
สังศิตวิ่งโร่ฟ้องนายกฯถูกเกษตรกรไล่
สังศิตวิ่งโร่ฟ้องนายกฯเครือข่ายหนี้สินเกษตรกรฯตั้งม็อบไล่ อ้างมาตรวจสอบหนี้ ระบุสั่งกองทุนฯจัดมหกรรมหนี้สินที่สาขาทั่วประเทศ รายใดจัดซื้อได้ทำทันที ไม่ปล่อยให้เข้ากทม. อ้างได้งบฯมา 607 ล้าน พร้อมแฉแก๊งกินหัวคิวเกือบร้อนคนทั่วประเทศ วอนรัฐให้สำนักนายกฯ
(29พ.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ รักษาการเลขาธิการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร แถลงภายหลังเข้าพบนายกรัฐมนตรี ว่า ตนได้นำผู้บริหารและที่ปรึกษากองทุนฟื้นฟูฯเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียนให้ทราบถึงสถานการณ์ที่กลุ่มเกษตรกรเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทยอ้างว่ามาขอตรวจสอบสถานะหนี้สิน แต่เหตุผลที่แท้จริงเป็นการระดมคนเข้ามาขับไล่ตน เนื่องจากตนไปขัดผลประโยชน์ของพวกเขา
นายสังศิต กล่าวว่า อีกเหตุผลหนึ่งคือในวันที่ 13 ก.ย.จะมีการเลือกตั้งผู้แทนเกษตรกร จึงแสดงกำลังเพื่อหวังผลคะแนนเสียง และเพื่อไม่ให้เกษตรกรต้องเดินทางเข้ามายากลำบากในกรุงเทพช่วงฤดูฝนนี้ ตนจึงให้สำนักงานกองทุนฯจังหวัด ทุกจังหวัดทั่วประเทศ “จัดมหกรรมจัดการหนี้สิน” ระหว่างวันที่ 3 - 5 มิ.ย.นี้ โดยเกษตรกรที่เป็นสมาชิกทุกคนสามารถตรวจสอบสถานะหนี้ได้ที่สำนักงานสาขาจังหวัดทั่วประเทศไม่ต้องเข้ากรุงเทพ และขณะนี้ทางสำนักงบประมาณได้อนุมัติงบฯให้จัดการหนี้สินเกษตรกรแล้ว จำนวน 607 ล้านบาท ดังนั้นหนี้รายใดที่สำนักงานฯสามารถจัดซื้อได้จะดำเนินการที่สำนักงานสาขานั้นทันที
นายสังศิต กล่าวต่อว่า ตนได้ขอความกรุณาจากนายกรัฐมนตรีช่วยพูดถึงเรื่องดังกล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ในวันอาทิตย์ที่ 31 พ.ค.นี้ นอกจากนี้ยังได้ขอให้นายกฯสั่งการให้สำนักนายกรัฐมนตรีช่วยเป็นเจ้าภาพในการให้เกษตรกรที่ถูกหลอกลวง ฉ้อโกง ถูกกินเงินค่าหัวคิว ได้แจ้งมาที่สำนักนายกฯเป็นทางลับ ซึ่งนายกฯก็รับปากจะพูดให้
นายสังศิต กล่าวต่อไปว่า ตนขอให้นายกฯช่วยดูแลเรื่องงบประมาณที่ขอไปในปีงบประมาณ 53 ซึ่งนายกฯรับปากว่าจะช่วยดูให้ แต่ต้องเข้าใจตอนนี้รัฐบาลต้องลดงบประมาณลง ตนขอเพียงให้ได้งบฯเพื่อมาซื้อหนี้ตามที่ครม.ได้มีมติไว้ อย่างไรก็ตามตัวเลขที่ต้องดำเนินการต่อไปในส่วนธกส.คือ 540 ล้านบาท ส่วนทางกรมส่งเสริมสหกรณ์จำนวน 607 ล้านบาทนั้นจะโอนมาในสัปดาห์หน้า เพื่อให้กองทุนฟื้นฟูฯซื้อทรัพย์คืนในส่วนที่ผ่านมติครม.แล้วซึ่งเป็นปีงบฯ 52 นอกจากนี้ในปีงบฯ 53 ที่ต้องเอามาซื้อหนี้เอ็นพีแอลอีกจำนวน 4,500 กว่าราย คิดเป็นวงเงิน 2,000 ล้านบาทเศษ “ตอนนี้รัฐบาลกำลังดูเรื่องงบประมาณให้ ผมก็มาขอให้นายกฯช่วยดูแลด้วย เพราะความจริงเงินจะใช้ซื้อหนี้เกษตรกรนั้นจำนวนไม่มากนัก อยากฝากให้นายกฯช่วยดูแลด้วย” นายสังศิต กล่าว
นายสังศิต กล่าวไปว่า หากนายกฯสั่งการให้สำนักนายกรัฐมนตรีเปิดรับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรโดยตรง จะช่วยบรรเทาปัญหาที่เกษตรกรถูกโกงได้ สามารถสร้างความมั่นใจให้เกษตรกร ไม่ต้องตกอยู่ในความกลัวเพราะนายกฯลงมาดูแลเรื่องนี้เอง ตอนนี้มีปัญหาว่าเกษตรกรไม่ค่อยกล้าแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำ เพราะเกรงจะได้รับอันตราย การดำเนินคดีเรื่องนี้มันต้องมีคนแจ้งความ เกษตรกรอยู่ในชนบทก็กลัว เพราะมีความปลอดภัยต่ำ ถ้านายกฯรับปากดูแลเรื่องความปลอดภัยให้เขาคงมีความมั่นใจและน่าเชื่อถือมากกว่าที่กองทุนฯจะพูดเอง เพราะไม่มีอำนาจไปคุ้มครองเขาได้ กองทุนแจ้งความเองไม่ได้เพราะไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่อย่างไรก็ตามตนได้ให้ข้อมูลต่างๆกับนายกฯไปแล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การออกมาเช่นนี้เหมือนเป็นการท้าชนกับเครือข่ายเกษตรกร นายสังศิต กล่าวว่า ตนไม่ได้ท้าชน แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานาน เป็นความทุกข์ของเกษตรกรที่ไม่มีใครกล้าออกมาพูด ทุกคนรู้และมีข้อมูลไม่ใช่ไม่รู้ ถ้าตนไม่ทำเรื่องนี้เกษตรกรคงเหมือนกับหนีเสือปะจระเข้ โซ่ตรวนที่รัดขาก็จะเพิ่มอีกเส้นหนึ่ง เพราะเขากู้เงินนอกระบบมาจ่ายค่าหัวคิว ปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วประเทศกระทบต่อเกษตรกรหลายหมื่นราย สร้างความเสียหายให้เกษตรกรเดือนละหลายสิบล้านบาท ขบวนการนี้มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 80 คนทุกจังหวัดทั่วประเทศ
เมื่อถามว่า ทำไมกองทุนฯไม่สามารถดำเนินการโดยเด็ดขาดกับขบวนการนี้ และทำไมถึงได้ปล่อยให้เป็นปัญหามานาน ทั้งที่กองทุนฯก็อยู่ในฐานะผู้เสียหายที่ถูกอ้างชื่อ นายสังศิต กล่าวว่า เวลาเขาอ้างชื่อเขาทำในนามเครือข่ายเขาเอง แต่เครือข่ายนั้นไม่ใช่สมาชิกกองทุน คนที่เป็นสมาชิกคือองค์กรเกษตรกรและรวมตัวอยู่ภายใต้เครือข่ายและเครือข่ายเก็บเงิน



