ข่าว

ถึง'รถคันแรก'ด้วยความห่วงใย

ถึง'รถคันแรก'ด้วยความห่วงใย

04 ม.ค. 2556

ถึง'รถคันแรก'ด้วยความห่วงใย : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]

               ผมไม่ขัดข้องกับนโยบายส่งเสริมสนับสนุนให้คนมีรถขับ เพราะเรายอมรับและเห็นกับตาเองว่า "พาหนะในการเดินทางขนส่ง" เป็นสิ่งจำเป็น ผมเห็นคนเรียกแท็กซี่ ขอร้องให้ไปส่งด้วยความเกรงอกเกรงใจ โบกเป็นสิบคันไม่ยอมไปส่งผู้โดยสาร ไม่รู้ว่าใกล้ไกลหรืออย่างไร เฉพาะอย่างยิ่งตามหน้าห้างสรรพสินค้า เช่น พารากอน  เซ็นทรัลชิดลม ช่วงค่ำๆ หรือเคยเห็นฝรั่งรีบกดกริ่งขอลงเพราะไม่อาจทนกับความหวาดเสียวในฝีมือการขับขี่ยวดยานของโชเฟอร์ตีนผีรถประจำทาง จึงเกิดความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจว่า ทำไมคนไทยถึงได้ "ติดรถ" ไปไหนมาไหนสองสามกิโลก็ยังใช้รถไม่ยอมเดินกัน กระทั่งทำให้ "รถติด" ยาวเหยียดอย่างที่เห็น

               แต่ด้วยมีข่าว "กรมสรรพสามิต" ทำนองออกมา "ปราม" บรรดา ผู้ใช้สิทธิ์รถคันแรกซึ่งมากถึงล้านกว่าคัน และต้องจ่ายเงินรายละแสนเมื่อถือครองรถครบปีมากกว่าเก้าหมื่นล้านบาทด้วยข้อกำหนดว่า ห้ามซื้อขายเปลี่ยนมือก่อนครบห้าปี และจะต้องคืนเงินแสนกลับมาหากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข

               เมื่อได้ยินได้ฟังเช่นว่า ทำให้รู้สึก "ห่วงใย" ต่อโครงการ "ประชานิยม" ของรัฐโครงการนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะมี "แนวโน้มค่อนข้างสูง" ว่าในอนาคตข้างหน้าจะเป็นปัญหาและภาระหนี้สาธารณะมากมายมหาศาลให้ต้องหาทางแก้ปัญหากัน เพราะประสบการณ์บ่งบอกชัดเจนว่า หลายคนเกรงจะไม่ทันขบวนรถไฟสายด่วน เห็นเพื่อนได้สิทธิ์ก็อยากได้สิทธิ์บ้าง ตัวเองมีแล้วก็อยากมีอีก ยอมขายคันเก่าเพื่อให้ได้รถ "ป้ายแดงขับ" ก็มี แต่ตรงนี้ ยังไม่น่าเกลียดเท่ากับมีผู้หวังดีส่งข่าวให้ทราบว่า "ผู้ประกอบการบางราย" เอาชื่อพนักงานบริษัทตัวเอง สวมสิทธิ์ถอยรถกระบะป้ายแดงออกมาเป็นสิบๆ คัน ตรงนี้สิ "น่าห่วง"

               ที่ว่า "น่าห่วง" ก็เพราะชื่ออยู่กับพนักงานบริษัท ซึ่งเงินเดือนไม่น่าจะมากพอมาผ่อนรถร่วมกับภาระในแต่ละเดือนได้ ถึงไฟแนนซ์ยุคนี้จะลดหย่อนขยายเวลาผ่อนส่งกันได้ยาวนานและด้วยยอดเงินผ่อนส่งสี่ห้าพันต่อเดือน เพราะในที่สุดหากลูกจ้างพนักงานออกจากงานหรือทิ้งหนี้ ตัวอย่าง "การสมยอมสมคบคิดกันในลักษณะนี้" มีอยู่กี่รายไม่ทราบได้ ยังไม่นับบรรดาผ่อนครบปี หากผ่อนเดือนละห้าพัน หนึ่งปีผ่อนไป "หกหมื่น" แต่ได้เงินรัฐมาใช้ก่อน "หนึ่งแสน" อย่างนี้จะทำอย่างไร หากบางคนเห็นกำไรแล้วหนีหนี้ไปไม่ผ่อนที่เหลือ เพราะเท่าที่ทราบจากเพื่อนฝูงซึ่งดูแลคดีฟ้องร้องทางแพ่งก็พบว่า ส่วนใหญ่ผู้เข้าระบบในโครงการเหล่านี้มิใช่การกล่าวหา แต่เช็กยอดกันดูเป็นคนซึ่งมี "ฐานเงินเดือนล่างๆ" เป็นส่วนใหญ่

               เหมือนดังคนจำนวนมากกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกับ "ประชานิยมโครงการอื่นๆ" อย่าง "กองทุนหมู่บ้าน" หรือทุนการศึกษา "หนึ่งทุนหนึ่งตำบล" และ "เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)" เป็นต้น ซึ่งในที่สุดเรียกรับเงินไม่เข้าเป้าและฟ้องร้องเรียกคืนต้องใช้เวลายาวนานแรมปี รัฐบาลไมอาจทนแรงกดดันบีบคั้นของมวลชน ต้องมาหาทาง "ช่วยแก้หนี้เน่า ทั้งยกหนี้ให้ หรือออกมาตรการผ่อนปรนต่างๆ เพิ่มเติม" ซึ่งผลกระทบจะ "บานปลาย หนักหนาสากรรจ์"  ยิ่งกว่าปัญหา "ความง่อนแง่นทางการคลังสาธารณะของสหรัฐ (fiscal cliff)" อย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้