ข่าว

พธม.ลั่นพร้อมรับมือวิกฤตชาติ

พธม.ลั่นพร้อมรับมือวิกฤตชาติ

04 ม.ค. 2556

แกนนำ พธม.ออกแถลงการณ์ "เตรียมพร้อมรับมือวิกฤตชาติ" เล็งส่งตัวแทนยื่น 7 ข้อเรียกร้อง 'ยิ่งลักษณ์' ปฏิเสธอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศกรณีเขตแดนพระวิหาร

                             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 56  นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพธงไชย นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำ พธม.รุ่นที่ 2 และโฆษก พธม. ร่วมกันออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1/2556 เรื่อง เตรียมพร้อมรับมือวิกฤตชาติ ภายหลังจากการประชุมแกนนำ พธม.ที่บ้านพระอาทิตย์

                             โดยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษก พธม. อ่านแถลงการณ์ ระบุว่า ตามที่ได้การประชุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 55 ที่สวนลุมพินี พี่น้องประชาชนได้มีฉันทานุมัติเห็นชอบเป็นมติในการเคลื่อนไหวมวลชนปรากฏเป็นแถลงการณ์ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 2/2555 ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการ คือ 1. มีการดำเนินการใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายอื่นใดที่มีความชัดเจนว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ 2. มีการดำเนินการใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือออกกฎหมายอื่นใด ที่มีความชัดเจนว่าจะนำไปสู่การนิรโทษกรรมให้กับนักโทษชาย "ทักษิณ ชินวัตร" และพวก และ 3. เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเข้าสู่สถานการณ์ความเหมาะสมที่ประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งใหญ่

                             "ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อใด พันธมิตรประชาชนฯ จะแจ้งให้ทราบและพร้อมจัดให้มีการชุมนุมใหญ่โดยทันที ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลจะใช้เล่ห์เพทุบายในรูปแบบ หรือพิธีกรรมใด เพื่อนำไปสู่เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง หรือหลายเงื่อนไขรวมกัน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอยืนยันว่า จะเคลื่อนไหวคัดค้านอย่างถึงที่สุด"

                             นายปานเทพ กล่าวต่ออีกว่า กรณีที่ประชาชนและสื่อมวลชนได้ให้ความสนใจต่อท่าทีของรัฐบาล ซึ่งได้พยายามเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนไทยยอมรับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และเตรียมความพ่ายแพ้ในการตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2505 นั้น พันธมิตรประชาชนฯ ก็ได้เคยออกแถลงการณ์ 4 ฉบับ ในวันที่ 20 ก.ค. 54 เพื่อแสดงว่าภาคประชาชนได้ต่อสู้มาอย่างยาวนานอย่างไร และประสบผลสำเร็จอย่างไร อีกทั้งได้หาทางออกเอาไว้แล้วในฉบับที่ 3/2554 เรื่อง "ภาคประชาชนได้ต่อสู้เรื่องอธิปไตยและดินแดนอย่างเต็มที่สุดความสามารถแล้ว" , ฉบับที่ 4/2554 เรื่อง "ทหารของจอมทัพไทยยังไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองในการรักษาอธิปไตยของชาติ" , ฉบับที่ 5/2554 เรื่อง "บทพิสูจน์ความล้มเหลวของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ในการใช้ MOU 2543 และจะเสียดินแดนต่อไปเพราะรับอำนาจศาลโลก" และฉบับที่ 6/2555 "ขอให้รัฐบาลชุดต่อไปปกป้องอธิปไตยของชาติ"

                             นายปานเทพ กล่าวต่อว่า การแถลงการณ์ในครั้งนั้น พันธมิตรประชาชนฯ ได้ประกาศแจ้งให้ทราบว่า การเริ่มต้นความเสียเปรียบในมาตรการคุ้มครองชั่วคราวนั้น จะนำไปสู่การเสียดินแดนต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน ซึ่งหลังจากนี้หากไทยถลำลึกยอมรับอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศแล้ว ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีแนวโน้มจะตีความให้เป็นคุณต่อกัมพูชาและเป็นโทษต่อประเทศไทย โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศจะใช้การอ้างอิงกฎหมายปิดปากที่ประเทศไทยไม่ปฏิเสธแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ซึ่งจัดทำโดยฝรั่งเศส ซึ่งเป็นมูลฐานในการพิพากษาให้ปราสาทพระวิหารตกอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเมื่อ พ.ศ. 2505 ซึ่งจะเป็นผลทำให้ไทยต้องเสียดินแดนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และจะเป็นผลทำให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้เป็นผลสำเร็จ และจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ไทยต้องเสียดินแดนเพิ่มเติมต่อไปอีกไม่ต่ำกว่า 1 ล้าน 8 แสนไร่ รวมถึงการสูญเสีย ซึ่งลามไปถึงทรัพยากรพลังงานทางทะเลในอ่าวไทยซึ่งมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 ล้านล้านบาท

                             "เมื่อความผิดพลาดในอดีตของหลายรัฐบาลได้ล่วงเลยมาถึงเวลานี้แล้ว จึงเป็นช่วงเวลาโอกาสสุดท้ายของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้รักษาสัจจะของตัวเองตามที่ได้เคยให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 54 ว่าในฐานะคนไทยคนหนึ่งยืนยันว่าจะต้องทำหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตย"

                             นายปานเทพ ยังได้อ่านแถลงการณ์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ดำเนินการแก้ไขความผิดพลาด ดังต่อไปนี้ 1. ให้รัฐบาล ได้ใช้โอกาสสุดท้าย ที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้กำหนดให้มีการนั่งพิจารณาคดี กรณีกัมพูชายื่นคำขอตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505 ในวันที่ 15 -19 เม.ย. 56 ณ วังสันติภาพ ที่ทำการของศาลฯ ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ นี้ ประกาศอย่างเป็นทางการว่าราชอาณาจักรไทยถือว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศไม่มีอำนาจในการตีความคดีนี้ และจะไม่รับอำนาจศาลยุติธรรม หากการตีความนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของราชอาณาจักรไทย 2. เมื่อจะไม่ยอมรับว่าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีอำนาจในการตีความแล้ว รัฐบาลไทยจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในการถอนทหารหรือตำรวจตระเวนชายแดนออกจากแผ่นดินไทย แต่ขอให้รัฐบาลเร่งผลักดันชุมชนกัมพูชาให้ออกจากแผ่นดินไทย ซึ่งปรากฏชัดเจนว่าตั้งแต่มีการก่อตั้งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมา มีประเทศคู่พิพาทให้ศาลออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว 17 คดี แต่ศาลรับให้ออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว 10 คดี ผลปรากฏว่าจนถึงบัดนี้ยังไม่เคยมีประเทศใดปฏิบัติตามเลยแม้แต่ประเทศเดียว ซึ่งรวมถึงประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ดังนั้น คำสั่งดังกล่าวไม่มีสภาพบังคับแต่ประการใด

                             3.ให้รัฐบาลไทยเร่งฟื้นฟูและพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีประเทศใดเข้ามาใช้อำนาจในการละเมิดอธิปไตยของชาติ 4. อาศัยกฎบัตรสหประชาชาติข้อ 2 วรรค 7 และให้รัฐบาลไทยยืนยันว่าสมาชิกสหประชาชาติไม่มีอำนาจในการแทรกแซงในเรื่องภายในอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย และให้รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยยืนยันตามข้อ 2 (ก) และ 2 (ง) แห่งกฎบัตรสมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่ารัฐสมาชิกอาเซียนจะต้องปฏิบัติตามหลักการในการเคารพเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน

                             5. รัฐบาลราชอาณาจักรไทยจะต้องไม่กลับเข้าไปเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกอีก 6. ให้รัฐบาลไทยหยุดการใช้นักวิชาการ 7.1 ล้านบาท ที่รับจ้างจากกระทรวงการต่างประเทศมาโฆษณาชวนเชื่อในสื่อของรัฐฝ่ายเดียว เพียงเพื่อให้คนไทยยอมจำนนกับการยกดินแดนไทยให้กับกัมพูชา และควรเปิดพื้นที่สื่อให้กว้างขวางเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลจากผู้ที่ต้องการปกป้องอธิปไตยของชาติและไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาลด้วย และ 7. ให้ช่วยเหลือ นายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งถูกทหารกัมพูชาจับในแผ่นดินไทยแต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับใส่ร้ายว่าถูกจับในแผ่นดินกัมพูชา โดยเร่งรัดดำเนินการให้ทั้ง 2 คนถูกปล่อยตัวออกจากเรือนจำกัมพูชาโดยเร็วที่สุด

                             "หากรัฐบาลเมื่อทราบทางเลือกแล้ว ยังไม่ปฏิบัติตามแล้วยังประชาสัมพันธ์เพื่อให้คนไทยยอมจำนนกับความพ่ายแพ้อย่างอยุติธรรม ในเวทีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ย่อมถือว่ารัฐบาลมีเจตนาขายชาติขายแผ่นดิน จึงต้องเป็นผู้ร่วมรับผิดชอบด้วยหากราชอาณาจักรไทยต้องสูญเสียอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนครั้งนี้" โฆษกพันธมิตร ฯ กล่าวและว่า แกนนำพันธมิตรฯ จึงมีมติให้ตัวแทนแกนนำยื่นข้อเรียกร้องดังกล่าวอย่างเป็นทางการต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ในที่ 8 ม.ค. 56 เวลา 10.00 น.

                             ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ พธม. กล่าวว่า ต้องถามว่าเรามีความปรารถนาดีจะปกป้องแผ่นดินไทยหรือไม่ ถ้ามีก็ให้พิจารณาข้อเท็จจริงจากผลการทำงานของนักการเมือง ข้าราชการบางส่วน และผู้นำกองทัพ ซึ่งนักการเมืองหมายถึงทุกพรรคไม่ใช่เฉพาะพรรคเพื่อไทย แต่รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้กระทั่งรัฐบาลชุด พล.อ.สุรยทธ์ จุลานนท์ ด้วย ซึ่งเราเคยพูดและขอร้องมานานแล้ว แต่ไม่มีใครสนใจรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ไม่สนใจ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ไม่สนใจ หากจะไม่มีใครสนใจ ถ้าอย่างนั้นก็ยกประเทศไทยให้ใครก็ตามที่รุกล้ำดินแดนเข้ามา

                             ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำ พธม. กล่าวยืนยันด้วยว่า พันธมิตรฯ จะชุมนุมใหญ่ทันที หากเกิดเงื่อนไขใด เงื่อนไขหนึ่ง หรือหลายเงื่อนไขใน 3 เงื่อนไข ประสบการณ์ของ พันธมิตรฯ เราเคยเห็นว่าการชุมนุมใหญ่ไม่ใช่เรื่องสนุก แต่ต้องใช้ความทรหดอดทน ซึ่งเราเคยชุมนุม 3 ครั้งออกไปคัดค้านรวม 384 วัน 384 คืน แต่ถ้าการแก้ปัญหาต้องทำด้วยการชุมนุมใหญ่ได้เราก็จะทำ โดยจะชุมนุมสถานที่เดิมบริเวณทำเนียบรัฐบาล