ข่าว

พท.-แดงหนุน'นิติราษฎร์'แนวแก้รธน.

พท.-แดงหนุน'นิติราษฎร์'แนวแก้รธน.

07 ม.ค. 2556

นิติราษฎร์ชงแนวแก้รธน.ประเด็นนิรโทษกรรม ตั้งกก.ขจัดขัดแย้ง พท.-แกนนำแดงเต้นหนุน ปชป.ค้านตามระเบียบย้ำใครทำผิดต้องดำเนินการตามกฏหมาย

               7ม.ค.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ http://www.enlightened-jurists.com/blog ของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวของอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์บางส่วน ได้ออกประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ 41 (วรเจตน์ ภาคีรัตน์) เรื่อง ภารกิจคณะนิติราษฎร์ใน พ.ศ.2556 ว่า คณะนิติราษฎร์ขอชี้แจงถึงภารกิจและกิจกรรมที่จะดำเนินการต่อไป ดังนี้

               1.การรณรงค์และรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ โดยคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) นั้น ได้ผ่านพ้นจากขั้นตอนการรณรงค์รวบรวมรายชื่อประชาชนไปสู่การเสนอร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ไปยังประธานรัฐสภาแล้ว เมื่อกลางปี 2555 ต่อมาในราวเดือนตุลาคม 2555 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ปฏิเสธไม่บรรจุร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุม โดยอ้างว่า ร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่เป็นร่าง พ.ร.บ.ตามที่กำหนดในหมวด 3 (สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย) และหมวด 5 (แนวนโยบายแห่งรัฐ) ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในเดือนมกราคม 2556 นี้ ครก.112 จะได้โต้แย้งคำสั่งของประธานรัฐสภาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้มีการทบทวนคำสั่งดังกล่าว

               2.สำหรับการดำเนินการตามแนวทางการตรากฎหมาย เพื่อนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมอย่างเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ภายหลังจากการแย่งชิงอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น ขณะนี้คณะนิติราษฎร์ได้ยกร่างรัฐธรรมนูญหมวดว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งเสร็จสิ้นแล้ว และได้ประกาศเผยแพร่ต่อสาธารณชนพร้อมกับประกาศนิติราษฎร์ฉบับนี้ เนื้อหาสาระหลักของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นไปตามประกาศนิติราษฎร์ฉบับที่ 34 ทั้งนี้ คณะนิติราษฎร์ได้กำหนดรายละเอียดของเนื้อหาบางประการเพิ่มเติม

               อนึ่ง กฎหมายนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ คณะนิติราษฎร์เลือกที่จะเสนอในรูปของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่ร่าง พ.ร.บ.เพื่อป้องกันปัญหา กรณีร่าง พ.ร.บ.ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ โดยในร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอนี้ ไม่มีนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์การชุมนุมประท้วง ตลอดจนการสลายการชุมนุมทุกเหตุการณ์ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ให้มีการนิรโทษแก่ผู้เข้าร่วมการประท้วงและชุมนุมทางการเมืองตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนด ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ให้มีคณะกรรมการขจัดความขัดแย้งจำนวน 5 คน ซึ่งประธานรัฐสภาแต่งตั้งจากบุคคลที่ได้รับเลือกจากองค์กรต่างๆตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง มีผลผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร และไม่อาจเป็นวัตถุแห่งการพิจารณาขององค์กรตุลาการหรือองค์กรอื่นใด นอกจากนี้คณะนิติราษฎร์ยังกำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งสิทธิเด็ดขาดในการตีความบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้งด้วย


"วรเจตน์"ชี้ได้ประโยชน์ทั้งสองสี

               นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ กล่าวว่า เจตนารมณ์ของการเสนอร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพื่อให้สังคมได้ร่วมพิจารณาและแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งร่วมกัน ส่วนเหตุผลที่ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งในฐานะผู้สั่งการหรือปฏิบัติการ ที่กระทำผิดตามกฎหมาย ได้รับการนิรโทษไปด้วยนั้น เนื่องจากผู้สั่งการหรือปฏิบัติการจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว และอาจเป็นบรรทัดฐานว่า ในอนาคตเมื่อเหตุการณ์ชุมนุมอีก เจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้ความรุนแรงได้โดยไม่ผิด หรือได้รับการนิรโทษกรรมภายหลังได้

               นายวรเจตน์ กล่าวต่อว่า ก่อนการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ศึกษาถึงลักษณะของการกระทำผิดที่เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรม เช่น การกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายที่ประกาศในช่วงชุมนุม ซึ่งได้รับโทษไม่เกิน 2 ปี, คดีเผาสถานที่, คดีหมิ่นประมาท แต่ต้องมีการพิจารณาเหตุผลประกอบด้วยว่ากระทำไปเพราะแรงจูงใจทางการเมืองหรือไม่ โดยผู้ที่จะพิจารณาคือ คณะกรรมการขจัดความขัดแย้ง โดยผู้ชุมนุมของทั้งสีเหลืองและสีแดงจะได้รับประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย


นักกฎหมายพท.หนุนเชื่อคนนับหมื่นได้ประโยชน์

               นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ฐานะทีมกฎหมาของพรรค กล่าวว่า เป็นข้อเสนอที่ดี โดยตนเชื่อว่าจะเป็นทางที่ทำให้สังคมลดความขัดแย้งไปได้ ส่วนที่ระบุให้มีการนิรโทษกรรมบุคคลที่ต้องโทษโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองนั้น เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์กับบุคคลนับหมื่นคน อย่างไรก็ตามตนขอเสนอให้คณะนิติราษฎร์จัดเวทีรับฟังความเห็นอย่างหลากหลายของสังคม
 

แกนนำแดงก็หนุน

               นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. กล่าวว่า เป็นข้อเสนอที่ดี ทั้งข้อกฎหมายและแนวทาง แต่ตนยังห่วงในมาตรา 291/8 เพราะจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องรับผิดชอบ และยังข้ดแย้งกับพ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ เพราะคุ้มครองเจ้าหน้าที่ ที่ออกมาปฏิบัติตามคำสั่งอยู่ และอาจจะทำให้เจ้าที่ ที่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่ถูกดำเนินการย้อนหลัง อาจจะเป็นปัญหาสร้างความขัดแย้งขึ้น ระหว่างรัฐบาลกับทหาร ตนจึงเห็นควรให้คงไว้ในส่วนของผู้สั่งการเท่านั้น


ปชป.ค้านตามระเบียบย้ำใครทำผิดต้องดำเนินการตามกฏหมาย

               นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวของกลุ่มนิติราษฏร์มีลักษณะคล้ายกับของคนเสื้อแดง ซึ่งตนเห็นว่า แม้จะมีการนิรโทษกรรม แต่ความขัดแย้งในประเทศก็ยังไม่จบ การนิรโทษกรรมควรจะนิโทรกรรมกับประชาชนที่ถูกชักชวนเข้ามาร่วมชุมนุม แต่ไม่ควรจะนิรโทษกรรมให้กับคนหรือกลุ่มบุคคลที่ฝ่าฝืนประกาศ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะคนที่ทำผิดกฎหมาย ฆ่าคน เผาสถานที่ต่างๆ ซึ่งโดยหลักกฎหมายจะต้องมีการดำเนินคดีและปล่อยให้เดินไปตามกระบวนการยุติธรรม คนผิดก็กันไปตามผิด


โฆษกศาลยุติธรรม”ระบุศาลรอดูประชามติ

               นายสิทธิศักดิ์  วนะชกิจ  โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่จะให้มีการรวมศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ เป็นแผนกในศาลฎีกาว่า ศาลยุติธรรมไม่เคยมีความคิดที่จะเอาศาลใดมารวมกับศาลยุติธรรม เป็นความคิดของฝ่ายการเมืองทั้งนั้น ในส่วนของศาลยุติธรรมก่อนหน้านี้ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการฯได้นำรัฐธรรมนูญปี 2550 มาพิจารณาถึงอำนาจของศาลว่าเรื่องใดไม่ใช่บทบาทของศาลยุติธรรม เช่น การที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้ ประธานศาลฎีกา เป็นกรรมการสรรหา กรรมการในองค์กรอิสระตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง และการให้ศาลยุติธรรมตัดสินหรือชี้มูลข้อพิพาททางการเมือง เพราะหากศาลตัดสินไปทางใด ก็จะมีการมองว่าเข้าข้างอีกฝ่าย เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้ศาลทำหน้าที่ดังกล่าวชั่วคราวเท่านั้น

               “ศาลยุติธรรมคงต้องรอดูการทำประชามติและฟังประเด็นจากฝ่ายการเมืองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับศาลยุติธรรมอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นคณะกรรมการติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญของศาลยุติธรรม ที่มีนายสมศักดิ์ จันทรา รองประธานศาลฎีกา เป็นประธานจึงจะกลับมาประชุมอีกครั้งว่าจะเสนอความเห็นใดเพิ่มเติมจากที่ข้อสรุปเบื้องต้นดังที่กล่าวไปหรือไม่ เพื่อที่จะให้การทำงานของศาลยุติธรรมมีเสถียรภาพมั่นคง” โฆษกศาลยุติธรรมกล่าว

อนุกก.แก้รธน.สภาชงยุบศาล-องค์กรอิสระ

               นายโสภณ เพชรสว่าง ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คณะอนุกรรมการที่มีตนเป็นประธานได้ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะส่งข้อสรุปทั้งหมดให้คณะกรรมการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีนายประสพ บุษราคัม เป็นประธาน พิจารณาต่อว่าจะเห็นชอบตามแนวทางที่คณะอนุกรรมการเสนอมาหรือไม่ โดยจะมีการประชุมวันที่ 14 มกราคมนี้ จากนั้นจะได้ส่งผลสรุปเสนอเป็นรายงานต่อนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะที่เป็นผู้ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา จากนั้นประธานสภาจะนำไปทำอะไรก็แล้วแต่วินิจฉัยของประธานสภา

               นายโสภณ กล่าวต่อว่า คณะอนุกรรมการได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยมีสาระสำคัญคือ จะไม่มีการแก้ไขหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนที่มาของ ส.ส.และ ส.ว.จะย้อนกลับไปใช้แบบปี 2540 คือ มี 700 คน แยกเป็น ส.ส.500 คน (ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน) ส่วน ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200 คน นอกจากนี้จะเสนอให้มีการยุบ “ศาลรัฐธรรมนูญ” แล้วกลับไปใช้ “ตุลาการรัฐธรรมนูญ” ให้มีอำนาจเพียงการตีความกฎหมายที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือการขัดกันระหว่างหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องของการยุบพรรค โดยที่มาของตุลาการรัฐธรรมนูญมาจากการคัดเลือกของรัฐสภา

               ส่วนเหตุผลที่เสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ เพราะปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจมากเกินไป นำไปสู่ตุลาการภิวัฒน์ ทำให้ถูกมองว่าศาลเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง จึงควรกลับไปสู่จุดเดิม โดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4-5 ปี

               นายโสภณ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะเสนอให้การยกเลิก “ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” โดยให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีที่เกี่ยวกับการเมืองแทน เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่เป็นธรรมในการตัดสินคดีที่ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ และอาจจะมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง จึงควรให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน เพราะเปิดโอกาสให้สามารถอุทธรณ์ ฎีกาได้ เช่นเดียวกันก็จะให้ยุบ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” โดยให้ “ศาลปกครอง” เป็นผู้ทำหน้าที่แทน

               นายโสภณ กล่าวด้วยว่า ส่วนการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเสนอให้มีการลดอำนาจ ป.ป.ช. จากเดิมหลังจาก ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด ฟ้องศาล หากอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง ป.ป.ช.ก็สามารถยื่นฟ้องเองได้ โดยแก้ไขให้อำนาจการสั่งฟ้องอยู่ที่อัยการสูงสุดเท่านั้น ป.ป.ช.ไม่สามารถยื่นฟ้องได้

               “ส่วนมาตรา 309 จะเสนอให้ยกเลิก เพราะเป็นมาตราที่สนับสนุนการทำรัฐประหารโดยไม่มีความผิด จึงต้องยกเลิก เพื่อไม่ให้มีการทำรัฐประหาร โดยจะเขียนให้ชัดเจนว่า อำนาจที่ได้มาจากการรัฐประหารถือว่าเป็นการได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบ แต่จะไม่มีผลย้อนหลังกับคดีความที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตัดสินไปแล้ว ส่วนคดีที่ยังไม่ตัดสินก็ให้สู้คดีกันไป และยืนยันว่า ข้อเสนอให้ยุบมาตรา 309 ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พ้นผิด แต่เจตนาคือเพื่อป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นเท่านั้น” นายโสภณ กล่าว