
ลอยแพ!แรงงานย่าโมแล้ว1,300คน
ลอยแพแรงงานโคราชแล้วกว่า 1,300 ราย 'เผดิมชัย' ชี้ประเมินผลกระทบรู้สัปดาห์หน้า เผย'กิตติรัตน์'ยืนยันไม่ออกมาตรการตั้งองทุนจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้าง
4.ค.2556 ตามที่รัฐบาลได้ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทครบ 77 จังหวัด เริ่มต้นปีมะเส็งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป ส่งผลให้โรงงานทยอยประกาศเลิกจ้างเริ่มจากที่จังหวัดสระบุรีเป็นแห่งแรก หลังจากนั้นโรงงานตามภาคต่างๆก็เตรียมที่จะประกาศเลิกจ้างเช่นเดียวกัน
น.ส.อัญชลี สินธุพันธ์ จัดหางานจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ก่อนประกาศดังกล่าวพบว่า ได้มีโรงงานอุตสาหกรรมประเภทรายการผลิตชิ้นส่วนอีเล็กทรอนิค มีการเลิกจ้างงานไปแล้วกว่า 550 คน ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่ได้มีการเลิกจ้างงานหลังที่รัฐบาลได้ประกาศปรับค่าแรง 300 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา พบว่าได้มีการเลิกจ้างงานพนักงานแล้วกว่า 800 ราย แต่มีผู้ที่ได้เริ่มงานใหม่ทันทีเพียง 59 ราย รวมตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2555 ถึง ปัจจุบัน มีแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ถูกเลิกจ่างแล้วทั้งสิ้นกว่า 1,300 ราย แต่มีผู้ที่เดินทางมาขึ้นทะเบียนกับจัดหางานจังหวัดนครราชสีมา เพียง 860 ราย
รง.ตัดเย็บบุรีรัมย์แจ้งจำต้องคัดกรองพนักงาน
ส่วนกรณีที่บริษัทนางรองแอพพาเรล จำกัด ตั้งอยู่ถนนสายโชคชัย - เดชอุดม ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และบริษัท โรงงานเสื้อผ้าชุมชน ตั้งอยู่ ต.สนวน อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ หรือตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูป ได้เลิกจ้างพนักงานแล้วจำนวน 126 คน โดยให้เหตุผลว่าเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต จากผลพวงของการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานในจ.บุรีรัมย์ ได้ลงไปพบปะพูดคุยทำความเข้าใจกับพนักงาน ที่บริษัท โรงงานเสื้อผ้าชุมชน จำกัด ตั้งอยู่ ต.สนวน อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมีพนักงานทั้งหมดอยู่ขณะนี้ จำนวน 255 คน พบว่าพนักงานยังคงมีการทำงานกันตามปกติ โดยสอบถามผู้จัดการฝ่ายผลิตของบริษัทฯ ต้องการให้ทางภาครัฐมีการช่วยพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานที่เลิกจ้าง และทางโรงงานพร้อมที่จะรับพนักงานเหล่านี้กลับเข้าทำงานตามเดิม
ทั้งนี้ ได้มีการนำประกาศของบริษัทฯ ที่ลงนามโดยนายสุชาติ จันทรานาคราช ประธานบริษัทฯ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ติดไว้ที่บอร์ดของโรงงาน มีข้อความระบุว่า เป็นโครงการคัดกรองพนักงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยอ้างว่า จากการที่รัฐบาลได้ประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท ทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป นั้น บริษัทฯ ขอแจ้งให้ทราบว่าการขึ้นค่าจ้างครั้งนี้ จะเพิ่มต้นทุนของบริษัทฯ เป็นอย่างมาก และทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศที่มีค่าแรงที่ต่ำกว่าได้ ดังนั้น บริษัทฯ จึงจำเป็นต้องดำเนินการลดต้นทุน
ระนองเล็งจัดโซนนิ่งแรงงานต่างด้าวทะลัก
ว่าที่ ร.ต.เชิดศักดิ์ จำปาเทศ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผย "ผู้สื่อข่าว" ว่าทางจังหวัดระนอง ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดโซนนิ่งแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ที่มีเป็นจำนวนมากให้อยู่ในพื้นที่หรือโซนที่กำหนดทั้งนี้เพื่อง่ายต่อการควบคุมดูแล โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนเปิดอาเซียนทั้งนี้คาดว่าหลังปี 2558 ผลจากการเปิดอาเซียน และการปรับอัตราค่าจ้าง 300 บาท จะทำให้เกิดการไหล่บ่าของแรงงานข้ามชาติเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากไม่มีมาตรการหรือแนวทางรองรับก็จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ เช่นทุกวันนี้ที่เกิดปัญหาตามมาในหลายประการทั้งปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข
ปธ.หอการค้าตอนล่างคาดธุรกิจเอสเอ็มอีปิดตัวเร็ว
นายธีรชัย ชุติมันต์ ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 รับผิดชอบครอบคลุม 4 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคกลางตอนล่าง1 คาดว่าจะมีแรงงานรวมกันจำนวนหลายแสนคน ซึ่งผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จะมีผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงมากกว่าโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เพราะธุรกิจเอสเอ็มอี ต้องใช้แรงงานเป็นต้นทุนในการผลิตสินค้า โดยเฉพาะ 4จังหวัดภาคกลางตอนล่าง1 เชื่อว่าหากผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ไม่สามารถจ่ายค่าแรงขั้นต่ำได้ตามนโยบายของรัฐบาล อาจจำเป็นต้องปิดกิจการ หรือไม่ก็ปลดคนงานออก และหันไปใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคนมากขึ้น ผลกระทบที่ตามมาก็คือจะมีแรงงานตกงานกันเป็นจำนวนมาก
"เผดิมชัย"ประเมินผลกระทบค่าจ้างสัปดาห์หน้า
ขณะที่นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน(รมว.รง.) กล่าวว่า เท่าที่ตนได้รับข้อมูลจากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) พบว่า สถานประกอบการที่ปิดตัวเนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนสะสมมานานและยอดการสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลง ซึ่งสถานประกอบการเหล่านี้ส่วนหนึ่งเลือกที่จะปิดกิจการตั้งแต่ในช่วงเดือนธ.ค.2555 เพราะจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่าหลังการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ขณะที่สถานประกอบการบางแห่งยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปมาจนถึงช่วงเดือนมกราคม 2556 แต่เมื่อประเมินแล้วสู้ไม่ไหวก็เลือกที่จะปิดกิจการในช่วงนี้
“เวลานี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงผลกระทบของการปรับขึ้นค่าจ้างเป็นวันละ 300 บาทใน 70 จังหวัด คาดว่าจะเห็นผลกระทบชัดเจนในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ อย่างไรก็ตาม สัปดาห์หน้าผมได้เชิญผู้บริหารทั้ง 5 หน่วยงานของกระทรวงแรงงานมาหารือเพื่อกำชับให้เฝ้าระวังและประเมินผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าจ้าง รวมทั้งกำหนดแนวทางช่วยเหลือแรงงานให้สอดรับกับผลกระทบที่เกิดขึ้น และให้ทุกหน่วยงานรายงานผลกระทบที่เกิดขึ้นมายังกระทรวงแรงงานเป็นระยะ ” นายเผดิมชัย กล่าว
รมว.แรงงาน กล่าวอีกว่า ส่วนมาตรการช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบนั้น วันนี้(4 ม.ค.)ได้พูดคุยกับนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งนายกิตติรัตน์ยืนยันว่ามาตรการตั้งกองทุนจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างค่าจ้างที่ปรับเพิ่มตามที่ภาคเอกชนเสนอมานั้นไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้ เพราะต้องใช้งบประมาณมาก อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือมาแล้ว 11 มาตรการ และกระทรวงการคลังเตรียมจะเสนอรัฐบาลให้ออกมาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจเพิ่มเติมโดยเน้นมาตรการภาษี เช่น การปรับลดภาษีหักเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจากร้อยละ 3 เหลือร้อยละ 2 ของเงินค่าจ้าง
“ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าสถานประกอบการอาจจะมีปรับรูปแบบการจ้างงาน โดยให้ลูกจ้างงานรับงานไปทำที่บ้าน และจ่ายค่าจ้างวันละ 300 บาท เพื่อลดการจ่ายโอทีนั้น เรื่องนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างด้วยโดยมีการตกลงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างงาน ซึ่งจะต้องมีฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และเจ้าหน้าสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานร่วมหารือ หากลูกจ้างยินยอมจึงจะสามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม จากการที่ผมได้พูดคุยกับสถานประกอบการขนาดใหญ่ต่างไม่มีความคิดจะใช้ทั้งสองวิธีการข้างต้น ทั้งนี้ สถานประกอบการขนาดใหญ่ร้อยละ 80 กังวลเรื่องค่าวัตถุดิบและยอดสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศจะลดลงมากกว่าเรื่องการปรับขึ้นค่าจ้าง ” นายเผดิมชัย กล่าว
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า มาตรการบรรเทาผลกระทบจากการเลิกจ้างของรัฐบาลที่ออกมาแล้วและที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 8 มกราคม 2556 เป็นแนวทางที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการได้ระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลยังไม่เห็นชอบมาตรการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างที่ภาคเอกชนต้องการมากที่สุด ซึ่งเมื่อยังไม่มีข้อสรุปพอที่จะเสนอ ครม.ในสัปดาห์หน้าก็จะหารือกับภาครัฐต่อเพื่อผลักดันมาตรการนี้ต่อไป โดยภาคเอกชนเสนอไปแต่การตัดสินใจอยู่ที่ภาคเอกชน และรัฐบาลขอดูผลกระทบจากการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 3 เดือน คงเป็นเพราะต้องการดูว่ามีผลกระทบมากน้อยเพียงใด แต่ไม่ต้องการให้ภาคเอกชนรอดูผลกระทบนาน เพราะหากรัฐบาลอนุมัติการจ่ายเงินส่วนต่างมาแล้วกว่าจะเริ่มดำเนินการได้ต้องใช้เวลา 1-2 เดือน
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ไม่ได้ละความพยายามที่จะผลักดันการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่าง ซึ่งหลังจากนี้จะหาทางเข้าไปหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อชี้แจงให้เห็นถึงความจำเป็นในการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่าง เพราะมาตรการนี้ช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้มาก โดยภาคเอกชนไม่ได้ขอให้รัฐบาลจ่ายเงินชดเชยตลอดไปและขอให้จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างเพียง 3 ปี และหลังจากนั้นเชื่อว่าผู้ประกอบการจะปรับตัวรับกับต้นทุนค่าจ้างเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งต้องการให้กระทรวงการคลังช่วยดูว่างบประมาณที่จะมาจ่ายเงินส่วนต่างจะช่วยลดผลกระทบอย่างไร
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองเลขาธิการ ส.อ.ท.กล่าวว่า การปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ส่งผลกระทบกับผู้ประกอบการจริง แต่ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดปิดกิจการ เพราะการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ โดยข่าวที่ผู้ประกอบการปิดน่าจะมีปัญหาทางธุรกิจสะสมอยู่แล้ว เช่น ค้างจ่ายค่าไฟฟ้า เจ้าของโรงงานต้องการย้ายไปตั้งกิจการที่ใหม่ แต่ต้องการให้เร่งออกมาตรการชดเชยส่วนต่างค่าจ้างขั้นต่ำ 3 ปี เพราะเป็นแนวทางที่เกิดประโยชน์โดยตรง และล่าสุดเอสเอ็มอีได้ปรับตัวด้วยการปรับเปลี่ยนการจ่ายค่าจ้างจากรายวันเป็นรายชิ้นงาน รวมทั้งลดสวัสดิการลงหรือลดการทำงานล่วงเวลา (โอที) และปรับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งอุตสาหกรรมเซรามิกเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากเพราะเจอปัญหาราคาแอลพีจีภาคอุตสาหกรรมสูงขึ้นและขณะนี้เจอปัญหาค่าจ้างขั้นต่ำสูงขึ้น
ด้านนายไกรเสริม โตทับเที่ยง รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัทผลิตภัณฑ์อาหารกว้างไพศาล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น โดยบริษัทจะพยายามบริหารต้นทุนให้ลดต่ำลง เพื่อพยุงราคาสินค้าไว้ให้ได้จนถึงไตรมาส 2 แต่หลังจากนั้นหากไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ บริษัทจะมีการปรับราคาสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องปรุงรสขึ้นประมาณ 5% ซึ่งถือเป็นการปรับราคาขึ้นในรอบ 4 ปี
ขณะที่สินค้ากลุ่มปลากระป๋องปุ้มปุ้ย บริษัทไม่มีแผนจะปรับราคาขึ้นในระยะอันใกล้ เนื่องจากเป็นสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการตรึงราคาไว้ครั้งล่าสุดสิ้นสุดเมื่อ 31 ธันวาคม 2555 ทั้งนี้ในไตรมาสที่ 3 หากไม่สามารถแบกต้นทุนไว้ได้บริษัทเตรียมทำเรื่องเพื่อขอปรับราคาขึ้นต่อไป
นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แปซิฟิคแปรรูปสัตว์น้ำ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทะเล ภายใต้แบรนด์ พีเอฟพี กล่าวว่า การปรับขึ้นค่าแรงได้ส่งผลต่อต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นมาก แต่บริษัทไม่มีนโยบายลดพนักงานมีทั้งหมด 3,000 คน โดยแนวทางการปรับตัว คือยอมรับกำไรที่น้อยลง และบริหารจัดการลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะการเน้นบริหารจัดการบุคลากรให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ดี การปรับขึ้นราคาสินค้า ในระยะสั้นช่วงไตรมาส 1-2 คงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากภาพรวมธุรกิจอาหารแปรรูปจากปลาทะเลแช่แข็ง ในตลาดส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงิน และการแข่งขันจากประเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย กัมพูชา และพม่า ส่งผลทำให้ยอดส่งออกของธุรกิจแปรรูปอาหารทะเลในปีที่ผ่านมาลดลง 15% ดังนั้นเชื่อว่าการส่งออกที่ลดลง จะส่งผลให้การแข่งขันตลาดในประเทศโดยเฉพาะในด้านของราคารุนแรงมากขึ้น
ขณะที่นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งปลีกไทย กล่าวว่า ผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงรอบแรกใน 7 จังหวัดเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ได้มีสินค้าหลายกลุ่มปรับราคาขึ้นมาแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภค เช่น ผงซักฟอก แชมพู ยาสีฟัน แม้ว่าไม่ได้ปรับราคาขึ้นแบบชัดเจน แต่มีการบริหารจัดการและการลดต้นทุน โดยการใช้กลยุทธ์ "ปรับสูตร ลดไซส์ ปรับแพคเกจจิ้ง" เพื่อขายในราคาที่สูงขึ้น เป็นการปรับราคาขึ้นแบบทางอ้อมโดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัว เช่น ยาสีฟันบางยี่ห้อ ได้ลดปริมาณจาก 250 กรัมมาเป็น 220 กรัม แต่ขายในราคาเท่าเดิม ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ผู้บริโภคไม่ได้สังเกตและสนใจ ทำให้มองภาพรวมแล้วไม่มีการปรับราคา
สำหรับการปรับค่าแรง 300 บาททั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา คาดว่าภายใน 6 เดือนจะเริ่มเห็นสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า รองเท้า มีการปรับราคา ขณะที่ธุรกิจได้รับผลกระทบมากสุดจะเป็นกลุ่ม ผลิตสินค้าที่ใช้แรงงาน 100% เช่น กลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป มีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 40% รวมถึงเห็นภาพการปิดกิจการของผู้ประกอบการขนาดเล็กมีทุนน้อย หรือบางรายหนีต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นมา 30% ย้ายฐานการผลิตไปประเทศ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และพม่า โดยกลไกดังกล่าว จะส่งผลทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้านถึง 200% และเกิดวิกฤติสินค้าต่างชาติบุกเข้ามาแข่งขันกับสินค้าไทย
ขณะที่น.ส.วิบูลลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่าในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) โดยมีนายบุญทรง เตริยมภิรมย์ รมว.พาณิชย์เป็นประธาน วาระการประชุมที่สำคัญคือ การเพิ่มรายการสินค้าและบริการควบคุมเพิ่มจากเดิม 42 รายการ แต่จะเพิ่มรายการใดบ้างต้องขึ้นกับการพิจารณาของที่ประชุม ซึ่งเบื้องต้นจะเน้นสินค้าที่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและมีความเสี่ยงที่อาจเกิดการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า หรือทำให้สินค้าขาดตลาด รวมถึงการพิจารณาถอดสินค้าบางรายการออกจากบัญชีสินค้าควบคุมเพื่อไม่ให้มีในรายการสินค้าควบคุมมากจนเกินไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมจะพิจารณากำหนดมาตรการสำหรับสินค้าควบคุมแต่ละรายการให้มีความเหมาะสมด้วย โดยมาตรการควบคุมขั้นสุดสุดที่ใช้ปฎิบัติอยู่ขณะนี้คือสินค้าน้ำตาลทรายที่กำหนดราคาจำหน่าย
“ตอนนี้กำลังศึกษาว่าจะต้องนำสินค้าใดมาเป็นสินค้าควบคุมเพิ่มเติมบ้างเพราะสภาพเศรษฐกิจแต่ละปีเปลี่ยนแปลงไป กกร.จะประชุมกันอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีและจะมีการทบทวนรายการสินค้าและบริการที่ต้องมาเป็นสินค้าควบคุมเพื่อให้นำกฎหมายและมาตรการที่เหมาะสมมาใช้ดูแลทั้งด้านราคาและปริมาณของสินค้าที่จำเป็นต่อการดำเนินชีพของประชาชน” นางสาววิบูลลักษณ์ กล่าว
นางสาววิบูลลักษณ์ กล่าวอีกว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีสินค้ารายการใดขอปรับขึ้นราคา แม้จะมีการปรับขึ้นค่าแรงงานทั่วประเทศเป็นวันละ 300 บาทมีผลเมื่อ 1 มกราคมที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพธุรกิจการค้าในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงทำให้ผู้ประกอบการจะเลือกการปรับราคาเป็นทางออกสุดท้ายเพราะเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เสียส่วนแบ่งตลาดหากผู้บริโภคไม่สามารถรับราคาที่เพิ่มขึ้นได้ก็จะใช้สินค้าจากคู่แข่งแทนทันที



