
'อภิสิทธิ์'จ่อยื่นฟ้องเอาผิด'ดีเอสไอ'
'อภิสิทธิ์' เผยเตรียมยื่นฟ้องเอาผิด 'ดีเอสไอ' สัปดาห์หน้า กล่าวหาฆ่าคนตายโดยเจตนา พร้อมเตือนรัฐบาล ปมค่าแรง 300 บาท หวั่นกระทบเศรษฐกิจ
9 ม.ค.56 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้า ตนและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฏร์ธานี จะยื่นฟ้องเอาผิดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) และศาลยุติธรรม ในกรณีที่ตั้งข้อกล่าวหาก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล เบื้องต้นเอาในส่วนเฉพาะผู้ที่มีมติแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนฝ่ายการเมืองอยู่ในระหว่างการพิจารณา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาผู้บริหารกทม. รวม ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม.กรณีการว่าจ้างบีทีเอสให้บริหารส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าว่า ได้รับแจ้งจากทีมของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งจะมีการต่อสู้ตามกฎหมาย โดย ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ก็ระบุชัดเจนว่าจะมีการดำเนินคดีกลับ ตอนนี้รอแค่เอกสารที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาในวันนี้เพื่อให้เอกสารในการยื่นฟ้องมีความสมบูรณ์ ซึ่งความรับผิดชอบจะไปถึงฝ่ายการเมืองหรือไม่นั้นจะต้องพิจารณาจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยเท่าที่ทราบจะผิดมาตรา 157 และ 200 ส่วนจะถึงนายกฯหรือไม่ก็ต้องพิจารณาเป็นรายไป จากนั้นจะเริ่มทยอยเปิดนโยบายเป็นเรื่องๆ โดยไม่ต้องรอให้ทางพรรคเพื่อไทยประกาศตัวผู้สมัคร แต่จะเดินหน้าไปเรื่อยๆ เพราะนโยบายมีความพร้อมแล้ว ส่วนรูปแบบการหาเสียงจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับ ผอ.เลือกตั้งจะเป็นผู้กำหนด
'อภิสิทธิ์'ติง'รบ.'ปมค่าแรง300 หวั่นกระทบศก.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ถึงผลกระทบของการขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศว่า ขอให้รัฐบาลยอมรับความจริงว่าผลกระทบได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งการที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการนั้นไม่ตรงกับปัญหา ยืนยันว่ารัฐบาลตัองนั่งคุยกับเอกชนเพื่อหาทางออก พรรคไม่ได้ขัดข้องที่จะขึ้นค่าแรง ตนเชื่อว่าธุรกิจส่วนใหญ่ต้องการให้แรงงานมีค่าแรงที่เพิ่มขึ้นแต่ธุรกิจก็ต้องอยู่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จ้างคนต่อไม่ได้ ซึ่งวันนี้การปิดกิจการหลายจังหวัดเกิดขึ้นแล้ว มีการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ย้ายมาตั้งที่จังหวัดที่ใกล้กับกรุงเทพฯมีมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการจ้างแรงงานในพื้นที่ อยากให้รัฐบาลใจกว้างในเรื่องนี้ ก่อนที่จะกระทบไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวม ไม่มีใครต้องการล้มนโยบายนี้ แต่การที่รัฐบาลเอาใจใส่ในเรื่องนี้น้อยมาก ทั้งที่ภาคเอกชนก็จัดทำข้อเสนอให้ไม่ต่ำกว่า 3 เดือนแล้ว แต่รัฐบาลชะล่าใจไม่ดำเนินการอะไรเลย รวมถึงท่าทีของรัฐบาลก่อนหน้านี้ก็ไม่ให้ความสำคัญกับธุรกิจเอสเอ็มอี จึงอยากให้รัฐบาลตระหนักด้วยว่าเศรษฐกิจมีความสัมพันธ์กัน เพราะธุรกิจขนาดใหญ่ก็เชื่อมโยงกับธุรกิจเอสเอ็มอีซึ่งจะได้รับผลกระทบตามไปด้วยในเรื่องความสามารถการผลิต เรื่องการส่งออก จนรวมถึงภายในประเทศอาจต้องมีการนำเข้ามากขึ้นด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าว่า หากรัฐบาลคิดแค่ว่าธุรกิจใหญ่อยู่ได้ ก็กลายเป็นว่าแทนที่จะช่วยให้คนมีโอกาสมีรายได้ที่ดีขึ้น กลายเป็นการซ้ำเติมประชาชนมากกว่า ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดปัญหาเงินเฟ้อและเงินฝืดควบคู่กันต่อระบบเศรษฐกิจไทยในปีนี้จึงมีความเป็นไปได้ เพราะมีความเสี่ยงในเรื่องต้นทุนด้านอาหารที่มีความไม่แน่นอนอาจทำให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ประชาชนบางส่วนมีความเสี่ยงที่จะตกงาน และยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลจึงปฏิเสธแนวคิดของเอกชนที่ขอให้ตั้งกองทุนช่วยชดเชยเป็นการชั่วคราวเพื่อให้ปรับตัวได้ โดยเงินที่จะใช้เมื่อเทียบกับเงินที่ขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวในส่วนที่ไม่ไปถึงมือชาวนาแสนล้าน เอามาแค่ครึ่งเดียวก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้แล้ว ทั้งนี้หากเกิดปัญหาเงินเฟ้อกับเงินฝืดคู่กันประชาชนจะอยู่ในภาวะยากลำบากมาก เพราะหลายคนไม่มีรายได้ คนที่มีรายได้จะเจอค่าครองชีพที่สูงขึ้น และจะก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมตามมา
“ปีเศษที่ผ่านมาผมคิดว่าหลายเรื่องรัฐบาลได้ทำลายโอกาสและสร้างความเสียหายให้กับประชาชนและประเทศชาติไปแล้ว เช่น อุตสาหกรรมข้าว อย่าให้เรื่อง 300 บาท ลุกลามจนส่งผลกระทบต่อศักยภาพการแข่งขันของประเทศโดยรวมอีกเลย และผมเชื่อว่าธุรกิจที่ปิดกิจการไปในขณะนี้เกิดจากผลกระทบเรื่องนโยบายค่าแรง 300 ทั่วประเทศ ถ้าไม่มีเรื่องนี้ก็ไม่ปิดกิจการ รัฐบาลจึงไม่ควรคิดแค่จะปัดให้พ้นตัวแต่ควรคิดแก้ปัญหามากกว่า” นายอภิสิทธิ์ กล่าว



