ข่าว

'อ่านเอาเรื่อง'หรือ'อ่านเอาหน้า'?

'อ่านเอาเรื่อง'หรือ'อ่านเอาหน้า'?

11 ม.ค. 2556

'อ่านเอาเรื่อง'หรือ'อ่านเอาหน้า'? : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

               ปี 2556 นี้ กรุงเทพฯ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองหนังสือโลกครับ ซึ่งหลายๆ คน อาจจะเลือนๆ เรื่องนี้ไปแล้วหรือหลายๆ คน ก็อาจจะงุนงงว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจแต่ประการใด เพราะแม้แต่คนในวงการหนังสือและนักเขียนซึ่งน่าจะมีบทบาทสำคัญในงานนี้อีกเป็นจำนวนมากก็ไม่ค่อยรู้เรื่องราวหรือทราบรายละเอียดและความเคลื่อนไหวของเรื่องนี้สักเท่าไหร่

               ซึ่งเป็นลักษณะการทำงานแบบไทยๆ คือคนที่มีหน้าที่คิดก็คิดกันไป เขียนโครงการกันไป แต่ทำอะไรไม่ค่อยเป็น ส่วนคนที่มีหน้าที่ทำก็ทำกันไป โดยไม่ค่อยได้คิด ดังนั้น งานใหญ่ๆ แทบทุกงานในเมืองไทย จึงเป็นเรื่องฉุกละหุก หรือไฟลนก้นเสมอ ต่อให้มีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้ามานานแค่ไหนก็ตาม

               บอกตามตรงว่าผมไม่อยากให้คนกรุงเทพฯ คาดหวังอะไรจากการเป็นเมืองหนังสือโลกมากนัก ตราบเท่าที่ผู้บริหารกรุงเทพฯ ยังมิได้ตระหนักหรือเห็นคุณค่าของหนังสือและการอ่านอย่างจริงจัง และผลักดันให้ทุกๆ ปีของกรุงเทพฯ เป็นปีแห่งการอ่าน ด้วยการสร้างบรรยากาศ วิสัยทัศน์ และวัฒนธรรมแห่งการอ่าน ให้คนในกรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่ “อ่านเอาหน้า” กันแค่ปีนี้ปีเดียว

               ผมได้เคยพูด เคยเขียนไว้หลายครั้งว่า การทำให้คนไทยหรือคนกรุงเทพฯ มีนิสัยรักการอ่านนั้น สามารถทำได้ แต่ต้องทำกันเป็นกระบวนการ และใช้เวลาอย่างต่ำ 10 ปี ซึ่งผมใช้คำว่า “ทศวรรษแห่งการอ่าน” ถ้าถามว่าทำไมถึงต้องอ่าน ก็คงต้องย้อนถามว่าทำไมคนเราถึงต้องกินอาหาร ซึ่งการกินอาหารทำให้ร่างกายของเรามีเรี่ยวแรงและพลังงาน การอ่านก็จะทำให้สมองของเราเกิดความรู้ และสติปัญญา และความรู้นั้นก็คือพลังสำคัญของมนุษย์ ไม่ว่าจะในด้านของวิทยาการ ปรัชญา หรือจินตนาการ อันส่งผลไปถึงความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าคนในประเทศที่มีความเจริญนั้นมีสถิติการอ่านหนังสือที่สูงกว่าคนไทยหลายเท่าตัว

               มีคำพูดประโยคหนึ่งว่า สาเหตุที่คนไม่อ่านหนังสือเป็นเพราะเขายังอด และคนจะอ่านต่อเมื่ออิ่ม ซึ่งผมกลับคิดตรงข้ามว่า เพราะการที่คนไม่อ่านนี่แหละถึงได้อด และคนต้องอ่านก่อนถึงจะอิ่ม ทั้งนี้ก็เพราะว่าการอ่านนั้นทำให้เกิดความรู้ ความคิด และปัญญา รวมทั้งช่องทางในการทำมาหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ขณะเดียวกันก็ต้องมีการพัฒนาการอ่าน และสร้างรสนิยมในการอ่านด้วย ความฉลาดหรือความโง่นั้น อยู่ที่ใครมีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ มากกว่ากันเท่านั้นแหละครับ

               ปี 2556 เป็นปีที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองหนังสือโลกนะครับ แต่คนกรุงเทพฯ คงจะตื่นเต้นกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่มากกว่า ซึ่งกว่าเรื่องนี้จะเรียบร้อยก็คงอีก 2-3 เดือนข้างหน้า และไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้บริหารกรุงเทพฯ คนต่อไป ผมก็ขอฝากเรื่องการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแห่งการอ่านหนังสือ ไว้ด้วยนะครับ เพราะการโหมโฆษณาประชาสัมพันธ์หรือจัดกิจกรรมต่างๆ นานา ให้คนอ่านกันแค่ปีนี้ปีเดียว ย่อมไม่เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน และเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำโดยแท้

               ผมเชื่อว่าเราทุกคนคงอยากเห็นคนกรุงเทพฯ “อ่านเอาเรื่อง” มากกว่าการ “อ่านเอาหน้า” ครับ