
อะไรกันนักกันหนาเรื่องเหนือเมฆสอง
อะไรกันนักกันหนาเรื่องเหนือเมฆสอง : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ตอนแรกว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้แล้ว แต่ก็คิดว่าเดี๋ยวจะตกเทรนด์ เลยขอโหนกระแสเรื่องเหนือเมฆกับเขาสักหน่อย
ซึ่งไม่น่าจะต่างจากคนจำนวนมากในสังคมที่เขียนถึงเรื่องนี้ทั้งที่ไม่ได้ดูนั่นแหละครับ
ก็มันเป็นเรื่อง Talk of the Town ไปซะแล้ว
สาเหตุที่ไม่ได้ดูเรื่องนี้ โดยส่วนตัวไม่ชอบพวกหนังไสยศาสตร์สักเท่าไหร่ แต่ก็รับรู้และตระหนักถึงเรื่องนี้มาโดยตลอดเพราะคุณแม่และผู้ช่วยคุณแม่ท่านเปิดทีวีช่อง 3 ตลอดเวลา
ไม่ชอบก็ชื่นชมและตั้งคำถามอยู่ตลอดกับละครเรื่องนี้ในแง่ของการนำเอาเรื่องการเมือง เรื่องสืบสวนสอบสวน มาร่วมกับไสยศาสตร์ แล้วยังเอามาขายได้ เพราะส่วนตัวไม่ดูอยู่แล้ว และคิดมาโดยตลอดว่าสังคมน่าจะสนับสนุนเรื่องทางวิทยาศาสตร์มากกว่า แต่ก็เห็นว่าเรื่องนี้ไทยๆ ดี
ยิ่งทราบจากคุณแม่ว่าเรื่องนี้เสียดสีการเมือง แล้วเห็นว่าเป็นละครช่อง 3 และทีมงานอย่างคุณพงษ์พัฒน์ คุณสินจัย ก็เดาทางถูก
แต่ประเด็นที่ใหญ่กว่าภาพและบทบาททั่วไปของคุณพงษ์พัฒน์ในเรื่องการเมืองก็คือ ธรรมดาละครช่อง3 นั้นก็มีจริตแบบนี้มาโดยตลอดคือจริตของการ "พร่ำสอน" ศีลธรรม เป็นบทพูดยาวๆ อยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงไม่ได้เห็นว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่แตกต่างไปจากเรื่องอื่น
ส่วนคลิปที่เขาส่งกันมาแล้วเดากันว่าเป็นคลิปอันเป็นที่มาของการแบนนั้น สำหรับผมประเด็นไม่ได้เกี่ยวกับคนดีหรืออะไรหรอกครับ มันน่าจะเกี่ยวกับการชี้นำเรื่องประชามติเสียมากกว่า แต่ก็นั่นแหละครับเรื่องราวมันก็ออกไปแล้ว
เรื่องนี้สำหรับผมมีหลายประเด็นที่เกี่ยวข้อง
หนึ่ง เรื่องการแบนเหนือเมฆเป็นเรื่องที่รับไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะละครยังไม่จบ และไม่มีการอธิบายในรายละเอียดสู่สาธารณะ ซึ่งเรื่องนี้สะท้อนออกมาให้เห็นว่าคลื่นสาธารณะนั้นควรจะต้องมีการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส และกล้าตอบคำถามกับประชาชน
แต่ก็นั่นแหละครับ หากใครเคยมีประสบการณ์กับการทำงานทีวี ก็จะเป็นเรื่องที่เคยเจอกันมานักต่อนัก เพราะอำนาจในการยกรายการหรือเลิกออกอากาศนั้นเป็นอำนาจสิทธิขาดที่ทำกันมาตลอด
เอาเข้าจริงแล้ว เรื่องนี้ไม่ควรจะเอาไปเทียบกับเรื่องพวกที่อ้างว่าไปเซ็นเซอร์หนังนู่นนี่ในช่วงที่ผ่านมาด้วยซ้ำ เพราะการเซ็นเซอร์หนังนั้นทำโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วมีรายละเอียดอธิบาย ซึ่งเราอาจจะไม่เห็นด้วย แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้เซ็นเซอร์ตัวเอง แถมยังเถียงกันอย่างชัดเจน (ซึ่งก็ต้องสู้ต่อไป)
แต่เรื่องนี้ช่อง 3 ทำเอง แล้วไม่อธิบายให้เคลียร์ แถมที่สำคัญก็คือช่อง 3 เขามีคนดูเยอะ ดังนั้นก็เลยมีโจทย์เยอะนั่นแหละครับ
สอง เรื่องการแบนเหนือเมฆสองนั้น ที่น่าสนใจคือความเห็นของผู้คนในเฟซบุ๊กมากมายที่ตกเป็นข่าว หรือที่ผ่านตา นั้นสะท้อนให้เห็นว่าสังคมเราขาดแคลนพลังในการค้นหาความจริง
แต่เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความเห็น ประเภท "ทำให้เชื่อได้ว่า ...” กล่าวคือ ถ้าเรามีความเชื่อหรืออคติบางอย่างในใจ เราก็พร้อมจะให้ความเห็นของเราไปในทางนั้น แทนที่จะเรียกร้องกดดันให้เปิดเผยความจริงว่าส่วนไหนที่ทำให้ถูกสั่งแบน
ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่งั้นเราก็จะวนเวียนกับเรื่องของทฤษฎีการสมคบคิดไปเรื่อยๆ นั่นแหละครับ
แต่จะว่าไปแล้ว คุณประโยชน์ของ "ดราม่า" เรื่องเหนือเมฆสองในเฟซบุ๊กก็คือ นับวันยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าชนชั้นเฟซบุ๊ก (จะเรียกชนชั้นกลางก็ดูจะเหมารวมไปหน่อย เรียกชนชั้นเฟซบุ๊กดูจะเหมารวมน้อยกว่านิด) นั้นมีตรรกะและความใฝ่ฝันปรารถนาแบบที่เห็นและเป็นอยู่นั่นแหละครับ ดังนั้นใครที่ยึดกุมอารมณ์ของคนเหล่านี้ได้ ก็จะยึดกุมจิตใจและกำหนดจังหวะก้าวเดินเพื่ออำนาจได้ครับผม



