ข่าว

'สุขุมพันธุ์'จ่อฟ้อง'DSI'ปมบีทีเอส

'สุขุมพันธุ์'จ่อฟ้อง'DSI'ปมบีทีเอส

08 ม.ค. 2556

'สุขุมพันธุ์' ยันลาออกก่อนวาระแน่ จ่อฟ้อง 'ดีเอสไอ-จนท.ชุดสอบสวน' ระบุใช้อำนาจเกินหน้าที่ มั่นใจแจงได้ทุกข้อกล่าวหา เมิน 'แม้ว' สไกป์เหน็บ ส่ง 'เสาไฟฟ้า' แข่ง

                      8 ม.ค.56 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวหลังประชุมยุทธศาสตร์การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่ากทม.ร่วมกับ ส.ส. ,สก. ,สข. ถึงการลาออกจากตำแหน่งผู้ว่ากทม.ก่อนครบวาระว่า จะลาออกก่อนแน่นอน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ข้าราชการกทม.ไม่อึดอัดใจในการทำหน้าที่ ซึ่งได้ปรึกษากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์แล้ว โดยจะยื่นให้มีผลก่อน 24.00 น. ของวันที่ 9 ม.ค.นี้ แต่หากยื่นหนังสือลาออกทันภายในวันนี้ (8 ม.ค.) ก็จะดำเนินการ เนื่องจากปลัดกทม.เพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศเมื่อคืนที่ผ่านมา

                      ทั้งนี้จะขอกลับไปสะสางงานให้เรียบร้อยก่อน ส่วนการที่ลาออกก่อนครบวาระ เนื่องจากมีเสียงสะท้อนมาว่า กกต.อยากให้มีเวลามากขึ้นในการเลือกตั้ง เพราะหากตนอยู่จนครบวาระ ก็จะต้องเลือกตั้งภายใน 45 วัน การเลือกตั้งจะต้องมีขึ้นในวันที่ 17 ก.พ.นี้ เป็นเรื่องที่เร็วมาก แต่หากตนออกก่อนครบวาระ ก็จะต้องมีการเลือกตั้งภายใน 60 วัน

                      ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ กล่าวต่อว่า ไม่หนักใจที่ดีเอสไอจะเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีส่วนต่อขยายสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสในวันพรุ่งนี้ (9 ม.ค.) ซึ่งได้มีการเตรียมพร้อมแล้ว และเห็นว่าการกระทำของดีเอสไอเป็นการกระทำเกินอำนาจหน้าที่และวิธีการดำเนินการก็มีปัญหา ที่ผ่านมาไม่มีการสืบพยานบุคคลแม้แต่ปากเดียว ทั้งที่ตนได้ยื่นเอกสารไปให้จำนวนมาก ดังนั้นจะพิจารณาดำเนินการฟ้องร้องคณะกรรมการดีเอสไอ และคณะกรรมการที่สอบสวนดำเนินคดีต่อไป อย่างไรก็ตามตนมั่นใจในการชี้แจงข้อมูลต่างๆ ที่ถูกพาดพิง ทั้งเรื่องการก่อสร้างสนามฟุตซอลและเรื่องที่ถูกดีเอสไอดำเนินคดี

                      ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวต่อถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาสไกป์กับส.ส.ของพรรคเพื่อไทยว่าส่งเสาไฟฟ้าลงสมัครรับเลือกตั้งก็ยังจะชนะพรรคประชาธิปัตย์ว่า ฝ่ายนั้นคงทราบดีว่าถ้าตนได้กลับมา ตนจะเอาสายไฟฟ้าลงดินทั้งหมด เลยต้องรีบส่งเสาไฟฟ้ามาแข่งกับตน ซึ่งคงไม่มีผลกระทบอะไร ตนไม่เคยดูถูกคู่แข่งทุกคน เพราะตนเคารพคู่แข่งทุกคน แต่สิ่งที่จะต้องทำคือ แข่งกับตัวเอง ในการทำงานหนักในช่วงเลือกตั้งและนำเสนอสิ่งที่ดีๆต่อประชาชน สำหรับรูปแบบการหาเสียงจะไม่โจมตีใคร และไม่กังวลกับคู่แข่งของพรรคเพื่อไทย เพราะไม่เคยคิดจะดูคู่แข่งแต่เป็นการแข่งขันกับตนเอง

 

'สุขุมพันธุ์' ไม่หวั่นเสียเปรียบคู่แข่ง หลังชิงลาออก

 

                      ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อกำหนนโยบายและยุทธศาสตร์หา เสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ว่า ตนจะตัดสินใจที่จะไม่อยู่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. จนครบวาระ ในวันที่ 10 ม.ค.นี้ แต่ก็จะยังไม่ลาออกในวันนี้ เพราะปลัด กทม. เพิ่งกลับจากต่างประเทศ ซึ่งขั้นตอนการลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. นั้น เพียงแค่ตนยื่นหนังสือถึงปลัด กทม. จากนั้นปลัดกทม. เสนอเรื่องไปยังกระทรวงมหาดไทย(มท.) และตีประทับตรารับทราบ จึงจะสิ้นสุดในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. และจะมีผลในวันถัดไป  อย่างไรก็ตามตนคาดว่าน่าจะลาออกในวันที่ 9 ม.ค. เนื่องจากต้องเดินทางเพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในเวลา 10.00 น. โดยจะไปในฐานะผู้ว่าฯกทม.เพราะดีเอสไอได้แจ้งมาให้รับทราบในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ส่วนการลาออกหรือไม่ลาออก สำหรับการไปรับทราบข้อกล่าวหานั้นตนคิดว่า ไม่แตกต่างกัน เพราะเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาในฐานะผู้ว่าฯกทม.

                      ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการลาออกก่อนตำแหน่งนั้น เป็นเพราะได้ยินเสียงสะท้อนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อจะมีเวลาดูแลความเรียบร้อย และหากอยู่ครบวาระ จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง ภายใน 45 วัน คือวันที่ 17 ก.พ.นี้ ซึ่งระยะเวลาในการเลือกตั้งจะเร็วมาก แต่หากลาออกก่อนวาระจะต้องมีการจัดการเลือกตั้ง ภายใน 60 วัน คือ วันที่ 3 มี.ค.นี้  ซึ่งหากขยายระยะเวลาออกไป ก็ถือว่าเสียเปรียบพรรคเพื่อไทยหรือคู่แข่ง แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะประชาชนก็รู้จักตนดีแล้ว จึงอยากให้ กกต.มีความพร้อมที่จะทำการเลือกตั้งเต็มที่

                      ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อกำหนนโยบายและยุทธศาสตร์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.นั้น ถือเป็นการรวมพลังเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เพราะเป็นการเลือกตั้งครั้งใหญ่ ซึ่งแผนการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์หาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ได้ยกร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะดูแลในภาพรวมในการเลือกตั้ง ขณะที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะดูแลยุทธศาสตร์การหาเสียง ส่วนนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม. จะดูแลศูนย์การเลือกตั้ง ด้านนายกรณ์ จาติกวานิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะทำหน้าที่ที่ปรึกษาการเลือกตั้ง

 

'สุขุมพันธุ์' เลื่อนยื่นลาออกไปเป็นวันที่ 9 ม.ค.

 

                      เมื่อเวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เป็นประธานการประชุม สส.กทม. สก. สข. และสาขาพรรคเขตกทม. รวม 350 คน ภายใต้หัวข้อ “รวมพลังปชป. เพื่อคนกรุงเทพฯ” โดยมีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมประชุมอย่างคับคั่ง อาทิ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ สส.บัญชีรายชื่อ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค เป็นต้น

                      นายอภิสิทธิ์ กล่าวเปิดประชุมว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความมีเอกภาพ และรวมพลัง เพื่อเตรียมการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ซึ่งเราต้องการให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ดังนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ จะลาออกจากตำแหน่งโดยไม่รักษาการในตำแหน่งระหว่างการเลือกตั้ง ที่สำคัญจะได้ไม่ถูกกล่าวหาว่าใช้เวลางานมาหาเสียง

                      ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมถึงการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าฯกทม. ว่า การที่นายอภิสิทธิ์ ระบุว่า ตนจะยื่นหนังสือลาออกในวันที่ 8 ม.ค.นั้น ถือเป็นความเข้าใจผิด เพราะขั้นตอนการยื่นหนังสือลาออกจะต้องยื่นผ่านปลัดกทม. เพื่อส่งไปยังกระทรวงมหาดไทย แต่ในวันนี้ปลัดกทม.ไม่อยู่ ตนจึงจะยื่นหนังสือลาออกในวันที่ 9 ม.ค.นี้ โดยให้มีผลในเวลา 24.00 น. ของวันเดียวกัน และในวันที่ 9 ม.ค. ตนจะเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ด้วยตัวเอง

 

ปชป. ป้อง'อภิสิทธิ์'ต่อสู้ปกป้องอธิปไตยเต็มที่

 

                      นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุว่าไม่อยากให้นำเรื่องประเด็นปราสาทเขาพระวิหารเป็นเรื่องการเมืองโดยยืนยันว่า การดำเนินการของรัฐบาลที่แล้วซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นไปเพื่อการปกป้องศักดิ์ศรี อธิปไตย ผลประโยชน์ของคนในชาติและประชาชน สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา2-3ปีที่ผ่านมาจนนำไปสู่การปะทะกับกัมพูชา ไทยไม่เคยเริ่มต้นก่อน แต่จำเป็นต้องปกป้องสิทธิและอธิปไตยของชาติ โดยไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่คนที่นำการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือคนในรัฐบาลโดยเฉพาะ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีเเละรมว.ต่างประเทศ ที่ออกมาระบุว่า ไทยอาจแพ้ในคดีนี้และพยายามโทษว่าเป็นความผิดของรัฐบาลชุดที่แล้ว จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีเตือนคนของตัวเองว่า อย่านำเรื่องความมั่นคงมาหาผลประโยชน์ทางการเมืองด้วยการใส่ร้ายฝ่ายตรงกันข้าม ขอเรียกร้องให้นายกฯแสดงออกให้ชัดเจนต่อคนไทยว่าพื้นที่ตามบริเวณสันปันน้ำเป็นแผ่นดินไทยทั้งหมด เพื่อให้เห็นว่านี่คือยุทศาสตร์จึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลในการต่อสู่กับกัมพูชาในทุกเวที

                      นายชวนนท์ ชี้แจงด้วยว่า มีความเข้าใจผิดว่าประเทศไทยต้องยอมรับอำนาจศาลโลกหรือไม่ และรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ นำเรื่องนี้ไปสู่ศาลโลกทำไม จึงขอชี้แจงว่ารัฐบาลที่เเล้วไม่ได้นำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลโลก แต่กัมพูชาเป็นผู้นำเรื่องขึ้นไป ดังนั้นการส่งทีมทนายความไปให้ข้อมูลจึงไม่มีอะไรเสียหาย ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเราจะรับหรือไม่รับอำนาจของศาลโลก ส่วนหลังจากนั้นปลายปีจะมีคำพิพากษาอย่างไรคนไทยทั้งประเทศปรึกษาหารือกันได้ว่าจะเดินหน้าอย่างไร แต่ตอนนี้เร็วเกินไปที่จะพูดว่าจะรับหรือไม่รับอำนาจศาล เพราะยังมีทางออกอีกหลายประการ ซึ่งรัฐบาลต้องหยุดนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นการเมือง อยากให้เดินหน้าจุดยืนประเทศให้มั่นคงในการต่อสู้กับกัมพูชา และฝากถึงนายกฯให้เรียกรมว.ต่างประเทศ เเละรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาถามว่าทำไมจึงปล่อยให้กัมพูชาเป็นเจ้าภาพการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในปีนี้แต่เพียงฝายเดียว

 

ปชป. ถาม รบ. ปมแก้รธน. ม.309

 

                      นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต แถลงถึงข้อเสนอของคณะอนุกรรมพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญของสภาฯที่เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 309 ยุบองค์กรอิสระ ตัดทอนอำนาจศาล ว่า อยากถามว่าที่เสนอมาประชาชนได้อะไร มีแต่นักการเมืองชั่วที่ได้ประโยชน์ เพราะตัดอำนาจการตรวจสอบ องค์กรอิสระ ผู้ที่จะทำงานคานอำนาจกับฝ่ายบริหารในระบอบประชาธิปไตย และถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือยังว่า รัฐธรรมนูญไม่เป็นประชาธิปไตย ประชาชนทำมาหากินลำบากตรงไหน หรือพูดไม่หมดว่าที่หากินลำบากคือตัวเองและนักการเมืองชั่ว ๆ จึงคิดว่าประชาชนควรเห็นตัวตนที่แท้จริงว่าคนเหล่านี้มองประโยชน์ตัวเองสำคัญกว่าประโยชน์ของประชาชน ไม่สนใจแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากค่าแรง 300บาท มีแรงงานได้รับผลกระทบแล้ว ทั้งปิดกิจการ ย้ายฐานการผลิต ถูกเลิกจ้าง เหล่านี้คือข้อเท็จจริงอยากให้นายกฯดูไม่ใช่ปฏิเสธความรับผิดชอบโดยอ้างว่าไม่รู้ผลกระทบและขาดมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนอย่างที่เป็นอยู่ เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่นั้นไม่ได้ช่วยเหลือภาคเอกชนอย่างแท้จริง