ข่าว

ที่นี่บัวแก้ว:สู้ศึกศาลโลกวาระแห่งปี

ที่นี่บัวแก้ว:สู้ศึกศาลโลกวาระแห่งปี

07 ม.ค. 2556

ที่นี่บัวแก้ว : สู้ศึกศาลโลกวาระแห่งปี : โดย...นันทิดา พวงทอง

                          การต่อสู้คดีในศาลโลกกรณีที่กัมพูชายื่นร้องขอให้ตีความอาณาบริเวณรอบตัวปราสาทพระวิหาร ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อดินแดนไทย ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงแห่งปี โดยทีมต่อสู้คดีของฝ่ายไทยเตรียมเข้าชี้แจงด้วยวาจาต่อศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธนแลนด์ เป็นนัดสุดท้าย ในระหว่างวันที่ 15-19 เมษายน 2556 ก่อนที่ผู้พิพากษาจะพิจารณาและเชิญผู้แทนไทยและกัมพูชารับฟังคำตัดสินในปลายปีนี้ 

                          แนวโน้มผลคำตัดสินของศาลโลก จะเป็นไปในลักษณะใดได้บ้างนั้น นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ในฐานะผู้แทนไทยในต่อสู้คดี ชี้ว่า การคาดการณ์จะต้องอ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์และกฎหมาย ซึ่งเห็นความเป็นไปได้ใน 4 แนวทาง ได้แก่ 1.ศาลโลกเห็นว่า ไม่มีอำนาจตัดสินคดี ส่งผลให้คำร้องสิ้นสุดลงและจำหน่ายคดีออกจากระบบ 2.ศาลโลกตัดสินให้เป็นไปตามคำโต้แย้งของไทย 3.ศาลตัดสินให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา และ 4.ศาลมีคำตัดสินออกมากลางๆ

                          สำหรับแนวทางการต่อสู้ของไทยเสมอมา คือ การชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังจากศาลโลกในปี 2505 ตัดสินว่า “ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา” ไทยได้ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาล โดยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ปีเดียวกันนั้น กำหนดเส้นขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร เป็นพื้นที่ 1.4 ตร.กม.หลังเส้น ได้มีการขึงรั้วลวดหนามและปักป้ายประเทศไทยไว้ โดยที่ผ่านมากัมพูชาก็ยอมรับการดำเนินการดังกล่าวและไม่ได้แสดงความขัดข้องแต่อย่างใด

                          แล้วทำไมกัมพูชาจึงเปลี่ยนความคิด และยื่นร้องต่อศาลโลก เพื่อขอให้ตีความอาณาบริเวณรอบตัวปราสาทพระวิหาร ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า กัมพูชาต้องการพื้นที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนพื้นที่กันชนของตัวปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นการดำเนินการตามแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร ตามที่ได้มีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกไว้แล้ว

                          แต่การร้องต่อศาลโลกให้ช่วยตีความ ส่งผลกระทบต่อดินแดนไทย โดยเฉพาะพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.ที่ไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว

                          ถ้าวิเคราะห์จากแนวโน้มผลคำตัดสินของศาลโลก ตามที่ทูตวีระชัยกล่าวไว้ ในกรณีที่ศาลตัดสินให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา ในแง่ของการต่อสู้คดี กัมพูชาอ้างสิทธิ์มาเสมอว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ซึ่งการที่ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ในปี 2505 เท่ากับทราบว่า เส้นเขตแดนอยู่ตรงไหน นี่เป็นคำโต้แย้งที่ชัดเจนที่สุดของกัมพูชาที่ใช้ในการต่อสู้คดีในปัจจุบันอย่างหนักแน่น

                          แต่หากว่าโชคดี ผลตัดสินของศาลโลกเป็นไปตามคำโต้แย้งของไทย ที่มีความพยายามชี้จุดสำคัญที่ว่า ประเทศไทยได้ปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกที่ให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา แต่ศาลก็ไม่มีอำนาจตัดสินในเรื่องเส้นเขตแดน การที่กัมพูชายื่นขอให้ศาลตีความเรื่องอาณาบริเวณ เป็นการขอตีความในเรื่องเดิม ซึ่งตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ฝ่ายไทยได้มีการกำหนดเส้นแบ่งเขตและปักป้ายไว้ชัดเจน ทั้งไทยและกัมพูชาก็ไม่ได้มีความเห็นต่างในเรื่องนี้ นี่เป็นข้อโต้แย้งหลักของไทย ในเมื่อไม่มีข้อขัดแย้งจึงไม่มีความจำเป็นให้ตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร

                          ถ้าศาลโลกเห็นดีด้วยกับไทย ก็เป็นสิ่งที่กัมพูชาเลี่ยงไม่ได้ ส่งผลให้ยกคดีนี้ออกไป ทุกอย่างก็จะกลับสู่สภาพเดิม แม้ว่าไทยและกัมพูชาจะมีปัญหาข้อพิพาทตามแนวชาย แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาและดำเนินการปักปันเขตแดนให้ลุล่วงได้ ภายใต้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (เจบีซี)

                          อย่างไรก็ดี ผลคำตัดสินในเรื่องนี้ไม่ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ไม่อยากมองให้เป็นเรื่องแพ้หรือชนะ และทั้งสองประเทศย่อมต้องเคารพและปฏิบัติตามคำตัดสินศาลโลก ในฐานะสมาชิกสหประชาชาติที่ดี เหนือสิ่งอื่นใด ไทยและกัมพูชา เป็นสมาชิกอาเซียนที่จะต้องร่วมมือและหลอมรวมกันเป็นประชาคมในอนาคต

 

 

--------------------

(ที่นี่บัวแก้ว : สู้ศึกศาลโลกวาระแห่งปี : โดย...นันทิดา พวงทอง)