
'ไกด์'พม่าโกยรายได้ไทยแห่เที่ยว!
'ไกด์' พม่าโกยรายได้ ทัวร์ไทยแห่เที่ยวคิวแน่นทั้งเดือน
หลังจากเมียนมาร์ หรือที่คนไทยคุ้นเคยที่จะเรียกพม่าเปิดประเทศในช่วง 2 ปีมานี้ นอกจากด้านการค้าและการลงทุนที่ดูเหมือนจะหอมหวานสำหรับประเทศต่างๆ รวมทั้งไทยด้วยแล้ว ด้านการท่องเที่ยวก็ดูเหมือนจะเป็นพระเอกที่สร้างรายได้เข้าประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำ และทำให้ผู้เกี่ยวข้องในธุรกิจดังกล่าวได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร โรงแรม และอาชีพมัคคุเทศก์ หรือไกด์
"แก้ว" สาวไทยใหญ่ที่บอกว่าตัวเองเป็นคนเมียนมาร์ ไม่ใช่พม่า เพราะพม่าเป็นเพียงชื่อ 1 ใน 7 เผ่าเท่านั้น โดยเธอยึดอาชีพไกด์ท่องเที่ยวมาเป็นเวลา 8 ปี เล่าให้ฟังว่า ในช่วงเริ่มแรกที่มาทำอาชีพไกด์ก็ตั้งใจจะรับลูกทัวร์คนไทย เพราะเป็นชาติที่น่าจะเข้าไปเที่ยวในพม่ามากที่สุด แม้ก่อนหน้านี้จะยังไม่ได้เปิดประเทศก็ตาม จึงลงทุนเรียนภาษาไทยนานถึง 2 ปีกว่าจะพูดสื่อสารกันได้
“ในช่วงแรกจนถึงก่อนที่เมียนมาร์จะเปิดประเทศมีลูกทัวร์ชาวไทยเข้ามาเกือบทุกสัปดาห์อยู่แล้ว แต่ขณะนี้ต้องถือว่าเข้ามาจำนวนมาก จนคิวแน่นเต็มไปทั้งเดือน จากในอดีตที่เข้ามาท่องเที่ยววันเสาร์และอาทิตย์เป็นส่วนใหญ่ ก็มาเที่ยวในวันธรรมดาด้วย เรียกว่าโรงแรมแทบจะไม่พอ จากที่เลือกแค่ระดับ 4-5 ดาวที่มีเพียง 6 แห่งในเมืองย่างกุ้งก็ต้องยอมพักแค่ 2-3 ดาว ยิ่งเข้าใกล้เทศกาลปีใหม่ยิ่งมีกรุ๊ปทัวร์มาไหว้พระหยกขาว พระนอนตาหวาน สักการะเจดีย์ชเวดากอง ขอพรเทพทันใจกันมากขึ้น” ไกด์สาวเล่า
แก้วยอมรับว่า ประเทศเมียนมาร์ยังมีความเจริญน้อยกว่าประเทศไทย หรือพูดได้ว่าเทียบเท่ากับประเทศไทยเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ทำให้ประชากรส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ไม่ดีนัก และมีรายได้ค่อนข้างต่ำหากเทียบกับราคาสินค้าต่างๆ ที่ค่อนข้างแพงกว่าเมืองไทยมาก โดยรายได้ของผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีจะอยู่ที่เดือนละ 1.2 แสนจ๊าด หากเทียบเป็นเงินไทยก็แค่ 5 พันบาทเท่านั้น ส่วนอาชีพกรรมกรรับจ้างใช้แรงงานจะอยู่ที่วันละ 4,000 จ๊าดหรือ 160 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ได้วันละ 120 บาท เพราะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นมากจึงมีความต้องการแรงงานมาก และส่วนหนึ่งก็เดินทางกลับภูมิลำเนา
อีกทั้งแรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานในเมืองไทยก็มีจำนวนไม่น้อย และส่วนใหญ่ก็ยังสมัครใจทำงานในไทยต่อ เพราะได้ค่าแรงมากว่า ยิ่งหลังจากมีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทก็ห่างกันเกือบครึ่ง จึงน่าจะยังมีชาวพม่าในเมืองไทยอีกประมาณ 3 ล้านคนทีเดียว
สำหรับอาชีพไกด์นั้น แก้วมองว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีมาก ได้ค่าเหนื่อยวันละ 50 ดอลลาร์สหรัฐหรือ 1,500 บาท ตกเดือนหนึ่งอย่างน้อย 2-4 หมื่นบาท ทำให้ปัจจุบันนี้มีคนพม่าหันมายึดอาชีพไกด์มากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดตามใบอนุญาตประกอบอาชีพมีประมาณ 600 กว่าคน เพราะต้องสอบเพื่อให้ได้รับใบอนุญาต ซึ่งรัฐบาลจะเปิดสอบปีละ 2 ครั้ง โดยในจำนวนนี้มีไกด์ที่พูดภาษาไทยได้ 100 กว่าคน ซึ่งไกด์ทุกคนต้องต่อใบอนุญาตทุก 2 ปีจ่ายค่าธรรมเนียมครั้งละ 6,000 บาท
อย่างไรก็ตาม แม้อาชีพไกด์รายได้จะดีแต่ก็เหนื่อยและยังต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก อย่างเช่นการติดต่อระหว่างกันก็จะเป็นต้องใช้มือถือในการประสานงาน ซึ่งตนต้องยอมจ่ายเงินซื้อในช่วงแรกที่เข้ามาทำงานจ่ายค่าซิม หรือเบอร์มือถือไปประมาณ 100,000 บาท แต่ไกด์รุ่นหลังดีหน่อย เพราะตอนนี้ราคาลดลงมาเหลือแค่หมื่นเดียวแล้ว เทียบกับเมืองไทยที่แทบจะให้ฟรีด้วยซ้ำ ทำให้คนพม่าที่มีเงินมีรายได้ดีหรือคนรุ่นใหม่ๆ นิยมซื้อมือถือมาพกอวดฐานะกัน
สอดคล้องกับข้อมูลของสถานทูตไทยในพม่าที่ระบุว่าจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและเมืองอย่างรวดเร็ว เติบโต 6% ต่อปีทำให้พม่าเป็นประเทศที่มีค่าครองชีพสูงติดอันดับ 37 ของโลก ราคาที่ดินในกรุงย่างกุ้งสูงมาก บางแห่งสูงกว่าถนนสีลม ของกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ
“มือถือเป็นอะไรที่ยังไม่ได้นิยมแพร่หลาย เพราะบริการอาจจะยังไม่ดีมากนัก ทำให้ยังไม่มีเอกชนเข้ามาลงทุนเท่าไหร่ ราคาจึงยังแพงอยู่และมีเงินอย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้ต้องจองต้องเข้าคิวซื้อ ส่วนรถยนต์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม้เดี๋ยวนี้จะมีเข้ามาวิ่งมากขึ้นตนทำให้ถนนบางเส้นในพม่าเริ่มมีปัญหารถติดแล้ว แต่ราคารถก็ยังแพงกว่าเมืองไทยถึง 3 เท่า” แก้ว กล่าวและว่า แม้ตนจะไม่มีรถยนต์ส่วนตัว แต่ก็มีเงินเก็บและสามารถมาท่องเที่ยวใช้เงินในเมืองไทยได้แบบไม่เดือดร้อน ไม่ต้องเข้าเมืองไทยแบบหลบๆ ซ่อนๆ หรือมาขายแรงงานอย่างเพื่อนร่วมประเทศที่ยังเข้ามากันต่อเนื่อง
แก้วเล่าอีกว่า นอกจากคนไทยจะมาเที่ยวกันมากแล้ว คนจีนก็มีจำนวนมากเช่นเดียวกัน รวมถึงชาวเกาหลี ญี่ปุ่น และชาติตะวันตกที่กล้าเข้ามาเที่ายวมากขึ้นหลังจากพม่าเปิดประเทศและรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ทำให้อาชีพไกด์กำลังบูมมากจะเห็นว่ามีเด็กใหม่เข้ามาเรื่อยๆ และปีหน้าที่พม่าจะเป็นเจ้าภาพจัดกรแข่งขันกีฬาซีเกมส์ เชื่อว่าการท่องเที่ยวและอาชีพไกด์ในพม่าคงจะเนื้อหอมอย่างที่สุด



