
โรคร้ายรุม-ตกงานซ้ำชีวิตช้ำ'ฉันทนา'
โรคร้ายรุม-ตกงานซ้ำชีวิตช้ำ'ฉันทนา' : โต๊ะรายงานพิเศษ
น่าเห็นใจจริงๆ สำหรับพนักงาน "วีณาการ์เมนต์" ผู้ผลิตชุดชั้นใน ประมาณ 200 คน เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี เนื่องจากถูกนายจ้าง "ลอยแพ" โดยปิดกิจการไม่แจ้งล่วงหน้า
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา บริษัทเคยเรียกตัวแทนพนักงานเข้าประชุม เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ตามนโยบายของรัฐบาล โดยแจ้งว่าบริษัทไม่สามารถจ่ายได้ เพราะ ต้นทุนทุกอย่างสูงขึ้น วันนั้นสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ จึงเลื่อนการเจรจา
กระทั่งวันที่ 2 มกราคม 2556 หลังจากฉลองเทศกาลปีใหม่อย่างชื่นวัน พวกเขากลับเข้าทำงานอีกครั้ง จึงรู้ว่าบริษัทปิดกิจการไปตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2555
ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 มกราคม ถาวร พรหมมีชัย ผู้ว่าฯ สระบุรี ได้ประชุมด่วนกับหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรี, แรงงานจังหวัด, ประกันสังคม
ถาวร ยืนยันว่า ให้พนักงานทุกคนมายื่นคำร้องที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสระบุรี เพื่อลงทะเบียนไว้ในการจะช่วยเหลือเนื่องจากบริษัทปิดกิจการ เพื่อรับเงินชดเชย นายจ้างจะต้องจ่ายเงินชดเชยตามกฎหมายกำหนด หากนายจ้างไม่จ่ายก็จะใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนเรื่องสวัสดิการ ดูแล คนป่วย เจ็บป่วย ยังให้ความช่วยเหลือช่วงที่ว่างงานในระหว่าง 6 เดือน และจะฝึกอาชีพให้แก่ผู้สนใจ
นี่เป็นเพียง "ละครชีวิต" ฉากหนึ่งเท่านั้น
เรื่องนี้ผู้สื่อข่าว "คม ชัด ลึก" เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 47 หมู่ 10 ต.ศาลาครุ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เขตติดต่อกับ ต.หนองหมู อ.วิหารแดง จ.สระบุรี ห่างจากโรงงานวีณาการ์เมนต์ ประมาณ 13 กิโลเมตร พบบ้านไม้เก่า 2 ชั้น ชั้นล่างเจอ นางพะยอม บุญมี วัย 53 ปี นอนป่วยบนเตียงไม้เก่าๆ โดยมี นางเมี้ยน บุญมี อายุ 65 ปี ผู้เป็นมารดา เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด กำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดตัวให้ลูกสาว
นางพะยอม กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า เป็นพนักงานบริษัทวีณาฯ ตั้งแต่ปี 2541 ได้ค่าแรงขั้นต่ำวันละ 100 บาทเศษ กระทั่งขยับถึง 269 บาท เมื่อ 4 เดือนที่แล้วตรวจพบว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม จึงลาหยุดพักรักษาตัวอยู่บ้าน เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2555 ส่วนสามีทำงานเป็นยามที่บริษัทแห่งหนึ่ง ลูกสาวคนโตกำลังเรียนวิทยาลัยชั้นปีที่ 2 จะกลับมาบ้านสัปดาห์ละครั้ง ลูกชายอีกคนกำลังเรียน ม.4
"ชีวิตลำบากมาก ต้องใช้จ่ายมาก เมื่อป่วยเป็นมะเร็งยังเคราะห์ร้ายอีก เมื่อใช้แขนเท้าพื้นพยุงตัวจนทำให้แขนซ้ายกระดูกแตก หมอต้องเข้าเผือกที่แขนไว้ และต้องช่วยกันพยุงลุกขึ้นนั่งรถเข็นคนป่วย เพื่อบริหารร่างกาย ไม่ให้นอนอยู่กับที่ ตอนนี้ใช้ระบบประกันสังคมในการรักษา พอรู้ว่าบริษัทปิดกิจการ ฉันเสียใจมาก จากนี้ไปคนงานหลายคนคงต้องลำบาก ค่าใช้จ่ายใช้สอยก็มาก ยังไม่รู้อนาคตของตัวเองและเพื่อนร่วมงานจะทำมาหากินอะไร ตอนนี้รู้แค่ว่า วันที่ 5 มกราคมนี้ บริษัทจะจ่ายเงินชดเชย ต้องไปรับด้วยตัวเอง วันนั้นอาจจะต้องนั่งรถเข็นผู้ป่วยเพื่อไปรับเงินงวดสุดท้าย" นางพะยอมเล่า
เช่นเดียวกับ นายสุวิทย์ ไข่มุก หนุ่ม จ.บุรีรัมย์ เล่าว่า ทำงานในบริษัท แอพพาเรล จำกัด และถูกเลิกจ้าง เดิมได้เงินเดือนรวมทั้งค่าโอทีเฉลี่ยเดือนละ 7,000-8,000 บาท แต่ละเดือนต้องจ่ายค่าเช่าห้อง ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายส่วนตัวประมาณเดือนละ 3,000-4,000 บาท ส่งให้พ่อแม่อีกเดือนละ 2,000 บาท ที่เหลือกว่า 1,000 บาท เก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน พอรัฐบาลประกาศนโยบายค่าแรง 300 บาท ก็ดีใจ เพราะจะมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น แต่พอประมาณต้นเดือนธันวาคม 2555 บริษัทได้ประกาศแจ้งให้พนักงานทราบว่า จะมีการปรับลดจำนวนพนักงานเพื่อลดต้นทุนการผลิตของบริษัท เพราะต้องแบกรับภาระค่าแรงที่เพิ่มขึ้น
กระทั่งวันที่ 21 ธันวาคม 2555 บริษัทได้ประกาศรายชื่อพนักงานที่จะถูกคัดออก แต่ไม่คิดว่าจะมีรายชื่อของตัวเองติดอยู่ในนั้นด้วย แต่ไม่ได้ทักท้วงอะไร เพราะเข้าใจว่าบริษัทจำเป็นต้องลดต้นทุนจากผลพวงปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ประกอบกับประสบการณ์ทำงานอาจจะน้อยกว่าคนอื่น เพราะทำมาประมาณ 2 ปี
"หลังจากบริษัทเลิกจ้างได้จ่ายเงินชดเชย 2.4 หมื่นบาท ตามอายุงาน ผมได้ไปยื่นขอเงินประกันการว่างงานที่ประกันสังคมไว้แล้ว เงินที่ได้จากบริษัทและเงินประกันการว่างงานต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด เพราะยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้งานใหม่ทำ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือหางานให้ทำ หากเป็นไปได้ก็อยากทำงานในพื้นที่ เพราะมีค่าครองชีพต่ำกว่าไปทำงานต่างจังหวัด" นายสุวิทย์กล่าว
ด้าน นางมัณฑนา สระทองอ๊อด พนักงานฝ่ายผลิต และเป็นแกนนำพนักงานบริษัท มาสเตอร์พีซ การ์เม้นท์ แอนด์ เท็กซ์ไทล์ จำกัด สะท้อนปัญหาว่า ถึงเวลานี้ต้องการความชัดเจนจากผู้บริหารว่าจะปิดโรงงาน หรือรอให้มีกระแสไฟฟ้าก่อนแล้วค่อยลงมือทำงาน หรือจะปล่อยคนงานกว่า 80 ชีวิตที่เหลืออยู่นี้อย่างไร หรือจะปล่อยลอยแพคนงานเหล่านี้เป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่พนักงานและเป็นการรับการขึ้นค่าแรง 300 บาท ทั่วประเทศ ทั้งที่คนงานยอมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเดือนที่ไม่ตรงต่อเวลาบ้าง และมีคนงานที่พอจะทราบว่าบริษัทขาดสภาพคล่องทยอยลาออกไปจาก 500 คน ปัจจุบันเหลือแค่ 89 คน ทั้งนี้ จะรอดูจนถึงวันที่ 5 มกราคม เนื่องจากเป็นวันครบกำหนดจ่ายค่าแรง คือทุกวันที่ 5 และวันที่ 20 ของเดือน
ถึงจุดนี้มองทางไหน "แรงงาน" ก็เสียประโยชน์...



