
อนุฯปฏิรูปการเมืองจัดสัมมนารับฟังความเห็น
อนุฯปฏิรูปการเมือง จัดสัมมนารับฟังความเห็น แจงผลการศึกษา 4 ประเด็นปฏิรูปการเมือง เตรียมเสนอตั้งสภาปฏิรูปปท.-ส.ส.ร.3 อนุกก.สายวิชาการ ชี้ ต้องสร้างวิถีชีวิตปชต. -เศรษฐกิจ-สังคมที่เป็นปชต. "อนุสรณ์" แจกบทความเสนอเลือกนายกฯครม.โดยตรง ด้านคณบดีรัฐศาสตร์จุฬา
(29 พ.ค.) ที่รัฐสภา คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางการปฏิรูปการเมือง ในคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จัดสัมมนาเรื่อง “เราต้องการอะไรจากการปฏิรูปการเมือง” โดยนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กล่าวเปิดการสัมมนาว่า เหตุที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ตั้งกรอบการทำงานให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วันไม่ใช่เกมซื้อเวลาของใคร แต่เกิดขึ้นจากความวิตกของทุกคนที่ไม่เคยเห็นบ้านเมืองแตกแยกมากมายขนาดนี้
หากไม่ตั้งคู่กรณีมาร่วมเป็นกรรมการเลยก็เชื่อว่า แต่ละฝ่ายจะไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอของคณะกรรมการแน่ แต่ถ้าให้คู่กรณีร่วมแสดงความคิดอย่างเต็มที่เพื่อหาข้อยุติร่วมกันมั่นใจว่าท้ายสุดจะนำไปสู่การยอมรับและปฏิบัติได้ การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ในครั้งนี้ ถือว่าได้เดินมาถูกทางแล้ว นอกจากนี้ยังจะได้เปิดเวทีสมัชชาสมานฉันท์ทางอากาศโดยขอเวลาจากสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เป็นเวลาสองชั่วโมงเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและเปิดเว็บไซต์ของรัฐสภาคือ www.parliament.go.th <http://www.parliament.go.th/> พร้อมเปิดตู้ ปณ..และส่งหนังสือขอความเห็นไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆด้วย
นายประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว.สงขลา ประธานคณะอนุกรรมการฯ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯเตรียมรายงานผลการศึกษากับคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ในวันที่ 2 - 4 มิ.ย. โดยมี 4 ประเด็นการปฏิรูปการเมืองคือ 1.โครงสร้างทางสังคมการเมืองและเศรษฐกิจตามรัฐธรรมนูญ อาทิ องค์กรตามรัฐธรรมนูญในเรื่องบทบาทอำนาจหน้าที่ ที่มา การปฏิบัติหน้าที่ เช่น การใช้อำนาจของกกต.ในการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง ควรให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน หรือ ที่มาของกรรมการองค์กรอิสระอาจต้องเชื่อมโยงกับประชาชน ส่วนพรรคการเมืองและนักการเมือง ต้องพัฒนาให้เข้มแข็ง เช่น การบริจาคภาษีให้พรรค การส่งเสริมกิจกรรมของพรรค หรืออาจไม่ต้องให้ผู้มีสิทธิ์ลงสมัครเลือกตั้งสังกัดพรรค 2.วัฒนธรรมทางการเมืองที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจ สังคมไทย เช่น การปฏิรูปการศึกษาด้านประชาธิปไตย การปฏิรูปสื่อ และระบบกฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากร 3.หลักกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาให้สังคมเป็นนิติรัฐ 4.บทบาททางการเมืองของภาคส่วนต่างๆที่สอดคล้องกับการส่งเสริมประชาธิปไตย เช่น ภาคพลเมือง ภาคการเมือง ภาครัฐ ภาควิชาการ
นายประเสริฐ กล่าวว่า ส่วนแนวทางการดำเนินการปฏิรูป 3 ข้อคือ 1.ให้มีการศึกษาโครงสร้างรัฐธรรมนูญและกฎหมายในประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เป็นธรรม และที่กระทบต่อสังคมเศรษฐกิจซึ่งเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาการเมือง และอาจนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา 2.ให้มีองค์กรรับผิดชอบด้านเผยแพร่ความรู้ประชาธิปไตยผ่านระบบการศึกษาและระบบอื่นๆเพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมประชาธิปไตยแก่เยาวชนและชุมชน อันเป็นพื้นฐานการปฏิรูปการเมือง 3.ควรมีการตั้งสภาปฏิรูปการเมืองแห่งประเทศไทย และกรณีต้องแก้รัฐธรรมนูญก็ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยนำข้อดีข้อด้อยของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับมาเป็นแนวทางให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) อนุกรรมการ กล่าวว่า การปฏิรูปการเมืองไม่ใช่ทำเพียงแค่แก้รัฐธรรมนูญ แต่เป็นการสร้างรากฐานวิถีชีวิตที่เป็นประชาธิปไตย การปลูกฝังความเสมอภาคเท่าเทียมกันผ่านทุกระบบ ตั้งแต่ ครอบครัว โรงเรียน สื่อ โดยต้องทำตั้งแต่เด็ก ในสากลมีการพัฒนาพรรคการเมืองให้เข้มแข็งโดยสร้างความรู้สึกของประชาชนให้เป็นเจ้าของ มีเงินบริจาคสำหรับให้พรรคทำกิจกรรม และผู้แทนฯต้องมีอิสระจากพรรค จึงโตโดยธรรมชาติ แต่ประเทศไทยใช้กฎหมายบังคับให้พรรคโต ส่วนอีกด้านกลับให้ยุบพรรคง่าย ผู้นำและแกนนำพรรคต้องมีเงิน ไม่มีเงินทำพรรคไม่ได้ จึงเกิดวงจรอุบาทว์ ซื้อเสียงเข้าไปถอนทุน ส่วนกฎกติกาทั้งหลาย ก็เป็นกลไกช่วยเสริมฉะนั้นต้องมีความเป็นธรรมและแก้ปัญหาของสังคมได้
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต อนุกรรมการ กล่าวว่า การปฏิรูปการเมืองคือ การให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ อาทิ การเลือกตั้งที่เป็นธรรม รวมถึงการสร้างเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่เป็นประชาธิปไตย หมายถึง ระบบเศรษฐกิจที่ทุกคนมีเสรีภาพประกอบการ ไม่ถูกกีดกัน และแข่งกันอย่างเป็นธรรม ไม่มีการผูกขาด ผู้อ่อนแอกว่ารัฐต้องช่วยเหลือ มีการกระจายด้ประชานิยมแบบผิดๆไปเป็นรัฐสวัสดิการ การเสริมสร้างความเสมอภาคทางสังคม เพื่อกันธนาธิปไตย และอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาหลายปี สังคมจึงต้องอดทน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุสรณ์ ยังแจกบทความเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยความสมานฉันท์และการปฏิรูป ซึ่งตอนหนึ่งมีการเสนอว่า ต้องปฏิรูปการเมือง โดยให้สมาชิกรัฐสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และให้เลือกนายกฯและครม.โดยตรง ทั้งนี้การปฏิรูประดับโครงสร้างต้องให้มีการเลือกตั้งสภาปฏิรูปประเทศเพื่อมาศึกษาข้อเสนอการปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้าน การคืนความเป็นธรรม หรือนิรโทษกรรมและนำเสนอให้รัฐสภาตัดสินใจเพื่อความสงบสุขของสังคม และเลือกตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
จากนั้นได้เปิดให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาอภิปรายหลากหลาย อาทิ นายจรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การปฏิรูปการเมือง ต้องดูปัญหาต่างๆอาทิ การคอรัปชั่นที่เป็นปัญหาใหญ่ ฉะนั้นระบบการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ภูมิหลังประวัติการทำงานของนักการเมือง เพื่อให้ภาคประชาชนเข้าไปตรวจสอบได้ง่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ต้องพัฒนากลไกด้านนี้อย่างเกาหลีจะมีข้อมูลเป็นแบล็คลิสต์จากภาคประชาชนไปให้พรรคการเมืองว่า หากให้ลงสมัครจะไม่เลือกทั้งพรรค นอกจากนี้ยังต้องแก้ปัญหาวัฒนธรรมแบบอภิสิทธิ์ ซึ่งมีทุกระดับอย่างยาวนานตั้งแต่การเข้าโรงเรียน การเลี่ยงภาษี ก่อให้เกิดการพึ่งพิงผู้ใหญ่ ข้าราชการ นักการเมือง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการกระจายทรัพยาการไม่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้จากงานวิจัยของตนพบว่า นักการเมือง 95% มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแสวงหาอภิสิทธิ์ ส่วนอีก 5 % เป็นน้ำดี
นายไพรัส ตระการศิรินนท์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การปฏิรูปที่สำคัญคือ การสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย และต้องไม่ฝากความหวังไว้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น การเลือกตั้งก็ไม่ต้องฝากความหวังกับกกต. แต่องค์กรภาคประชาชนต้องเข้าร่วมจัดการและตรวจสอบ ต้องปฏิรูปบทบาทหน้าที่ของภาคส่วนต่างๆให้ชัด เช่น ส.ส.ทำหน้าแก้ปัญหาโดยใช้กลไกด้านนิติบัญญัติ ไม่ใช่ไปทำหน้าที่เหมือนข้าราชการ หรือท้องถิ่น ที่ยุ่งเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ
ด้านนายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 50 มีปัญหามาก ภายในยังขัดกันเอง เช่น มาตรา 3 กับ มาตรา 309 ระหว่างหลักนิติรัฐ นิติธรรม กับเผด็จการ ดังนั้นต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนนายสมเกียรติ รอดเจริญ อดีตส.ส.ร. 50 กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 50 เป็นการพัฒนารัฐธรรมนูญ 40 ให้ดีขึ้นกว่าเดิม มี 180 มาตราที่เอามาจากฉบับ 40 ส่วนมาตราอื่นๆ ก็เพิ่มเติมให้สมบูรณ์ เช่น มาตรา 237 วรรคสอง มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน องค์กร และนักการเมือง ก็ไม่มีใครคัดค้าน หรือระบบส.ว. เดิมก็มองว่า ไม่ต้องมี แต่นักการเมืองก็เสนอว่า ควรมีเพื่อกลั่นกรองงานนิติบัญญัติ ผู้ร่างจึงให้มีแบบสรรหา แต่เมื่อประชาชนต้องการแบบเลือกตั้งด้วย จึงให้มีแบบเลือกตั้งผสม ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ตนไม่เห็นด้วยทุกมาตรา จะแก้ก็ได้ แต่ต้องอธิบายสังคมได้ ซึ่งก็คิดว่า ประชาชนเฉยๆ แต่นักการเมืองมากกว่าที่รู้สึกติดขัด ดังนั้นต้องลองไปสอบถามประชาชนหรือทำประชามติก็ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังมีตัวแทนจากองค์กรพุทธศาสนา ที่เสนอว่า ขอให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมว่า ให้พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเรื่องคุณสมบัติต้องห้ามของการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ที่นำพระภิกษุ สามเณรไปรวมในกลุ่มเดียวกับ ผู้วิกลจริต ฟั่นเฟือน ขอให้เอาออกและนำไปเขียนไว้ในพ.ร.บ.สงฆ์แทน ขณะที่ตัวแทนสหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจหลายคน อภิปรายระบุว่า ผู้ใช้รัฐธรรมนูญเป็นผู้มีปัญหา ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ เพราะแก้รัฐธรรมนูญกันมาหลายครั้งก็ไม่ดีขึ้น และตั้งข้อสังเกตด้วยว่าการเมืองต้องมาแก้ปัญหาบ้านเมือง แต่การเมืองกลับมีปัญหาเสียเองทำให้บ้านเมืองต้องมาช่วยแก้การเมือง ส่วนตัวแทนจากสำนักงานศาล สนับสนุนการปฏิรูปประเทศ แต่นักการเมืองต้องไม่ทุจริตด้วย ประชาชนต้องมีกลไกที่สามารถตรวจสอบการคอรัปชั่นได้โดยง่าย



