอกว่า ใจเย็นๆ ไม่มีอะไรหรอก แล้วก็มีคนถามขึ้นมาว่า ทำอะไรอยู่ทำไมไม่ส่งโรงพยาบาล ก็ได้รับคำตอบว่า รถกำลังมา สุดท้ายรถก็มานำส่งโรงพยาบาล ซึ่งใช้เวลาทั้งหมดกว่าครึ่งชั่วโมง เหมือนว่าคณะแพทย์ไม่ค่อยให้ความสำคัญ ไม่เต็มที่ เพราะพี่เอ๋ย้ำตลอดว่า ไม่ไหวแล้ว”

           ส่วน น.ส.อารีรัตน์ แซ่ตั้ง ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เล่าว่า เห็นพี่เอ๋นอนอยู่บนเก้าอี้ ศีรษะและลำตัวราบอยู่กับเก้าอี้ ส่วนท้ายยกสูงกว่าลำตัวเล็กน้อย เพราะวางอยู่บริเวณที่วางแขนของเก้าอี้อีกตัวหนึ่งที่นำมาต่อ พี่เอ๋มีสีหน้าซีด นอนหลับตานิ่ง และตอบโต้กับพยาบาลที่ยืนอยู่ตรงนั้นเพียงประโยคเดียวว่า “ผมไม่ไหวแล้ว” แม้พยาบาลจะพยายามสอบถามและชวนคุย จากนั้นไม่นาน มีแพทย์และพยาบาลอีกชุดหนึ่งเข้ามาประเมินอาการอีกครั้ง โดยระหว่างนั้น แพทย์พยายามจะประเมินกำลังของผู้ป่วยโดยการใช้มือกดลงไปยังหัวเข่า และบอกให้ผู้ป่วยสู้กำลังกับแพทย์ อีกทั้งยังวัดการเคลื่อนไหวของตาผู้ป่วยด้วย

           ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐสภาคนหนึ่งเล่าว่า มาเห็นเหตุการณ์ในช่วงที่พยาบาลมาถึงแล้ว พยาบาลตรวจพร้อมปฐมพยาบาลเบื้องต้น หลังจากพูดคุยกันครู่ใหญ่ก็ได้เดินไปตามหมอมาเช็กอาการอีกครั้ง ยังสงสัยว่าทำไมไม่นำส่งโรงพยาบาล

           "แต่ได้คำตอบว่า รถพยาบาลกำลังจะถึงอีก 5 นาที ช่วงนั้นทุกคนตกใจ เข้าใจว่าอยากจะให้ไปส่งโรงพยาบาลเร็วๆ"

           นี่คือคำตอบในเสี้ยวนาทีแห่งความเป็นความตายของ "สกล สนธิรัตน์"


......................

 

(หมายเหตุ : ย้อนนาทีวิกฤติ...'ผมไม่ไหวแล้ว' : โอฬาร เลิศรัตนดำรงกุลรายงาน)