
'เฉลิม'แนะแก้รธน.9ประเด็น81มาตรา
'เฉลิม' เสนอแก้รธน.รายมาตรา 9 ประเด็น ชี้โหวตวาระ 3 เข้าทางศาลรธน. พท.โยนมหาวิทยาลัยศึกษาแนวทางก่อน
6 ม.ค. 56 ที่โรงแรม เดอะกรีนเนอรี่ รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย จัดเสวนาหัวข้อ "รัฐธรรมนูญปี 50 : ปัญหาของประเทศ ภาระของคนไทย" โดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยืนยันว่าเพื่อไทยต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยเด็ดขาด แต่วิธีการแก้ คือ ลงมติวาระ 3 แก้รายมาตรา หรือทำประชามติ ส่วนตนมีแนวคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เพราะหากดูจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่ามีอำนาจรับพิจารณามาตรา 68 โดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด โดยไม่น่าจะเป็นไปได้ กติกามันไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย และยังเขียนไว้ชัดว่าไม่พิจารณาผิดถูกเพราะสภายังไม่ลงวาระ 3 ตนเข้าใจว่าเปิดช่องเอาไว้ ไม่พิจารณาเพราะยังไม่ลงวาระ 3 ความผิดจึงยังไม่สำเร็จ และศาลรัฐธรรมนูญเขียนว่า ควรจะทำมติ แต่หากแก้ไขรายมาตราศาลรัฐธรรมนูญฟันธงให้เป็นอำนาจรัฐสภา แต่สุดท้ายสมาชิกเอาอย่างไรตนเอาด้วย
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ข้อดีของรัฐธรรมนูญปี 2550 มีสองส่วน ส่วนที่ 1. ให้มีการเลือกตั้งเร็ว และ 2. ยังเอารายละเอียดรัฐธรรมนูญปี 40 มาใส่ ส่วนข้อบกพร่อง คือ 1. รัฐธรรมนูญปี 2550 มาจากเผด็จการ 2. ตนไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับการลงวาระ 3 แต่ถ้าลงวาระ 3 ระหว่างนั้น ประธานสภาต้องส่งให้นายกฯ และต้องกราบบังคมทูลฯ ใน 20 วัน และหากมีผู้ไปยื่นตีความไต่สวน 2 ชั่วโมงเสร็จ เพราะเขาทำไว้แล้ว และหากกราบบังคับทูลฯ ไม่ได้ จะไม่รับผิดชอบก็ไม่ได้ การลงมติรัฐธรรมนูญปี 2550 ข่มขู่ คุกคาม 3. มีการร่างรัฐธรรมนูญไม่โปร่งใส มาจากคณะรัฐประหารแต่งตั้งพวกตัวเองทั้งนั้น 4. ไม่สร้างความเข้มแข็งให้ระบอบประชาธิปไตย 5. ขัดต่อหลักสากล 6. ไม่ใช่รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง 7. มีที่มาจากการไม่เป็นประชาธิปไตย เพระมาจากการปฏิวัติ และ 8. จ้องจับผิดนักการเมือง
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ตนมีแนวคิด 9 ประเด็น รวม 81 มาตรา ประกอบด้วย 1. ยกเลิกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2. ส.ว.ต้องมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 3. ศาลรัฐธรรมนูญให้คงอยู่ แต่เป็นแผนกหนึ่งของศาลฎีกา 4. ศาลปกครองก็ทำเช่นเดียวกับศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นแผนกหนึ่งในศาลฎีกา 5. เลิกผู้ตรวจการแผ่นดิน 6. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ต้องมีอยู่ แต่ให้มาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา อยู่คราวละ 4 ปี และหน่วยงานองค์กรตามรัฐธรรมนูญต้องตรวจสอบได้ 7. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาจากเลือกตั้งของรัฐสภา ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และต้องถูกตรวจสอบได้เช่นกัน 8. แก้ไขมาตรา 190 ไม่ต้องขออำนาจจากรัฐสภา เนื่องจากบั่นทอนการทำงานของรัฐบาล และ 9. แก้ไขมาตรา 237 ไม่ให้มีการยุบพรรรค พรรคการเมืองต้องคงไว้เป็นสัญลักษณ์
อย่างไรก็ตาม การทำประชามติ ตนมองว่าดูตัวเลข พวกเราต้องเหนื่อย เพราะ 1. คนที่ไม่มาใช้สิทธิ์ไม่เสียสิทธิ์ 2. ไม่มีการกระตุ้นเตือน เพราะไม่ใช่การสมัครผู้แทน และไม่มีเจ้าภาพในพื้นที่ 3. ไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้า 4. เปรียบเทียบการเลือกตั้งไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งต้องการเห็นรัฐบาลเปลี่ยนแปลง 5. เรื่องรัฐธรรมนูญคนส่วนหนึ่งมองว่า ไกลตัว แต่ถ้าเอาเสียงมากกว่าเราชนะล้านเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าแก้รายมาตราอำนาจอยู่ในมือพวกเรา ส่วนมาตรา 309 ไม่ต้องแก้ และที่กังวลว่า ฝ่ายค้านจะยื่นแปรญัตติทุกรายมาตรานั้น ก็แปรไป ถ้าอยู่ครบ 4 ปี ไม่เสร็จ ก็เอาเรื่องนี้ไปหาเสียงอีก 300 ขึ้น
พท.โยนมหาวิทยาลัยศึกษาแนวทางแก้รธน.
ในการสัมมนาของพรรคเพื่อไทย ในช่วงเย็นของการสัมมนา หัวข้อ “ทางออกประเทศไทย รัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย คนไทย ต้องมีความสุข” นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทยระบุชัดว่า
“ก่อนมาสัมมนาได้มีการหารือพูดคุยกัน ก็จะมีการเสนอให้สถาบันการศึกษามาช่วยหาคำตอบเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการคือจะขอให้สถาบันวิชาการคือคณะนิติศาสตร์ ประมาณ 3-4 สถาบัน อย่างจุฬา ธรรมศาสตร์ รามคำแหง สุโขทัยธรรมาธิราช มาช่วยหาคำตอบให้เราว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำอย่างไร
ด้านนายวราเทพ รัตนากร รมต.สำนักนายกรัฐมนตรีและหนึ่งในคณะทำงานศึกษาข้อกฎหมายและการออกเสียงประชามติ สรุปแนวทางดังกล่าวว่าการดำเนินการของพรรคเพื่อไทย ได้เกิดแนวทางใหม่ขึ้นมาที่จะเสนอต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่เป็นประธานคณะทำงานศึกษาการทำประชามติว่า ควรให้สถาบันการศึกษาเช่นคณะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ จาก 3-4 สถาบันการศึกษามาศึกษาเรื่องนี้แล้วจากนั้นก็ส่งผลมาให้คณะทำงานฯ อีกครั้ง
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.ก็ไปแสดงความเห็นว่า เห็นด้วยที่บอกจะให้คณะรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ไปศึกษามา
'เฉลิม'ผุดไอเดีย! รัฐซื้อคืน 'อาวุธปืน'
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวถึงกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเสียชีวิตจากการถูกกระสุนปืนลูกหลงในงานปาร์ตี้บนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งล่าสุด เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทยได้เดินทางลงพื้นที่เกาะพะงัน เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี ว่า ได้มีการกำชับทางเจ้าหน้าที่เร่งรัดเรื่องคดีความ หลังจากที่จับกุมผู้ก่อเหตุได้แล้ว ทราบว่าเป็นการทำร้ายกันเองระหว่างคนไทยและไปถูกนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ซึ่งก็เป็นเรื่องสุดวิสัย ที่ผ่านมาตนพยายามแก้ไขความเข้มงวดในการพกพาอาวุธ ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้น แต่ก็จนใจจริงๆ ที่จะทำให้หมดไปเลย ทั้งนี้ตนเห็นด้วยว่าจะให้พื้นที่ท่องเที่ยวโดยเฉพาะเกาะ ต้องเป็นพื้นที่ปลอดอาวุธ เพราะเมื่อมีเรื่องแล้วจะกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยวที่เราตั้งเป้าว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะต้องได้ 2 ล้านล้านบาท
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ต้องมีการตรวจสอบคนเข้าออกพื้นที่อย่างเข้มงวด ส่วนเรื่องอาวุธปืน ตนมีแนวคิดให้รัฐรับซื้อคืน ทั้งนี้เป็นปัญหาเนื่องจากรัฐบาลชุดที่แล้วเซ็นอนุมัติอาวุธปืนมากมาย ต่างจากสมัยที่ตนเป็น รมว.มหาดไทย ที่ไม่มีการอนุมัติแม้แต่กระบอกเดียว เพราะตนเชื่อว่าหากไม่มีอาวุธก็จะไม่เกิดปัญหา อย่างวันนี้มีการไปแจ้งหาย แต่กลับนำไปลักลอบขายต่อ
เมื่อถามว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลนักท่องเที่ยวหย่อนยานเกินไปหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตำรวจทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ทั้งตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจภูธร รวมไปถึงตำรวจในส่วนกลางที่ลงไปช่วยดูแลด้วย ตนได้เน้นย้ำมาตลอด โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวใหญ่ๆ ซึ่งสถานการณ์ดีมาระยะหนึ่ง แต่กลับมาเกิดในช่วงนี้ 2-3 เหตุการณ์
เผยนัดพบ 'จุฬาราชมนตรี - ทูตมาเลเซีย' ก่อนเยือนมาเลย์
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ในวันที่ 7 ม.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ตนมีนัดหมายเข้าพบ 'จุฬาราชมนตรี' เพื่อหารือถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และในช่วงเวลา 16.00 น. ก็จะพบกับเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย ก่อนที่ตนและคณะจะเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียในวันที่ 8 - 10 ม.ค.นี้



