ข่าว

ความสุข

ความสุข

13 ม.ค. 2556

ความสุข : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

              สัปดาห์ที่แล้ว เปิดโอกาสให้ผู้อ่าน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ร่วมกันแชร์ความเห็นเรื่องแนวทางการบริหารจัดการการเงินของตัวเอง เพื่อร่วมรับหนังสือ “ไม่เล่าก็ไม่รู้ ความทรงจำบนทางที่ไม่ได้เลือก” ปรากฏว่า มีสุภาพสตรีจำนวน 4 ท่านต่างวัย ต่างสถานะ ต่างสภาพแวดล้อม ส่งเรื่องราวเข้ามา ซึ่งเรื่องที่น่ายินดีก็คือ นอกจากแต่ละท่านไม่ได้มีปัญหาทางการเงินแล้ว ทุกท่านยังบริหารจัดการเงินทองของตัวเองได้เป็นอย่างดี ทั้งเรื่องการออมและการลงทุน ถ้าจะขอคำแนะนำก็เป็นเพียงเรื่องของการต่อยอด เพื่อขยายผลตอบแทนให้เข้าสู่เป้าหมายได้มากขึ้น

                ทั้ง 4 ท่านนี้ นอกจากจะได้รับหนังสือ “ไม่เล่าก็ไม่รู้ฯ” แล้ว ยังจะได้รับซีดี “หลักคิดในการใช้ชีวิตและการลงทุนกับวีระ ธีรภัทร” ส่งไปให้ถึงบ้านอีกด้วย

               ส่วนเรื่องราวที่สุภาพสตรีทั้ง 4 ท่านร่วมแบ่งปัน ขออนุญาตถ่ายทอดและเพิ่มเติมบางส่วนเพื่อเป็นข้อมูลให้สำหรับท่านที่สนใจ และอยากทราบว่า คนทั่วๆ ไปดูแลจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ อย่างไรกันบ้าง

                ท่านแรก คุณกวีญากร มีแนวทางในการจัดการบริหารเงินแบบมี “วินัยขั้นเทพ” และคาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างสบายๆ ด้วยวัยเพียง 32 ปี เธอแบ่งเงินออกเป็น 5 ส่วน โดยส่วนแรก เธอจะหักจากบัญชีเงินเดือนในสัดส่วน 40% ทันที เพื่อฝากในบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน โดยจะไม่ถอนออกมาใช้จนกว่าจะมีเหตุการณ์ฉุกเฉิน และนำ tax มาลดหย่อนภาษีเงินได้ อีกส่วนหนึ่ง เธอจะฝากประจำระยะยาว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแคมเปญเงินฝากของแบงก์ เช่น ฝากประจำ 4 เดือน หรือ 5 เดือนหรือ 6 เดือน

                เงินส่วนที่ 3 จะถูกแบ่งไปซื้อสลากออมสิน ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง จะกันไว้สำหรับซื้อประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ ทั้งระยะสั้น และระยะยาว และสุดท้ายจะลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี

                คุณกวีญากร บอกว่า แนวทางการลงทุนของเธอนั้นเป็นแบบไม่เสี่ยง แต่ต้องใช้ความอดทนพอสมควร ส่วนในปี 2556 นี้ เธอสนใจการลงทุนในหุ้นเป็นพิเศษ แต่ยังไม่มีความรู้ ดังนั้น จึงจะต้องใช้เวลาศึกษาอีกระยะหนึ่งก่อน

                ส่วนท่านที่สอง คุณนิธิตา เป็นคุณแม่วัย 53 ปี ซึ่งที่ผ่านมา จะใช้วิธีฝากเงินกับธนาคาร แต่เป็นจำนวนไม่มากนัก จนเมื่อรวมได้เป็นก้อนใหญ่พอประมาณ ก็นำเงินไปซื้อสลากออมสิน อายุ 3 ปี

                ประเด็นของคุณนิธิตาอยู่ตรงที่ “ลูกสาว” มาแนะนำให้แม่ลองลงทุนในหุ้น

                “วันหนึ่งลูกสาวซึ่งไปเรียนที่กรุงเทพฯ แนะนำให้นำเงินไปเล่นหุ้น เพราะลูกบอกว่า เล่นหุ้นแล้วมีกำไรมาก ดิฉันก็สนใจ แต่อายุมากแล้ว เลยไม่แน่ใจว่า จะมีความสามารถในการเล่นหุ้นได้ แล้วก็ไม่มีความรู้เกี่ยวกับหุ้นเลย แต่ก็ไม่ได้คิดจะร่ำรวยเหมือนใครเขา แค่อยากจะได้เงินเก็บมากขึ้นกว่าเดิมบ้างเท่านั้นเอง ตอนนี้ก็ได้ซื้อหนังสือมาอ่านบ้าง แต่ก็ยังไม่เข้าใจเท่าไร”
 ทั้งคุณกวีญากรและคุณนิธิตา ต่างก็มีความสนใจในหุ้นเหมือนกัน แตกต่างกันก็ตรงที่คนแรกสนใจลงทุนด้วยตัวเอง และดูเหมือนจะมีความรู้ในเบื้องต้นเกี่ยวกับการลงทุนมาบ้างแล้ว ขณะที่รายหลังไม่ได้สนใจด้วยตัวเอง แต่เป็นเพราะลูกสาวคอยลุ้นคอยเชียร์ คุณแม่ก็เลยอยากจะลองดูบ้าง

                จริงๆ กรณีของคุณกวีญากรนั้น น่าจะง่ายกว่าคุณนิธิตา ด้วยเหตุที่ลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟอยู่แล้ว การขยับเข้าสู่การลงทุนในหุ้นจึงเหมือนมีพื้นฐานไว้ระดับหนึ่ง แต่อาจจะเริ่มต้นจากกองทุนเปิดที่ลงทุนในหุ้น ซึ่งมีความคล่องตัวในการซื้อขายโดยไม่ติดเงื่อนไขภาษีมากกว่าแอลทีเอฟ ก่อนที่จะลงทุนในหุ้นรายตัวเมื่อมีเวลาติดตามข้อมูลมากขึ้นหรือมีความพร้อมมากขึ้น
 ส่วนกรณีคุณนิธิตา เนื่องจากอายุ 53 ปีแล้ว อาจจะไม่ค่อยเหมาะกับการรับความเสี่ยงมากๆ อย่างการลงทุนในหุ้น และถ้าเป็นอย่างที่คุณนิธิตาให้ข้อมูลมาว่า ตัวเองไม่ได้ต้องการผลตอบแทนที่มากมายนัก ดังนั้น การลงทุนในหุ้นก็ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องเลือก แต่ถ้าสนใจและอยากลงทุนในตลาดหุ้นจริงๆ ก็ลองให้ลูกสาวฝึกวิชาไว้เยอะๆ เพราะดูท่าทางมีความสนใจและอยู่ในวัยที่แสวงหาความรู้และแหล่งข้อมูลได้ รวมถึงรับความเสี่ยงได้มากกว่าอีกด้วย

                งานนี้คุณแม่คงทำได้แค่ช่วยลุ้นช่วยเชียร์คุณลูก รวมถึงอาจจะต้องเป็นแหล่งเงินทุนให้คุณลูกได้ทดลองวิชาการลงทุนในหุ้นด้วย

                ส่วนสุภาพสตรีอีกสองท่าน ท่านแรกบอกว่า อายุเข้าหลักสี่แล้ว และน่าจะเคยลงทุนมาบ้างแล้ว เพราะประเด็นที่แชร์เข้ามา คือ การอยากลองขยายพอร์ตการลงทุนแบบเล็กๆ ของตัวเองให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น รวมทั้งขอความเห็นเกี่ยวกับการกองทุนทองคำ กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ และกองทุนอสังหาริมทรัพย์

                เพิ่งจะคุยกับคุณณัฐฑี จุฑาวรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาสสิก โกลด์ ฟิวเจอร์ส ถึงทิศทางราคาทองคำ ซึ่งปีที่แล้วต้องบอกว่า ผลตอบแทนอาจจะไม่ค่อยน่าประทับใจ เพราะราคาทองสกุลในต่างประเทศให้ผลตอบแทนราว 8% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากตลาดหุ้นที่มากกว่า 35%

                แต่คุณณัฐฑีก็ยังยืนยันว่า แนวโน้มราคาทองคำยังคงเป็นบวก หมายถึงยังให้ผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่า กรอบความเคลื่อนไหวของราคาทองคำจะค่อนข้างกว้าง โดยอยู่ในกรอบ 1,600-1,800 เหรียญต่อออนซ์ และมีความเป็นไปได้ที่บางช่วงราคาทองคำอาจจะต่ำกว่าระดับ 1,600 เหรียญ โดยอาจจะลดลงมาอยู่ในระดับ 1,550-1,520 เหรียญต่อออนซ์ คิดเป็นประมาณ 22,000 บาทต่อน้ำหนัก 1 บาท

                ดังนั้น ถึงอย่างไรเสีย ทองคำก็ยังน่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่อยู่ในการลงทุน เพียงแต่น้ำหนักการลงทุนจะมากหรือน้อยตั้งแต่ 5-20% ของเงินลงทุนเท่านั้นเอง
ปิดท้ายที่คุณแม่ท่านสุดท้ายที่ส่งข้อความมาบอกอย่างน่าประทับใจว่า “ดิฉันมีลูกชายที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ประมาณเจ็ดเดือนแล้ว ตอนนี้ยังโสด ไม่มีภาระต้องผ่อนส่งอะไร พ่อแม่มีกิจการของตัวเอง ไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ แค่รับผิดชอบตัวเองเท่านั้น เงินเดือนประมาณ 30,000 บาท แบ่งเข้าสหกรณ์ 10,000 บาท เป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนรวมค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ 10,000 บาท ที่เหลือฝากธนาคาร รวมค่าทำงานล่วงเวลาบ้าง พอรวมได้ก้อนหนึ่งก็เบิกซื้อเป็นสลากออมสินบ้าง เงินฝากพิเศษบ้าง ตอนนี้มีความสุขดีค่ะ”

                ประสบการณ์ของทั้ง 4 ท่าน ล้วนเป็นเรื่องราวดีๆ ทางการเงินที่น่าสนใจ ทั้งการจัดสรร ความมีวินัยที่ปิดท้ายด้วย ‘ความสุข’ หลังจากนี้ก็เพียงรอรับหนังสือและซีดีเท่านั้น

 

 ...........................................

(ความสุข : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])