
'สุกำพล'มั่นใจถอดยศ'มาร์ค'ได้
'สุกำพล' มั่นใจถอดยศ ร.ต.ได้ เมิน 'มาร์ค' ฟ้องศาล พร้อมสู้คดี มั่นใจไทยไม่แพ้กัมพูชา 'คดีพระวิหาร' ชี้ไม่นานเกินรอไฟใต้สงบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 56 พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาณ์ถึงการดำเนินการถอดยศร้อยตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ภายหลังจากที่มีการลงนามเพิกถอนคำสั่ง การแต่งตั้งเป็นนายทหารสัญญาบัตร ว่า ทุกอย่างมีกฎกติกาอยู่แล้ว เรื่องนี้ต้องดูที่เหตุว่าคืออะไร เรามีหลักฐานชัดเจนว่า เขาไม่ได้เกณฑ์ทหาร และใช้เอกสารเท็จ จึงต้องเป็นโมฆะ เหมือนการเอาปริญญาปลอมไปสมัครงาน เมื่อถูกตรวจพบต้องเอาออก เพียงแต่เราเจอช้าไปหน่อย ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบแล้ว และมีการเสนอแนะขึ้นมาว่า ควรถอดถอนคำสั่งที่ผู้บังคับบัญชาสมัยนั้นได้เซ็นแต่งตั้งไปด้วยความผิดหลงนึกว่าถูกต้อง จึงต้องถอนออก ไม่ใช่การลงโทษ ส่วนที่นายอภิสิทธิ์ จะไปฟ้องศาลนั้น ก็ว่ากันไป ตนไม่เคยไปโวยวายว่ามากลั่นแกล้งตน คงต้องสู้คดีกันไป ซึ่งตนทำด้วยความมั่นใจ เพราะมีหลักฐานชัดเจน
เมื่อถามถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ แย้งว่า การเพิกถอนคำสั่งเมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา ขัดกับคำสั่งแรกที่สั่งปลดออกจากราชการ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า คงไม่ขัด เป็นเพียงการถอนคำสั่งบรรจุเป็นนายทหาร ว่าที่ร้อยตรี ซึ่งคำสั่งที่สองไม่ได้ขัดกับคำสั่งแรก ต้องเข้าใจกฎหมายของทหาร คำว่า 'The Old Soldier Never Die' หรือทหารแก่ไม่มีวันตาย คือ เมื่อเป็นทหารต้องทำตามกติกาของทหาร ไม่ใช่ปลดแล้วเลิกไป นั่นคือ พลเรือน วันนี้ตนเกษียณแล้ว ตนต้องมีความเป็นทหารอยู่ตลอด เรามีกฎกติกาชัดเจนที่ชี้แจงได้ เราไม่ได้กลั่นแกล้ง อย่าคิดว่า ปลดไปแล้ว เกษียณไปแล้วจะทำไม่ได้ มันต้องทำได้ ตนจึงทำ ไม่ใช่ทำไม่ได้แล้วไปดันทุรังทำ ตนมั่นใจว่า ทำได้ ส่วนการทูลเกล้าฯเพื่อถอดยศ จะต้องรอให้เสร็จสิ้นกระบวนการของศาลปกครองก่อนหรือไม่นั้น อย่าเพิ่งถาม เพราะเร็วเกินไป ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนกติกา เราเป็นข้าราชการต้องทำตามกติกา ทำนอกลู่นอกทางไม่ได้
มั่นใจไทยไม่แพ้กัมพูชา 'คดีพระวิหาร'
พล.อ.อ.สุกำพล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมจัดตั้งคณะทำงานและทีมโฆษก เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับคดีประสาทพระวิหาร ว่า เรื่องนี้ทางกระทรวงต่างประเทศเป็นโต๊ะหัวใหญ่ โดยกระทรวงกลาโหมกับกองทัพให้ความร่วมมือ เรื่องเขาพระวิหารเป็นเรื่องใหญ่ และใกล้เวลาที่ศาลโลกจะตัดสิน จึงมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากในช่วงนี้ เราจึงต้องทำด้วยความรอบคอบ ไม่ใช่กระทรวงกลาโหมพูดทีหนึ่ง หรือกระทรวงการต่างประเทศพูดทีหนึ่ง เพราะจะทำให้เกิดความไขว้เขว มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน จึงต้องจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อนำข้อมูลข่าวสารจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับคดีเขาพระวิหารมากลั่นกรองเพื่อให้มีความถูกต้อง
"เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนไทยทุกคนมองเหมือนกันว่า เราไม่อยากสูญเสียอะไรอีกแล้ว ผมก็มีความรู้สึกอย่างนั้น และยังมองในแง่ดี เชื่อมั่นด้วยเหตุผลเพราะสัมผัสเรื่องนี้มาพอสมควร โดยส่วนตัวมั่นใจว่า จะตัดสินให้ทั้งสองประเทศเหมือนเดิม คือ เสมอตัว ถือเป็นผลดีทั้งสองฝ่าย เพราะถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ก็จะมีปัญหา ไม่มีอะไร เราอย่าไปมองในทางร้าย ผมได้พูดคุยกับรมว.ต่างประเทศ ซึ่งเราสองคนสัมผัสเรื่องนี้มาพอๆ กัน แต่สิ่งที่ รมว.ต่างประเทศพูดมา เพราะท่านเป็นห่วงว่า ถ้าเกิดเป็นอย่างนั้น แล้วท่านก็ห่วงอย่างนั้น ซึ่งท่านคงไม่อยากให้เกิด อยากขอร้องสื่อว่า อย่าไปประโคมข่าวหรือดัดแปลงว่า ไทยแพ้แน่เหมือนเป็นนักมวยขึ้นชกบอกว่า แพ้แน่คงไม่อยากขึ้นชกแล้ว เราต้องให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เรื่องคงไม่เลวร้ายอย่างที่คิด อย่าเป็นกระต่ายตื่นตูม และรมว.ต่างประเทศไม่เคยบอกว่า หนักใจในการต่อสู้คดี และฝ่ายไทยไม่เคยหนักใจ เรื่องการต่อสู้คดีเลย เราพร้อมต่อสู้ เรามีแผนในการต่อสู้ที่ดี"
เมื่อถามถึงกรณีที่นายคำนูน สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เตรียมทำข้อเสนอถึงรัฐบาล เพื่อให้ปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งศาลโลก เพราะไทยไม่ได้ต่ออายุปฏิญญารับรองอาณาเขตของศาลโลกตั้งแต่ปี 2505 และไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาคดีเดิมเมื่อปี 2505 ครบถ้วนแล้ว พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ถือเป็นการแสดงออกในเรื่องการรักชาติอย่างหนึ่ง ก็ให้ทำข้อเสนอมา ถือเป็นเรื่องดี เพราะกระทรวงการต่างประเทศกำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ จะได้นำข้อมูลเรื่องนี้มาดูว่า เรามีหรือยัง ส่วนที่นายคำนูน ตั้งข้อสังเกตว่า ท่าทีของรัฐบาลและกองทัพเหมือนให้ประชาชนยอมรับความพ่ายแพ้นั้น รู้สึกไม่พอใจ พูดอย่างนี้ถือเป็นการดูถูกกองทัพมากเกินไป อย่ามาดูถูกกองทัพ และพูดเหมือนว่า เราไปซูเอี๋ยหรือไปยอมแพ้เขาเพื่อผลประโยชน์ ควรมาคุยกับตนน่าจะดีกว่า
เผยไม่นานเกินรอไฟใต้สงบ
พล.อ.อ.สุกำพล ให้สัมภาษณ์ถึงครบรอบ 9 ปีสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า รัฐบาลมีหลายแนวทางเพื่อให้ภาคใต้ดีขึ้น ซึ่งพูดกันเยอะว่า ผ่านมา 9 ปีแล้ว จะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ได้หรือไม่ ตนยืนยันว่า ได้เห็นแน่ และมั่นใจว่า อีกไม่นานเกินรอ ภาคใต้จะดีขึ้นมาก โดยเฉพาะในปี 56 ซึ่งจะเห็นว่า ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เราทำหน้าที่ได้ดีมาก สถานการณ์ความไม่สงบแทบจะไม่มี และสามารถจับอาวุธปืนได้มาก เราพยายามเร่งทำอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันเราให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาด้วย สำหรับการทำหน้าที่ของข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือนก็ทำงานเข้าขากันอย่างดีมาก พูดเข้าใจกัน เพียงแต่ยังมีในบางพื้นที่ที่สถานการณ์ยังมีความรุนแรง ต้องบอกว่า วันนี้เราเดินมาถูกทาง



