ข่าว

'องอาจ'วอนรบ.ยุติแก้'รธน.'หยุดซื้อเวลา

'องอาจ'วอนรบ.ยุติแก้'รธน.'หยุดซื้อเวลา

09 ม.ค. 2556

'องอาจ' วอนรัฐบาลยุติแก้รธน. หยุดซื้อเวลา เพื่อจบความขัดแย้ง

                  9 ม.ค.56 นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า ถึงมติที่ประชุมพรรคเพื่อไทย ให้สถาบันทางการศึกษา ไปศึกษาแนวทางการทำประชามติว่า  เห็นว่า เป็นเพียงการซื้อเวลา เพื่อหาข้ออ้างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะขณะนี้พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล ก็มีข้อมูลครบถ้วนแล้ว รอเพียงการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ที่ขณะนี้ยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะต้องการยื้อเวลาหาช่องทางที่จะทำทุกอย่างให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรกไม่ได้ ซึ่งทางออกที่ดี รัฐบาลควรตัดสินยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศ

 

'ปชป.'ระดมกำลังสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.

 

                  นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เลือกตั้งผู้ว่ากทม. แถลงถึงยุทธศาสตร์ การหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ว่า จากนี้ไปพรรคประชาธิปัตย์ จะเดินหน้ารณรงค์หาเสียงอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ชาวกทม.มีข้อมูล ข้อเท็จจริงในการตัดสินใจ และจะให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้สมัครชี้แจงต่อประชาชน ในการทำงานที่ผ่านมาของกทม.จากงานที่ทำมาทั้งหมด ที่พรรคประชาธิปัตย์ บริหารงานมา 2สมัย รวม 8ปี และนโยบายที่จะทำต่อเนื่องเพื่อประโยชน์สูงสุดกับชาวกทม. เพราะหากมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่ากทม. ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย

                  ทั้งนี้เพื่อให้การเลือกตั้งมีประสิทธิภาพ พรรคได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 4 ชุด ประกอบด้วย คณะกรรมการที่ปรึกษาศูนย์เลือกตั้งผู้ว่ากทม . มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค เป็นประธาน และมีรองหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคเป็นกรรมการ, คณะกรรมการศูนย์เลือกตั้งโดยมีตนเป็นผอ.เลือกตั้ง และมีนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ศูนย์อำนวยการเลือกตั้ง ,ผู้ประสานงานโซนเลือกตั้งผู้ว่า ซึ่งแบ่งเป็น 9โซน ให้สส.ระบบบัญชีรายชื่อเป็นผู้รับผิดชอบ, และแต่งตั้งหัวหน้าศูนย์เขตเลือกตั้ง ให้สก.เป็นผู้ประสานงาน และให้สส.และอดีตผู้สมัครสส.เป็นที่ปรึกษา โดยมั่นใจจากการระดมกำลังทั้งพรรค จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ มีโอกาสกลับมาบริหารงานกทม.ได้อีกครั้ง และในวันศุกร์ที่ 11นี้ จะเปิดศูนย์เลือกตั้งผู้ว่ากทม.อย่างเป็นทางการ

                  นายองอาจ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้ผู้แข่งขันทั้งสมัครอิสระและในนามพรรคแข่งขันอย่างเป็นธรรม เพราะขณะนี้มีความพยายามโจมตีพรรคประชาธิปัตย์ และม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ โดยมีการดิสเครดิตทางการเมือง ด้วยรูปแบบต่างๆและเชื่อว่าหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากดีเอสไอในวันนี้ ก็จะมีการแจ้งความในคดีอื่นๆตามมา ดังนั้นขอเรียกร้องให้ผู้สมัครแข่งขันเรื่องนโยบายมากกว่าจ้องทำลายตัวผู้สมัคร  ส่วนที่พ.ต.ท.ทักษิณพูดว่า ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ชนะ แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีความมั่นใจสูง ที่จะชนะการเลือกตั้ง จึงขอให้สังคมจับตาเรื่องนี้ให้ดี

 

ปชป. ห่วง 'รัฐบาล' ปมเขาพระวิหาร เตรียมตั้งกระทู้ถามสด 'สุรพงษ์'

 

                 นายอรรถวิช สุวรรณภักดี โฆษก ครม.เงา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวภายหลังการประชุม ครม.เงาว่า ครม.เงายังกังวลใจเกี่ยวกับท่าทีรัฐบาลในการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารด้วย โดยล่าสุดกัมพูชากล่าวหาไทยว่าเป็นผู้ละเมิดอธิปไตยกัมพูชาจนเกิดการปะทะกัน โดยกัมพูชาได้ยิงกระสุนเข้าใส่ประเทศไทยทำให้เกิดข้อพิพาทและนำไปสู่ศาลโลก จึงเรียกร้องให้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.ต่างประเทศ ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการรักษาอธิปไตยของชาติด้วย เพื่อไม่ให้กระทบกับการต่อสู้คดีในศาลโลก เพราะที่ผ่านมาจุดยืนของนายสุรพงษ์ยังคลุมเครือ นอกจากนี้ พรรคได้เตรียมตั้งกระทู้สดถามนายสุรพงษ์ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฏรในวันที่ 10 ม.ค.นี้

 

ครม.เงา ปชป. ห่วงค่าแรง 300 บาท กระทบรง.ย้ายฐานการผลิต

 

                นายอรรถวิช สุวรรณภักดี แถลงภายหลังการประชุมครม.เงาว่า มีการแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับการขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศ โดยเห็นว่า การขึ้นค่าแรงในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วคือขึ้น 40 % ในเดือนเมษายน 2555 โดยปรับเพิ่มในส่วนที่ค่าแรงขั้นต่ำยังไม่ถึงสามร้อยบาท ทำให้ในปีที่แล้วยังมีสภาพการแข่งขันในแต่ละจังหวัดทำให้ค่าแรงไม่เท่ากันทั้งประเทศ จึงยังมีความได้เปรียบในเรื่องเชิงภูมิศาสตร์เป็นจุดแข็งเช่น ใกล้แหล่งผลิต แต่เมื่อปรับค่าแรงเท่ากันหมดก็จะสูญเสียจุดแข็งบางส่วน เช่น เรื่องของการขนส่ง โดยเฉพาะจังหวัดเล็กๆที่ห่างไกล จึงอาจส่งผลต่อการย้ายฐานการผลิตข้ามจังหวัด หรือข้ามประเทศ ส่วนมาตรการของ ครม.ทั้ง 17 มาตรการนั้น 6 มาตราใหม่ 11 มาตราการเป็นเรื่องเก่า แต่ทั้งหมดไม่ได้เยียวยาอย่างตรงจุดให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี นอกจากนี้ ครม.เงาขอให้ทบทวนข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรม เพราะเป็นการเยียวยาส่วนต่างที่ผู้ประกอบการต้องจ่ายจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเพราะนโยบาย 300 บาท จึงอยากให้นำมาทบทวนดูอีกครั้งเพื่อช่วยเหลือเอกชน

                ด้านนายสรรเสริญ สมะลาภา รมช.คลังเงา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มาตรการของรัฐบาลไม่ตรงจุดและไม่พอต่อการแก้ปัญหาทั้ง 11 มตราการเดิมและอีก 6 มาตรการใหม่ มีเพียงสองเรื่องเท่านั้นที่เป็นการชดเชยรายได้ให้ธุรกิจเอสเอ็มอี คือ การนำส่วนต่างค่าแรงมาคูณ 1.5 เท่าเป็นค่าใช้จ่ายในการหักภาษี ซึ่งทอนตัวเลขออกมาแล้วได้นิดเดียว เช่น จ่ายเพิ่ม 100 จะหักภาษีได้ 30 บาทเท่านั้น ส่วนเรื่องที่สองคือการงดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 1.5 แสนบาทต่อปีเป็น 3 แสนบาทต่อปี คำนวณแล้วจะกลับมาถึงภาคธุรกิจเพียง 110 บาทต่อวันทำงานเท่านั้นที่จะนำมาชดเชยค่าจ้างแรงงานที่ต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าส่วนต่างที่ได้รับกลับคืนจากมาตรการของรัฐ จึงถือว่าเป็นมาตรการแบบลูบหน้าปะจมูกเหมือนเด็กเล่นขายของ แก้ปัญหาไม่ตรงจุดและไม่เพียงพอ อีกทั้งเอสเอ็มอีที่จะได้ประโยชน์คือเอสเอ็มอีที่มีกำไรเท่านั้น ส่วนเอสเอ็มอีที่ไม่มีกำไรจะใช้มาตรการรัฐเข้าไปดูแลไม่ได้ เพราะไม่มีเงินไปเสียภาษีอยู่แล้วจึงไม่ได้ประโยชน์จากการชดเชยของรัฐบาลซึ่งก็ต้องเลิกกิจการไป

                นายสรรเสริญ กล่าวถึงการอนุมัติต่ออายุโครงการร้านถูกใจของ ครม.โดยลำดับเหตุการณ์ว่า เดิมอนุมัติ 6 เดือน ต่ออายุไป 3 เดือน ล่าสุดเพิ่มอีก 3 เดือน เพราะงบประมาณที่ตั้งไว้ใช้ไม่หมด จึงคิดว่าเรื่องนี้เป็นเหตุผลที่ไม่เหมาะสม เพราะสาเหตุที่งบใช้ไม่หมดเพราะโครงการไม่เป็นที่นิยมจึงขอให้ทบทวนยกเลิกการต่ออายุเพื่อเอางบที่เหลือคืนคลังกลับสู่ประชาชน ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลชี้แจงด้วยว่าตัวเลขที่ใช้ไปกับโครงการนี้เป็นจำนวนเท่าไหร่แล้ว และมีการประเมินผลด้วยว่าโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จหรือไม่