
'นายกฯ'ยันขึ้นค่าแรง300เป็นประโยชน์
'นายกฯ'ยันขึ้นค่าแรง 300 เป็นประโยชน์ในอนาคต ชี้ไม่เร่งแก้รธน. พร้อมเผย'พท.'ยังไม่เคาะรายชื่อผู้สมัครลงชิง'ผู้ว่าฯกทม.'
8 ม.ค.56 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมครม.ถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอี ภายหลังรัฐบาลมีนโยบายให้ขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวัน ว่า ที่ประชุมครม.มีการพิจารณาช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยมีมาตรการดูแลดังนี้ 1.ในเรื่องของภาครัฐที่จะไปใช้บริการต่างๆ ของเอสเอ็มอี เพื่อช่วยในการเสริมสร้างรายได้ 2.มาตรการภาษี ที่จะช่วยเหลือเอสเอ็มอี เพื่อช่วยลดรายจ่าย 3.จะช่วยเรื่องดอกเบี้ยและเงินทุนหมุนเวียนต่างๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และสร้างผลผลิตที่ดีขึ้น โดยในรายละเอียดนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะแถลงให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
"นอกจากนี้ตนได้สั่งการกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงอุตสาหกรรมให้เข้าไปดูแลกรณีบางบริษัทเริ่มเลิกจ้างลูกจ้าง รวมถึงในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยว่ามีปัญหาอะไร วันนี้เราห่วงใยทุกบริษัทที่ทราบข่าวมาว่าปิดกิจการ ซึ่งจริงๆต้องไปดูในเนื้อหารายละเอียดว่าผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ตนก็ได้สั่งการให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลว่าเราจะเข้าไปช่วยเหลือรายเฉพาะบริษัทอย่างไรได้บ้าง" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ที่บริษัทปิดกิจการไปมีผลมาจากการขึ้นค่าแรง 300 บาท หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วต้องเรียนอย่างที่นายกิตติรัตน์ ระบุว่า ค่าแรง 300 บาท เริ่ม 1 ม.ค. 2556 แต่อาจจะมีผลพวงจากเรื่องอื่นหรือไม่ ซึ่งครม.ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลัง เข้าไปดูในเนื้อหารายละเอียดแล้วและให้ชี้แจง อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะปิดกิจการด้วยสาเหตุใด เราก็คงต้องเข้าไปดูแลว่าจะทำอย่างไรที่จะให้ความร่วมมือช่วยเหลือได้บ้าง และเข้าไปศึกษาปัญหาต่างๆอย่างแท้จริง เพราะบางครั้งยังมีหลายสาเหตุด้วยกัน
เมื่อถามว่า ภาครัฐจะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจว่าในช่วงต้นปีจะมีบริษัทเอสเอ็มอีทยอยปิดบริษัทตามปกติอยู่แล้ว และจะอธิบายอย่างไรว่าไม่ใช่ผลกระทบมาจากการขึ้นค่าแรง 300 บาท น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จะให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปดูรายละเอียด และดูสถิติจากปริมาณบริษัทที่ถูกปิดกิจการในแต่ละปีมาประกอบ เพื่อที่จะชี้แจงและแถลงข่าวให้ประชาชนได้รับทราบ เมื่อถามว่า รัฐบาลยังมั่นใจว่าการขึ้นค่าแรง 300 บาท จะเป็นประโยชน์ในอนาคต น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรียนยืนยันว่าการขึ้นค่าแรง 300 บาท ได้ประโยชน์ในแง่ที่เราเองได้ช่วยเหลือดูแลผู้ใช้แรงงาน ที่จะได้มีรายได้เพียงพอกับการยังชีพ และในระยะยาวกำลังการบริโภคต่างๆในประเทศ วันนี้จะเห็นว่ากำลังบริโภคในประเทศจะดีขึ้น แต่แน่นอนช่วงรอยต่อก็ต้องดูเรื่องผลกระทบ และการปรับตัวควบคู่กันไป
เมื่อถามว่า ล่าสุดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ขอให้รัฐบาลช่วยเหลืออะไรบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า อย่างที่เรียนมาตรการที่ขอ วันนี้เราได้ตอบรับหลายมาตรการที่ขอไปแล้ว คงจะให้นายกิตติรัตน์หารือกับภาคเอกชน และหาทางช่วยเหลือเอสเอ็มอีอีกครั้งว่าหลังจากมาตรการนี้แล้วยังมีอะไรบ้าง ที่เราจะได้ร่วมมือกันในการทำงานต่อไป แต่แน่นอนในระยะยาวเราคงต้องมองว่ามีวิธีการทำอย่างไรให้เอสเอ็มอี สามารถที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะน่าจะเป็นปัจจัยมากกว่าการที่จะมองในเรื่องการลดค่าใช่จ่ายหรือการมาทดแทน ซึ่งไม่สามารถอยู่ในระยะยาว ทั้งนี้ในระยะยาวต้องคำนึงว่าทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่ได้ และสามารถแข่งขันได้ในอนาคต
ยันไม่เร่งแก้รธน. หนุนใช้สถาบันการศึกษาร่วมหาทางออก
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์กรณีมีเสียงคัดค้านจากพรรคเพื่อไทยถึงแนวคิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เป็นแนวคิดของ ร.ต.อ.เฉลิม ยังไม่ใช่มติของใครใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนตนนั้นอย่างที่เรียนว่า เรามีหน้าที่ในการที่ทำอย่างไรให้บ้านเมืองเดินหน้าได้ และเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อยซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นมากกว่า แต่การที่จะโหวตวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องไปหารือกับสมาชิกในรัฐสภาว่าวาระที่ค้างอยู่นี้จะทำอย่างไรต่อไป นอกจากนั้นก็คงต้องนำข้อแนะนำ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาพิจารณาพร้อมกันด้วย ทั้งนี้รัฐสภาจะตัดสินใจอย่างไร รัฐบาลเป็นเพียงกระบวนการในการระดมความคิดเห็นเท่านั้นเอง ซึ่งก็ต้องรอคณะกรรมการในการทำงาน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงขณะนี้รัฐบาลอยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นช้าหรือเร็ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราอยากเห็นการที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน เพื่อจะให้ประชาชนสามารถที่จะใช้รัฐธรรมนูญได้ตรงความต้องการ และเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ แต่ขณะเดียวกันเราไม่อยากเห็นการเร่งรัดจนทำให้เกิดความไม่สงบ ความไม่สามัคคีหรือเป็นกังวลของประชาชน นั่นคือ สิ่งที่เราต้องพูดคุยกันมากกว่า และเมื่อไรที่เรามีความเห็นพ้องกันเมื่อนั้นก็คงเป็นเวลาที่เหมาะสม แต่เมื่อยังมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน เราก็ต้องมองว่าควรจะศึกษาให้ละเอียดก่อน
เมื่อถามว่า แนวคิดที่จะใช้สถาบันการศึกษาเป็นตัวกลางในการช่วยหาทางออกการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้มีการพูดคุยกันอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวคิดนี้เป็นข้อเสนอจากที่ประชุมพรรคเพื่อไทย รัฐบาลเองก็มีแนวโน้มที่จะรับเรื่องนี้ไป ก็คงต้องรอคณะทำงานที่จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี แต่อย่างไรก็ตามในความคิดเห็นนี้ตนมองว่าเป็นความคิดที่ดี เนื่องจากต้องมีประเด็นในเรื่องของการตีความข้อกฎหมายซึ่งจะเห็นแล้วว่า ข้อกฎหมายนั้นอยู่ที่มุมของการตีความด้วย ซึ่งจะต้องตีความตามตัวบทของรัฐธรรมนูญปี 50 และขณะเดียวกันก็ต้องตีความตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีผลอย่างไร ฉะนั้นจึงไม่สามารถที่จะใช้ข้อมูลเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น จึงต้องให้ผู้ที่มีความรู้ทางด้านของนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ โดยคณะอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญหารือก่อนว่าการตีความต่างๆนั้นเป็นอย่างไร เพื่อที่จะให้แต่ละกลุ่มได้มีความสบายใจในรายละเอียดเนื้อหาที่มีความเข้าใจไม่ตรงกันอยู่
เผย"พท."ยังไม่เคาะรายชื่อผู้สมัครลงชิง"ผู้ว่าฯกทม."
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีความชัดเจนในการส่งผู้ลงสมัครเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ว่า จริงๆแล้วมีรายชื่ออยู่ ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของประธานในแต่ละโซน ที่จะหารือในการเสนอตัวผู้ลงสมัคร และขั้นตอนนั้นก็จะเสนอต่อคณะกรรมการบริหารพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในวันที่ 10 ม.ค.นี้ ที่พรรคเพื่อไทยระบุว่า จะมีการประกาศรายชื่อผู้ลงสมัครผู้ว่าฯกทม. นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ตอนนี้ต้องรอคำตอบจากประธานโซนก่อน และหลังจากที่ประธานโซนแจ้งคณะกรรมการบริหารพรรคแล้วก็อยู่ที่ว่าจะมีการประชุมกันเมื่อไหร่ ส่วนการจะเคาะรายชื่อเมื่อไหร่นั้น เร็วๆนี้เมื่อพร้อมก็คงต้องเคาะอยู่แล้ว ทุกคนก็อยากจะเคาะเพราะถ้ามีการประกาศการเลือกตั้ง เราก็ต้องทำงานแข่งกับเวลา
เมื่อถามว่า มองอย่างไรหลังพรรคประชาธิปัตย์เปิดตัว ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.อีกสมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดย กล่าวว่า “พอแล้ว ไว้รอเปิดตัวนะคะ”



