ข่าว

นโยบายประชาระทม

นโยบายประชาระทม

09 ม.ค. 2556

นโยบายประชาระทม : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

               โดยไม่ต้องให้หมอดูที่ไหนมาทำนาย เราท่านก็คงจะเห็นกันทั่วไปว่า ปี 2556 น่าจะเป็นปีที่หนักหนาสาหัสเอาการของทั้งภาครัฐบาล และภาคเอกชน แต่ที่เจ็บหนักก็คือ ประชาชนตาดำๆ นี่แหละครับ

               ทั้งนี้ก็เพราะว่า นโยบายประชานิยมของรัฐบาลเริ่มจะแผลงฤทธิ์แล้ว โดยรัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะยื้อหรือถ่วงเวลาไว้ได้อีกต่อไป เพราะสิ่งต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้สัญญิงสัญญาเอาไว้เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้งใน พ.ศ.2554 ได้ย้อนกลับมาตวัดรัดคอให้รัฐบาลต้องทำตามที่เคยพูดไว้ มิเช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อพรรคเองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เนื่องจากขณะนี้ได้เข้าสู่มิดเทอม ของการเป็นรัฐบาลแล้ว

               นโยบายประชานิยมนั้น เริ่มเป็นที่รู้จักกันครั้งแรกในประเทศกลุ่มละตินอเมริกา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ด้อยการศึกษา และด้อยโอกาส มีช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างสูง ดังนั้น จึงมีนักการเมืองที่นำเสนอแนวคิดที่สร้างโอกาสแก่ประชาชน และลดช่องว่างทางชนชั้น ซึ่งความคิดในลักษณะอุดมคติดังกล่าวได้รับการต้อนรับจากประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะระดับล่าง ที่เรียกกันว่า Grassroots หรือรากหญ้า แต่เมื่อมีการนำไปปฏิบัติจริง หรือแต่งเติมให้วิจิตรพิสดารมากขึ้น เพื่อเรียกร้องการสนับสนุนจากประชาชน ก็ปรากฏว่า นโยบายบางเรื่องเป็นเพียงแค่การขายความฝัน ซึ่งยากจะเป็นจริงโดยสมบูรณ์ได้ บางเรื่องก็เป็นเพียงการจับแพะชนแกะ หรือบางเรื่องก็สร้างภาระและปัญหาต่อการเงินการคลังของประเทศในระยะต่อไป

               เราคงจะไม่ปฏิเสธว่า นโยบายประชานิยมนั้นมีทั้งผลดีและผลเสียเช่นเดียวกับนโยบายอื่นๆ ที่พรรคการเมืองใช้ในการหาเสียงและบริหารบ้านเมือง แต่ปัญหาของประชานิยมแบบไทยๆ ก็คือการเป็นประเภท “พี่คนนี้มีแต่ให้” หรือสินค้าที่ ลด แลก แจก แถม  จนผู้บริโภคลืมสนใจเรื่องคุณภาพของสินค้า หรือต้นทุนและกำไรที่ผู้ผลิตสินค้ากอบโกยไปจากเรา

               ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ประชานิยมบางอย่างนอกจากไม่ได้เพิ่มพูนรายได้ให้แก่ประชาชนแล้ว ยังเป็นการสร้างรายจ่ายให้ประชาชนด้วย ดังจะเห็นได้จากนโยบายรถคันแรก ที่กำลังแตกตื่นกันอยู่ในเวลานี้ ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมขบวนการต้องจ่ายเงินในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งค่าผ่อนรถ ค่าน้ำมัน ค่าดูแลรักษา ค่าเบี้ยประกัน และอื่นๆ ส่วนในภาครัฐก็มีภาระในเรื่องการซื้อหาน้ำมันสำหรับรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น ค่าบำรุงถนนหนทาง รวมไปถึงภาวการณ์จราจร และมลภาวะต่างๆ

               หรือนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม และการผลิต รวมทั้งความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งออก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่น่าห่วงกว่านั้นก็คือ ภาวการณ์ว่างงาน การปลด ลดจำนวนแรงงาน ที่ขาดมาตรการรองรับ

               ยิ่งเมื่อมองไกลออกไปถึงสหรัฐ และยุโรป ที่เป็นตลาดใหญ่ของไทยในด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว ก็คงจะเห็นสภาพที่มืดมัว เพราะวิกฤติเศรษฐกิจยังคุกคามประเทศเหล่านั้นอยู่อย่างหนัก ซึ่งสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเป็นอย่างยิ่งก็คือ การเปิดใจพูดกับประชาชนถึงความเป็นจริงของภาวะเศรษฐกิจของบ้านเมืองและของโลก นโยบายประชานิยมอะไรที่ไม่สามารถทำได้ในขณะนี้ก็บอกออกไปตามตรง ซึ่งผมเชื่อว่า รัฐบาลจะได้รับความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจจากประชาชน มากกว่าจะฝืนทำทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้หรือสร้างปัญหาแก่บ้านเมืองในภายหลัง มิเช่นนั้นนโยบายประชานิยมก็จะกลายเป็นประชาระทมโดยถ้วนหน้า

               และเมื่อรัฐบาลนี้เกิดขึ้นจากฉันทานุมัติของประชาชนที่ลงคะแนนเลือกเข้ามาทำหน้าที่บริหารประเทศ รัฐบาลก็ควรจะทำงานเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ มากกว่าการรักษาผลประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

               พูดแบบนี้จะโดน “แบน” เหมือนละครโทรทัศน์ หรือเปล่า ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ