
'ข้าวไทย'จะไปเมืองนอก!?
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ข้าวไทย จะไปเมืองนอก ? : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
แม้ว่าผมจะเกิด เติบโต และวิ่งเล่นอยู่ในห้องเครื่องของโรงสีข้าว แต่ก็เป็นโรงสีข้าวขนาดเล็กที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำ และแม้ผมจะเคยทำตัวเป็นพ่อค้าข้าว แต่ก็เป็นเพียงแค่พ่อค้าคนกลางเล็กๆ ที่ใช้รถสิบล้อขับตระเวนไปทั่วท้องทุ่ง เพื่อซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาด้วยการใช้ถังไม้ตวงข้าว แล้วจ้างคนหาบขึ้นรถไปขายให้โรงสีใหญ่ๆละแวกภาคกลางเท่านั้น
ดังนั้น ผมจึงไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าวที่จะหาญกล้าออกมาวิจารณ์เรื่องข้าวแข่งกับนักวิชาการระดับดอกเตอร์ทั้งหลายได้ แต่ทันที่ได้ข่าวว่า กลุ่มบริษัทนครหลวงค้าข้าว ซึ่งเป็นผู้ค้าข้าวส่งออกรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยมานาน กำลังย้ายฐานการผลิตและค้าข้าวไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ก็ทำให้ต้องหันมามองถึงความเป็นไปและอนาคตของข้าว และชาวนาไทยอย่างจริงจังกันอีกครั้งหนึ่ง
ชาวนาไทยในอดีตใช้แรงงานคนในการปลูกและเก็บเกี่ยว แต่เมื่อรัฐบาลหลายต่อหลายรัฐบาลที่ผ่านมาส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานในภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว แรงงานจากภาคการผลิตของชาวนาจึงหันหนีจากท้องนากันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้การทำนาต้องเปลี่ยนมาพึ่งพาเครื่องมือการเกษตรแทนคนในทุกขั้นตอน นั่นหมายความว่า ต้นทุนต้องแพงมากขึ้นตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นพลังงานหลักของเครื่องมือเหล่านั้น
บวกกับราคาขายข้าวเปลือกที่มีแต่ทรงหรือเพิ่มขึ้นไม่ทันต้นทุนการผลิต ชาวนาจำนวนไม่น้อยจึงปรับเปลี่ยนพื้นที่หันไปทำการเกษตรด้านอื่นๆ แทนการปลูกข้าว เช่น ปรับที่นาไปทำบ่อเลี้ยงปลาและเลี้ยงกุ้ง, ทำฟาร์มเลี้ยงไก่, ปลูกไม้ผลยืนต้นอื่นๆ เพราะเห็นว่าราคาดีกว่าข้าว รวมถึงคุณภาพของพื้นดินท้องนาทำให้ผลผลิตและคุณภาพของข้าวลดต่ำลง จนทำให้ชาวนามีค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยและการปรับปรุงคุณภาพของดินและต้นข้าวสูงขึ้น
ท้ายที่สุดเมื่อรัฐบาลหันมาเล่นบทซานตาคลอสผู้ใจดี รับประกันราคาข้าวทุกเม็ดด้วยราคาสูงกว่าความเป็นจริง และมีข่าวคราวความไม่ชอบมาพากลทุกขั้นตอนของโครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมา ส่งผลให้ระบบการค้าข้าวไม่เป็นไปตามกลไกของตลาดอย่างที่ควรจะเป็น ผู้ประกอบการธุรกิจค้าข้าวทั้งในประเทศและส่งออก จึงต้องหาทางขยับขยายด้วยการแสวงหาสินค้ามาทดแทนข้าวในประเทศ
การไปเปิดพื้นที่ในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เขมร และพม่า ซึ่งยังเป็นพื้นที่บริสุทธิ์และมีคุณภาพสำหรับการเพาะปลูก อีกทั้งยังมีค่าจ้างแรงงานในกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนต่ำกว่าประเทศไทย จึงเป็นสิ่งที่สามารถบอกถึงอนาคตได้ว่า อนาคตอันไม่ไกลจากนี้แหล่งเพาะปลูกและส่งออกข้าวรายใหญ่ในโลก จะเปลี่ยนจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้านเหล่านั้น
เพราะคุณภาพของข้าวนั้น สามารถปรับปรุงกันได้ไม่ยาก วิธีและกระบวนการทางการค้าก็ไปจากยักษ์ใหญ่ของไทยที่มีความชำนาญในตลาดโลกมานาน แต่ต้นทุนที่ต่ำกว่าจะทำให้ราคาจำหน่ายในตลาดโลกต่ำกว่าคู่แข่งทั้งหลาย แม้แต่ประเทศไทยเองจนเกิดแรงจูงใจในการซื้อมากกว่า และยังสามารถขยายพื้นที่เพื่อการเพาะปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตได้อีกมาก ดังนั้นหากรัฐบาลไทยยังไม่บอกความจริงให้ชาวนาไทยมองเห็นถึงปัญหาใหญ่ที่รออยู่ข้างหน้า อนาคตของข้าวไทยและชาวนาไทยก็ตกอยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า กระดูกสันหลังของชาติที่เรียกกันนั้น จะยังสามารถเหยียดยืนตั้งตรงอยู่ได้หรือไม่
---------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ข้าวไทย จะไปเมืองนอก ? : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



