
'16ธันวาฯทมิฬ'สู่สวัสดิภาพของสตรีอินเดีย
16 ธันวาฯ ทมิฬ สู่สวัสดิภาพของสตรีอินเดีย : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา/ข้อมูล บีบีซี เอเอฟพี เอพี
พวกเราอยากได้ความรู้สึกปลอดภัย เป็นคำขอที่มากไปหรือ
ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือการปฏิเสธความยุติธรรม
ผู้ร้ายข่มขืน ต้องถูกแขวนคอ
ปกป้องผู้หญิง ปกป้องอินเดีย
พวกเราอยู่ในประเทศที่อยู่ในครรภ์ไม่ปลอดภัย นอกครรภ์ก็เช่นกัน
เลิกบอกให้ผู้หญิงอย่าออกนอกบ้าน บอกลูกชายของคุณให้ทำตัวดีๆ
เลิกโทษชุดที่สวมใส่ โทษจิตใจอันสกปรก
อย่าบอกให้เราแต่งตัวอย่างไร บอกพวกเขาอย่าข่มขืน
สอนลูกชายและผู้ชาย ให้เคารพเด็กหญิงและผู้หญิง
93,000 คดีข่มขืนที่ค้างอยู่ โอนย้ายไปช่องทางด่วน
เธอมิได้สูญสลาย หากแต่ไปยังดินแดนที่ไร้การข่มขืน
เหล่านี้เป็นข้อความบนแผ่นป้ายประท้วง ที่พบเห็นระหว่างที่ชาวอินเดียทุกเพศและวัยออกมาชุมนุมเป็นระยะในกรุงนิวเดลี นับจากนักศึกษาสาววัย 23 ปีที่มีอนาคตสดใสรออยู่ข้างหน้าทั้งการงานและความรัก ต้องมาจบชีวิตอย่างน่าสะเทือนใจ ด้วยน้ำมือผู้ชาย 6 คนรวมหัวกันเป็นแก๊งข่มขืน ลวงเธอและเพื่อนชายขึ้นไปบนรถที่คิดว่าเป็นรถโดยสารแต่ที่แท้เป็นนรก
ชายเหล่านั้นรุมข่มขืนและทำร้ายเธออย่างทารุณ ก่อนโยนออกมาจากรถที่กำลังวิ่งพร้อมกับเพื่อนชายในสภาพเปลือยเปล่าเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2555 ที่เวลานี้ถูกเรียกขานเป็น 16 ธันวาทมิฬ
หญิงสาวเสียชีวิตหลังจากนั้น 12 วัน และหลังจากถูกข่มขืนนานนับชั่วโมงบนรถบัสที่แล่นไปเรื่อยๆ บนถนนสายหลักของนครหลวงนิวเดลี อาการบาดเจ็บที่อวัยวะภายในจากท่อนเหล็กที่คนร้ายใช้ทำร้าย รุนแรงถึงขั้นที่แพทย์ต้องตัดลำไส้บางส่วนเพื่อยื้อชีวิต และแม้รัฐบาลอินเดียที่ใช้เวลาหลายวัน กว่าจะตั้งหลักรับรู้ถึงอารมณ์ผู้คน ตัดสินใจส่งเธอไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในสิงคโปร์ แต่ก็เกินจะเยียวยา
แค่ไล่สายตาอ่านทุกข้อความบนป้ายประท้วงที่ยกมา สะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงความเหลืออด ความเจ็บปวดและโกรธแค้น กับปัญหาความไม่ปลอดภัย อคติ และความไม่ยุติธรรม ที่เด็กหญิงและผู้หญิงในสังคมอินเดียต้องผจญมาเนิ่นนาน
แม้พอทราบกิตติศัพท์การปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างย่ำแย่จากข่าวคราวที่มีเป็นระยะจากแดนภารต ไม่ว่าจะเป็นการทำแท้งทารกในครรภ์หากรู้ว่าเป็นผู้หญิง และการสังหารเพื่อรักษาเกียรติ ที่เรียกว่า ออเนอร์ คิลลิ่ง แต่เคราะห์กรรมของเหยื่อแก๊งข่มขืนครั้งนี้ เป็นไฟฉายส่องตรงไปยังด้านดำมืดของสังคมอินเดียสว่างกว่าครั้งใดๆ นอกจากนี้ ขณะที่ข่าวรุมโทรมเหยื่อยังช็อกคนไม่หาย ยังมีข่าวสาววัย 17 ปีกินยาฆ่าตัวตาย หลังถูกตำรวจแนะกึ่งบังคับให้แต่งงานกับผู้ร้ายข่มขืนแทนที่จะดำเนินคดี ผู้หญิงคนหนึ่งหนีการลวนลามด้วยการกระโดดลงจากรถไฟที่กำลังวิ่ง และแก๊งคนร้ายรุมโทรมหญิงสาวอีกคนที่รัฐเบงกอลตะวันตกก่อนใช้ค้อนทุบจนตาย
เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า อินเดียเป็นเป้าความสนใจในแง่การเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังจากรัฐบาลผลักดันแผนปฏิรูปสำเร็จ โดยเฉพาะเปิดตลาดค้าปลีก และวอลมาร์ทกำลังจะบุกตลาดประชากรพันล้านคน ที่มีอัตราการเติบโตเกือบ 10% ในรอบสิบปีที่ผ่านมา พร้อมๆ กับการขยายตัวของเขตเมือง และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนเป็นตะวันตกมากขึ้น
อินเดียยังมีประธานาธิบดีคนก่อนเป็นสตรี ประธานพรรครัฐบาลปัจจุบันก็เป็นผู้หญิง เช่นเดียวกับประธานสภาผู้แทนราษฎร มุขมนตรี หรือผู้ว่าการรัฐเป็นผู้หญิงสามคน มีนักกีฬาหญิงสร้างชื่อเสียง นักธุรกิจหญิงโดดเด่น ผู้หญิงในเมืองมีอิสรเสรีในการทำงาน ขับรถเดินทางไปไหนมาไหน
แต่พัฒนาการเหล่านี้ ช่างสวนทางกับผลสำรวจประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจใหญ่สุด 20 ประเทศของโลกโดยทรัสต์ลอว์ สำนักข่าวด้านกฎหมายของธอมป์สันรอยเตอร์ ที่พบว่า อินเดียอยู่ในอันดับบ๊วยของการเกิดเป็นผู้หญิง อันดับตกต่ำยิ่งกว่าซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่ผู้หญิงเพิ่งได้รับสิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว และยังไม่ได้รับอนุญาตให้ขับรถเอง
เหตุผลคือ สตรีอินเดียจำนวนมากยังคงเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ถูกฆาตกรรมเพราะสินสอดไม่พอจ่าย ถูกจับแต่งงานตั้งแต่เด็ก และอื่นๆ
คดีอาชญากรรมต่อผู้หญิงในปี 2554 ที่เพิ่งผ่านพ้นมา เฉพาะที่มีการแจ้งความ มีจำนวน 24,206 คดี เพิ่มขึ้นเกือบ 900% ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา (ขณะคดีฆาตกรรมเพิ่มขึ้น 250% ในช่วง 60 ปี) และมีเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้นที่คดีลงเอยด้วยการตัดสินความผิด เมืองหลวงที่ควรปลอดภัยที่สุด เป็นแหล่งเกิดคดีข่มขืนร้อยละ 17 ทั่วประเทศ
ไม่ใช่แต่ข่มขืนเท่านั้น สถิติสำนักงานตำรวจนับจากปีที่แล้ว พบว่าการลักพาตัวผู้หญิงเพิ่มขึ้น 19.4%, ถูกฆ่าเพราะโดยเรื่องการจ่ายค่าสินสอดเป็นปมขัดแย้งเพิ่มขึ้น 2.7% ทารุณกรรม 5.4% ลวนลาม 5.8% และค้ามนุษย์พุ่งพรวด 122% จากปีก่อนหน้า
ผลสำรวจหัวข้อความเท่าเทียมทางเพศโดยศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยสตรี มีสำนักงานในกรุงวอชิงตัน พบว่าผู้ชายอินเดีย 1 ใน 4 เคยก่อเหตุรุนแรงทางเพศช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต และ 1 ใน 5 เคยบังคับขืนใจภรรยา กว่าร้อยละ 65 ของผู้ชายอินเดียที่ถูกสำรวจเชื่อว่า บางครั้ง ผู้หญิงก็สมควรถูกตี และผู้หญิงควรอดทนต่อความรุนแรงเพื่อรักษาชีวิตสมรส
กระนั้นก็ตาม อัตราการข่มขืนสูงไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ผลักดันให้ผู้คนลุกฮือประท้วง แต่เบื้องลึกแล้ว คือการประท้วงวัฒนธรรมกล่าวโทษและตราหน้าเหยื่อที่พัวพันกับอาชญากรรมทางเพศทุกรูปแบบ
กวิตา กฤษนัน เลขาธิการสมาคมสตรีก้าวหน้าอินเดีย กล่าวว่า เมื่อไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่รัฐบาลและตำรวจยังยืนกรานพูดว่า ไม่สามารถดำเนินคดีผู้ร้ายข่มขืนส่วนใหญ่ได้ เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นคนที่ฝ่ายหญิงรู้จัก และบางคนถึงกับแสดงความเห็นเปิดเผยแปลความได้ว่า เป็นเหยื่อเองที่รนหาที่ ด้วยการใช้เสรีภาพมากเกินไป
ท่ามกลางกระแสเดือดดาลและการประท้วงเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว ผู้บัญชาการตำรวจอินเดีย ยังออกมาแนะนำให้ผู้หญิงพกพริกป่นป้องกันตนเอง และกล่าวว่า ผู้หญิงไม่ควรออกไปข้างนอกโดยไม่มีผู้ชายคุ้มกันไปด้วย
พูดอย่างไรก็ตาม ล้วนแปลได้ความเดียวกันคือไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ล้วนเป็นความผิดของพวกเธอ
อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้อาจไม่ใช่จำกัดแค่อินเดีย อิตาลีก็มีการถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องเสื้อผ้าและพฤติกรรมของผู้หญิงที่ถูกตำหนิเป็นการเชื้อเชิญการข่มขืน แม้กระทั่งในสวีเดน นักเคลื่อนไหวก็ร้องเรียนบ่อยๆ ว่า การข่มขืนที่ฝ่ายหญิงรู้จักคนร้าย มักจบลงโดยการยกฟ้อง เพราะเหยื่อไม่เคยถูกมองว่า เป็นผู้หญิงที่ดี
แต่กวิตา ชี้ว่า อัตราการตัดสินคดีข่มขืนในอินเดีย ลดลงจากร้อยละ 46 ในปี 2514 เหลือแค่ร้อยละ 26 ในปัจจุบัน และในความเป็นจริงแล้ว การข่มขืนส่วนใหญ่ที่กระทำโดยชายที่เหยื่อรู้จัก ควรทำให้การจับกุมดำเนินคดียิ่งง่ายขึ้นไม่ใช่หรือ ตรงกันข้าม สตรีที่ไปแจ้งความ กลับถูกตำรวจกดดันไม่ให้เอาความ
เธอกล่าวด้วยว่า หญิงอินเดียได้ยินคำว่า ปลอดภัยมาตลอดชีวิต คำนี้หมายความว่า ทำตัวให้เหมาะสม กลับเข้าบ้าน แต่งตัวดีๆ อย่าได้ใช้ชีวิตอย่างมีเสรีภาพ กฎหมายและสถาบันภายใต้การครอบงำของเพศชาย บอกเราให้ทำนั่นทำนี่โดยใช้คำว่าปลอดภัยเป็นข้ออ้าง
คนรุ่นใหม่-ผู้ปกครองอืดอาด
การออกมาประท้วงเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิวัติความปลอดภัยของผู้หญิงในครั้งนี้ ยังสะท้อนการปะทะกันระหว่างหนุ่มสาวชนชั้นกลางอินเดียผู้เป็นอนาคตของชาติ กับรัฐบาลของนักการเมืองชรา ที่ดูเหมือนจะมีช่องว่างมากพอสมควรจนต่อกันไม่ติด
เกือบหนึ่งสัปดาห์หลังการประท้วง นายกรัฐมนตรีมันโมฮัน ซิงห์ วัย 80 ปี ถึงได้ปรากฏตัวทางโทรทัศน์ เรียกร้องให้อยู่ในความสงบพร้อมรับปากจะทำให้อินเดียปลอดภัยมากขึ้นสำหรับผู้หญิง ขณะที่สตรีทรงอิทธิพลสุดของประเทศเวลานี้อย่างนางซอนญา คานธี ประธานพรรคคองเกรส ออกมาพบปะกับกลุ่มนักศึกษาเมื่อการชุมนุมใหญ่เป็นข่าวทางทีวีแล้ว
ช็อกขึ้นไปอีก เมื่อผู้บัญชาตำรวจนิวเดลีออกมาแถลงข่าวว่า ผู้ชายในนิวเดลีก็ใช่จะปลอดภัยไปกว่าผู้หญิง เพราะถูกล้วงกระเป๋าเป็นประจำ ทำให้เกิดคำถามว่า การข่มขืนถูกนำมาเปรียบกับล้วงกระเป๋าได้อย่างไรกัน ขณะที่รัฐมนตรีมหาดไทย แสดงความเห็นผ่านทางทีวีช่องหนึ่งว่า จะให้รัฐมนตรีลงไปพบผู้ประท้วงทุกกลุ่มเหมือนกับกลุ่มนิยมลัทธิเหมา หรือคนงานพรรคการเมือง คงทำไม่ได้ เกิดคำถามอีกว่าระดับรัฐมนตรีเปรียบนักศึกษาที่โกรธแค้นปัญหาข่มขืนและคนผิดลอยนวล กับกลุ่มกบฏเอียงซ้ายได้อย่างไรกัน
ชาวอินเดียหลายกลุ่มตระหนักว่า นี่เป็นทัศนคติความอหังการของชนชั้นผู้ปกครอง "พวกเขาเป็นผู้ปกครอง ไม่ใช่ผู้แทนของพวกเรา" หนึ่งในป้ายประท้วง ถากถางศักดินาประชาธิปไตยในยุคปัจจุบัน
บางฝ่ายมองว่า ผู้ปกครองและประชาชนห่างไกลกันออกไปทุกที นักการเมืองและข้าราชการดูเหมือนขาดทักษะสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ที่ปัจจุบัน มีพลังและมีความหวังจากผู้ปกครองมากขึ้น คนหนุ่มสาวที่ไม่พอใจบรรดานักการเมืองแก่คร่ำครึและนิ่งดูดาย ไม่พยายามเข้าใจอารมณ์ของพวกเขา
นายมธุเรส กุมาร จากพันธมิตรการเคลื่อนไหวของประชาชนแห่งชาติ ระบุว่า ผู้ประท้วงเป็นตัวแทนรูปแบบใหม่ของการเคลื่อนไหว ซึ่งเป็นคนเมืองเติบโตในอินเดียยุคใหม่ที่พึงพอใจกับความเจริญทางวัตถุ อึดอัดกับขนบล้าหลัง
อินเดียเริ่มเห็นเค้าลางของปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่มีคนออกมาชุมนุมหลายล้านคนเพื่อต่อต้านการทุจริต นำโดยนักอดอาหารต้านทุจริต อันนา ฮาซาเร เมื่อปีที่แล้ว แต่ถึงปัจจุบัน นักการเมืองยังคงไม่สนใจ หรือเต็มที่จะล้มเหลวในการตอบสนองความต้องการของประชาชนหนุ่มสาวต่อไป
สัญญาณการเปลี่ยนแปลง
นักการเมืองอินเดียเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อผ่านกฎหมายเพิ่มโทษความผิดข่มขืน ที่อาจรวมถึงการฉีดยาลดความต้องการทางเพศ หรือเรียกง่ายๆ ว่า จับตอน มีการเสนอจัดตั้งศาลเร่งรัดพิจารณาคดีข่มขืนภายใน 90 วัน เช่นเดียวกับคดีแก๊งข่มขืนหญิงสาววัย 23 ที่กำลังดำเนินอยู่ ด้านรัฐบาลก็มีแนวคิดจัดทำฐานข้อมูลประจานชื่อผู้ต้องโทษข่มขืน
นายกรัฐมนตรีมันโมฮัน ซิงห์ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสองชุดเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่มาที่ไปจนนำไปสู่โศกนาฏกรรม ส่วนอีกชุดให้ศึกษาแก้ไขกฎหมาย ส่วนรัฐบาลนิวเดลี ก็เปิดสายด่วนเบอร์ 181 ไว้คอยช่วยเหลือผู้หญิง ตำรวจนิวเดลีจัดให้มีเจ้าหน้าที่หนึ่งคนวางแผนจัดประชุมกับกลุ่มผู้หญิงทุกเดือนเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรมทางเพศร่วมกัน ตลอดจนกำหนดโควตาให้มีตำรวจหญิงจำนวนหนึ่งในสามของตำรวจทั้งหมด
สัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่พบเห็นในการถกเถียงสาธารณะอย่างหนึ่งคือทุกวันนี้ คดีข่มขืนจะเป็นข่าวใหญ่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์อินเดีย และหากนักการเมืองแสดงความเห็นไม่เข้าท่าเรื่องการแก้อาชญากรรมทางเพศ ก็จะถูกวิจารณ์อย่างหนักหน่วง เช่น ส.ส.รัฐราชสถาน เมื่อเร็วๆ นี้ กลายเป็นตัวตลกของรายการข่าวทีวีทุกช่องในทันที หลังเสนอแนะว่า ทางหนึ่งที่จะยุติการข่มขืนได้ คือการเปลี่ยนเครื่องแบบนักเรียน ให้นักเรียนหญิงนุ่งกางเกงแทนสวมกระโปรง
โมฮัมเหม็ด บัวซิซี พ่อค้าขายผลไม้แผงลอยชาวตูนิเซีย ที่จุดไฟเผาตัวเองเพราะคับแค้นใจรัฐบาล จนกลายเป็นชนวนของอาหรับสปริง หรือการลุกฮือเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในโลกอาหรับเมื่อสองปีก่อน ถูกนำมาเปรียบเทียบกับโศกนาฏกรรมของหญิงสาวเหยื่อแก๊งข่มขืนบนรถบัสซึ่งไม่เคยมีการเปิดเผยชื่อ ว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนด้านสิทธิด้านเพศสภาพในอินเดียอย่างถาวร ผ่านการตื่นตัวของสังคม และการเพิ่มความเข้มงวดของกฎหมายตลอดจนกลไกขับเคลื่อนด้านความยุติธรรม แต่ทุกฝ่ายยอมรับว่า การเปลี่ยนทัศนคติของผู้คน คือการปฏิวัติที่ยากที่สุดและต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียว
..........................................
(16 ธันวาฯ ทมิฬ สู่สวัสดิภาพของสตรีอินเดีย : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา/ข้อมูล บีบีซี เอเอฟพี เอพี )



