ข่าว

'เฉลิม'ลั่นสอบตร.สลายม็อบเสธ.อ้าย

'เฉลิม'ลั่นสอบตร.สลายม็อบเสธ.อ้าย

11 ม.ค. 2556

'เฉลิม' ลั่นสอบตร. ใช้ความรุนแรงสลายม็อบเสธ.อ้าย 24 พ.ย.นี้ หากพบทำเกินกว่าเหตุเอาผิดแน่

               11 ม.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐทำร้ายสื่อมวลชนและประชาชนในการชุมนุม เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2555 ได้เชิญ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาชี้แจงรายละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทั้งนี้ รองนายกฯ ได้ชี้แจงถึงลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และระบุว่า หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ หากพบว่า เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ พร้อมที่จะดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนประเด็นที่มีการจับประชาชนนั้น เพราะมีการบุกเข้ามายังแนวกั้น แต่ภายหลังได้มีการปล่อยตัว โดยไม่มีการประกัน แต่ได้แจ้งข้อกล่าวหาไว้ ส่วนผู้สื่อข่าวนั้น ยอมรับว่า เป็นผู้สื่อข่าวจริงๆ ซึ่งตนได้สั่งการให้ปล่อยตัวทันทีโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหา

                "การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อวันที่ 24 พ.ย.2555 นั้น ได้มีการทำแบบสอบถามประชาชน พบว่าร้อยละ 80.6 เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ แต่ช่วงปฏิบัติการนั้น ตนได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใจเย็น อย่างไรก็ตาม ตนยอมรับว่า เหตุที่ต้องประกาศใช้กฎหมายความมั่นคง เพราะมีประสบการณ์ว่าทำเนียบรัฐบาลถูกยึดมาแล้ว 6 ครั้ง และแกนนำม็อบ เช่น น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ,พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์นั้น แรง" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการประชุมทางอนุกรรมาธิการ ได้เปิดคลิปวีดีโอที่ผู้สื่อข่าวบันทึกได้ช่วงที่มีการใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุม รวมถึงภาพที่ช่างภาพถูกตำรวจจับให้ที่ประชุมได้ดู ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด หลังจากนั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวกับที่ประชุมว่า “ผมห้ามเด็ดขาด และได้ไปตรวจดู ทั้งนี้ปีนี้ ผมอายุ 65 ปี อะไรที่ไม่ดี ไม่เอาด้วย เพราะเมื่อหมดอำนาจแล้ว จะติดคุกติดตะรางได้ ทั้งนี้ ผมขอรับเทปของอนุกรรมาธิการฯ ให้เจ้าหน้าที่ได้ชี้แจง ขณะเดียวกันก็จะนำเทปของเจ้าหน้าที่ตำรวจมามอบให้อนุกรรมาธิการฯ มาให้พิจารณาเปรียบเทียบกัน”

                 ทั้งนี้ รองนายกฯ ได้ตอบข้อซักถามของอนุกรรมาธิการอีกหลายประเด็น ซึ่ง รองนายกฯ กล่าวว่า ในแง่ของการบริหาร ตนปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แต่ตนไม่ได้สั่งการ สั่งไม่ได้เพราะไม่ใช่ผู้อำนวยการ ซึ่งโครงสร้างบริหารนั้นเป็นไปตามกฎหมายความมั่นคง

               อย่างไรก็ตาม ก่อนการเริ่มประชุม นายสมชาย แสวการ สว.สรรหา ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้พูดกับ ร.ต.อ.เฉลิม ในประเด็นการหารือกับนายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย ต่อการร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีภาพปรากฎผ่านสื่อออนไลน์ว่า ร.ต.อ.เฉลิม มีอาการคล้ายคนเมา โดย ร.ต.อ.เฉลิม ถามว่า "มีข่าวหรือ" ซึ่งนายสมชาย กล่าวว่า "มีครับ แล้วคุณเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ เขาไปด้วยหรือไม่" ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวตอบว่า "ไปครับ เขาไปด้วย"




 

"เฉลิม" ประสาน “มาเลเซีย” ขอขึ้นทะเบียนเด็กเสิร์ฟ

          ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงการเดินทางเดินทางเยือนมาเลเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคงและความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 8-10 ม.ค. ที่ผ่านมา ว่า "ผมดีใจที่นายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ให้ความกรุณา ซึ่งเดิมที่ผู้ประสานงานแจ้งว่าท่านมีเวลาให้ 15 นาที แต่ปรากฏว่าท่านให้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมง ในการแลกเปลี่ยนความเห็นหลายภาคส่วน นอกจากนี้ยังได้พูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีบิดาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สามของมาเลเซีย รวมทั้งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับบิดาของนายนาจิบ นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจสันติบาลมาเลเซีย โดยคุยกันลงลึกถึงรายละเอียด แต่ตนจะรอให้ทางกระทรวงการต่างประเทศสรุป และเสนอต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ก่อน"
 
          ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ได้มีการพบกับแรงงานไทยในสมาคมต้มยำ ประมาณ 100 คน ซึ่งตนได้บรรยายาพิเศษให้ฟัง และได้เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนสอนศาสนา ที่มีเด็กไทยเข้ามาศึกษา ซึ่งตนได้อธิบายถึงเหตุการณ์ต่างๆ ให้ฟังและให้นำไปบอกกับผู้ปกครองซึ่งเด็กๆ ก็ชอบใจ ทั้งนี้ได้มีการทำงานประกอบกันหลายๆ ด้านเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ ซึ่งเร็วๆ นี้ตนจะรอคำยืนยันเพื่อขออนุญาตเข้าพบนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียต่อไป เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียได้มอบหมายให้นายมหาเธร์ พัฒนาเศรษฐกิจชายแดนมาเลเซีย-ไทย ทั้งนี้ที่มาเลเซียรับหลักการคือ มีร้านต้มยำกุ้งในมาเลเซีย 6,500 แห่ง ใน 13 รัฐ มีคนไทยไปทำงานประมาณ 150,000 คน แต่มีคนขึ้นทะเบียน 6,900 คน เพราะทางการมาเลเซียอนุญาตเฉพาะคนเป็นกุ๊กและผู้ช่วยกุ๊ก แต่พนักงานเสิร์ฟนั้น ไม่อนุญาต โดยตนพยายามขอร้องว่าหากอนุญาตพนักงานเสิร์ฟทะเบียนได้จะทำให้มีรายได้และจะส่งกลับมาบ้าน และพอใครจะชักชวนไปทำอะไรในทางที่ไม่ดีพวกเขาก็ไม่เอา ปัญหาต้องแก้แบบนี้ หากตนทำสำเร็จผลที่จะได้คือในประเทศ แต่จะสำเร็จหรือไม่ต้องไปหานายมหาเธร์อีกครั้ง
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่า สิ่งที่จะเริ่มหลังจากมีการหารือกับมาเลเซียแล้วคืออะไร ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า อย่างน้อยต้องพูดคุยเรื่องปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาแก้ไขภายในประเทศไม่ได้ ต้องแก้ที่อื่นแล้วจะดีเอง เมื่อถามว่า จะพบกับแกนนำผู้ก่อความไม่สงบเมื่อไหร่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า "ไม่บอก เพราะเรื่องนี้เราพูดเขาไม่เชื่อ ต้องหาคนที่เขาเชื่อไปพูด และคนที่ไปพูดต้องเป็นพวกเราถึงจะแก้ปัญหาได้ อีกทั้งผมไม่ใช้คำว่าเจรจาแต่ใช้คำว่าพูดคุย อย่างไรก็ตาม การพูดคุยจะต้องพูดในทางลับก่อน การจะเปิดเผยต้องรอให้งานจบแล้ว"   เมื่อถามว่า มาเลเซียรับปากจะช่วยไทยอย่างไรได้บ้าง ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า บรรยากาศดีก็แล้วกัน และมั่นใจว่าเดินทางมาถูกจุด เมื่อถามว่า หวังผลภายในระยะเวลาเท่าไหร่ รองนายกฯกล่าวว่า “นาน ถ้าเร็วก็ปาฏิหาริย์”
 
          รองนายกฯ กล่าวต่อว่า เรื่องการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตนทำงานเป็นทีม และหารือกับทางกองทัพใกล้ชิด ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ทราบทุกขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ตนได้พบกับมหาเธร์แล้วจะเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียต่อ เพราะทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเป็นหน้าที่ของทหารตนไม่เกี่ยว แต่หากคนรวย การศึกษาดี พื้นที่เจริญ ทุกอย่างดีขึ้น
 
          “สื่อให้ความสนใจภาคใต้ ผมดูสถิติคดีเกิดขึ้น จ.นครศรีธรรมราช มากกว่าแต่ละจังหวัดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อีก แต่เวลาจ.นครศรีธรรมราชมีเหตุก็ไม่ได้รายงานข่าว” รองนายกฯ กล่าว


"เฉลิม"  อ้างดื่มไวน์กับเพื่อนนอกเวลาราชการ แต่ไม่ได้เมา

          ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงกรณีที่การนำภาพตัวเองในลักษณะมึนเมามาโพสต์ลงเฟซบุ๊กขณะอยู่ประเทศมาเลเซียว่า ตนมีเพื่อนอยู่ที่มาเลเซียและสิงคโปร์ รวมกัน 5 คน เรียกว่าห้าทหารเสือ ชุดนี้เคยช่วยตนตอนลี้ภัยอยู่เดนมาร์ก ปกติจะพบกันปีละครั้ง แต่ปรากฎว่าสองปีที่ผ่านมาไม่ได้เจอ พอตนไปมาเลเซียพวกเขาก็ไปรับตนที่สนามบินและพาไปกิน ซึ่ง 5 คน กินไวน์ไป 8 ขวด ไม่มีข้าราชการทั้งฝ่ายมาเลเซียหรือไทยอยู่ด้วย แต่เป็นเพื่อนรักเจอกัน ไม่ได้มีใครเลี้ยง ส่วนภาพที่ตนตบหัวไหล่นั้นเป็นผู้ช่วยทูตซึ่งเป็นนายทหาร เวลาทหารหรือตำรวจเจอกันทักทายแบบนี้
 
          “ยืนยันว่าไม่ได้เมา ไม่ได้ไปเมากับข้าราชการฝ่ายมาเลเซียหรือไทย เป็นการกินกันเอง ส่วนท่านทูตในภาพเพียงมารอเพื่อจะพาผมไปรับประทานข้าว เพราะคุณพ่อของเขาเป็นอาจารย์ของผม แต่ผมปฏิเสธว่าไม่ไปเพราะตอนเช้ามีภารกิจ” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว
 
          ภายหลังสัมภาษณ์เสร็จ ร.ต.อ.เฉลิม ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวแบบอารมณ์ดีว่า “เอ๊ะ!กินไวน์บ้างไม่ได้เชียวหรือ ส่วนที่ทำท่าเหมือนเมานั้น ยืนยันว่าไม่ได้เมา แต่เป็นนอกเวลางาน"