
เซ่น!ค่าแรง300ลอยแพ200ลูกจ้าง
ลูกจ้างเศร้า ทุกขลาภค่าแรง 300 เจ้านายแบกไม่ไหว ปิด รง.หนี ฉันทนาสระบุรีกว่า 200 ชีวิต โร่ร้อง ผวจ.ถูกลอยแพรับปีใหม่ ก.แรงงาน สั่งจับตา 4,000 รง. เสี่ยงเลิกจ้าง
3 ม.ค. 56 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า จากเหตุการณ์พนักงานบริษัท วีณาการ์เมนต์ จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นใน ย่าน อ.วิหารแดง จ.สระบุรี ประมาณ 200 คน นำโดย นายบุญสม ทาวิจิตร ประธานกลุ่มผู้ใช้แรงงานสระบุรี เดินทางมาชุมนุมที่หน้าศาลากลางจังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 2 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนและขอความเป็นธรรมต่อนายถาวร พรหมมีชัย ผู้ว่าฯ สระบุรี กรณีถูกนายจ้างลอยแพ หลังบริษัท ปิดกิจการโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
โดยนายบุญสม กล่าวว่า ผู้ชุมนุมทั้งหมดเป็นพนักงานของ บริษัท วีณาการ์เมนต์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชุดชั้นในมานานกว่า 10 ปี ทุกคนกำลังได้รับความเดือดร้อนเพราะบริษัทแอบปิดโรงงานไปเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2555 โดยไม่แจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้า
"เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา บริษัทเคยเรียกตัวแทนพนักงานเข้าประชุมเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ที่พนักงานควรจะได้รับตามนโยบายของรัฐบาล โดยแจ้งว่า บริษัทไม่สามารถจ่ายได้ เนื่องจากต้นทุนและวัตถุดิบในการผลิตสูง การประชุมในวันนั้นตัวแทนพนักงานและตัวแทนของบริษัทยังหาข้อตกลงกันไม่ได้ จึงต้องเลื่อนการนัดเจรจากับตัวแทนพนักงานออกไปก่อน"
นายบุญสม กล่าวต่อว่า หลังจากวันที่ 25 ธันวาคม ทางบริษัทไม่ได้ติดต่อกับตัวแทนพนักงานเพื่อเจรจาอีกเลย จนกระทั่งวันนี้เป็นวันเปิดโรงงานหลังจากปิดช่วงเทศกาลปีใหม่ พนักงานกลับมาพบว่าบริษัทได้ประกาศปิดโรงงานไปแล้วเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยที่ทางบริษัทเองก็ไม่ได้แจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้า ทำให้กลุ่มพนักงานทั้งหมดได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะแต่ละคนต้องอาศัยเงินเดือนในการเลี้ยงครอบครัว
ทั้งนี้นายชโลธร ผาโคตร รองผู้ว่าฯ สระบุรี ได้ออกมารับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม พร้อมกับแจ้งว่า จะนำเรื่องนี้เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาให้ ผู้ชุมนุมทั้งหมดจึงได้แยกย้ายกันกลับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับค่าแรงขั้นต่ำตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้างในส่วนของ จ.สระบุรี เดิมอยู่ที่ 269 บาท ก่อนที่จะต้องปรับขึ้นเป็น 300 บาท ตามนโยบายของรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ซึ่งเป็นอัตราที่บริษัท วีณาการ์เมนต์ จำกัด เคยแจ้งต่อพนักงานว่าไม่สามารถจ่ายให้ได้จึงเป็นสาเหตุให้ต้องปิดโรงงานไป
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อเพื่อขอคำชี้แจงจากบริษัทอีกครั้ง แต่ได้รับแจ้งว่านายสมาน พงษ์พันธ์เดชา เจ้าของ บริษัท วีณาการ์เมนต์ อยู่ระหว่างเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และจะประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงานในภายหลัง
ด้านสถานการณ์การจ้างงาน หลังจากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่าเริ่มมีสัญญาณบางอย่างบ่งบอกว่าอาจมีกิจการบางประเภทได้รับผลกระทบจากภาระค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้นจนภาครัฐต้องสั่งให้เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด
นายปกรณ์ อมรชีวิน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ขณะนี้มี 2 จังหวัด ที่ส่งสัญญาณว่าจะมีการเลิกจ้าง คือ ขอนแก่น และพะเยา ในกิจการสิ่งทอ และเซรามิก อย่างไรก็ตาม ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ของกสร.เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมไปถึง 29 จังหวัดที่ต้องขยับค่าจ้างสูงขึ้น เช่น ตาก สุรินทร์ น่าน ศรีสะเกษ เป็นต้น ให้ออกตรวจสถานประกอบการ 4,000 แห่ง อย่างเข้มงวด และให้รายงานผลทุกวันที่ 5 ของเดือนถัดไป แต่หากพบสัญญาณที่รุนแรงสามารถแจ้งมาที่ตนได้ตลอดเวลา
"หากนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างหรือนำสวัสดิการมารวมเป็นค่าจ้าง ก็จะมีความผิดตามมาตรา 144 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นการออกคำเตือน แต่หากไม่ปฏิบัติตามก็จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนนายจ้างที่แจ้งการจ่ายค่าจ้างเท็จ หากตรวจพบจะต้องจ่ายเงินค่าจ้างส่วนต่างย้อนหลังให้แก่แรงงานแม้ว่าลูกจ้างจะยินยอมก็ตาม ซึ่งเรื่องนี้มีอายุความ 2 ปีนับจากวันที่เกิดสิทธิ์"
อย่างไรก็ตาม อธิบดี กสร. ยอมรับว่า การตรวจสอบสาเหตุการเลิกจ้างที่แท้จริงนั้นทำได้ยาก แต่หากตรวจพบนายจ้างจะต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด หากเป็นลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี จะต้องได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 30 วัน ลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี จะต้องได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 90 วัน ลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี จะต้องได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 180 วัน ลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี จะต้องได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 240 วัน และลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 10 ปี ขึ้นไปจะต้องได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่า 300 วันของค่าจ้างอัตราสุดท้ายที่ได้รับ
อธิบดีกสร. กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อมูลการเลิกจ้างล่าสุด ซึ่ง กสร.ได้สรุปข้อมูล ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2555 มีสถานประกอบการเลิกจ้างเนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นเงิน 300 บาท และกรณีอื่นๆ เช่น ประสบภาวะขาดทุนต้องปิดกิจการ รวมทั้งสิ้น 57 แห่ง เลิกจ้างลูกจ้าง 7,063 คน โดยแยกเป็นผลกระทบเนื่องจาก 1. วิกฤติเศรษฐกิจยุโรปมีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 12 แห่ง เลิกจ้าง 2,524 คน
2. การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี และภูเก็ต ซึ่งเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 สถานประกอบการได้รับผลกระทบ 5 แห่ง เป็นกิจการสิ่งทอ ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป ผลิตผลิตภัณฑ์ไม้จากไม้ยางพารา เลิกจ้าง 1,762 คน และ 3.กรณีอื่นๆ เช่น ขาดทุนสะสมแล้วปิดกิจการ มีสถานประกอบการ 40 แห่ง เลิกจ้าง 2,777 คน
ด้านนายชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ในช่วงเดือนธันวาคมของปีที่ผ่านมายังไม่พบสัญญาณการเลิกจ้างอย่างรุนแรงตามที่คาดการณ์ไว้ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะทราบสถานการณ์ที่แน่ชัด ซึ่งขณะนี้ คสรท.ได้เปิดรับเรื่องราวร้องทุกข์จากการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ผ่านศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ อยู่ที่พิพิธภัณฑ์แรงงานไทย และตามจังหวัดต่างๆ ผู้ใช้แรงงานสามารถโทรมายังหมายเลข 0-2251-3170
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงปลายปี 2555 กระทรวงแรงงานได้สำรวจผลกระทบและข้อเสนอแนะมาตรการช่วยเหลือของภาคธุรกิจในจังหวัดต่างๆ โดยสรุปว่า มีธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบจำนวน 2,193 แห่งทั่วประเทศ ยกเว้นกรุงเทพฯ มีแรงงานได้รับผลกระทบ 49,316 คน ซึ่งธุรกิจ 5 อันดับแรกที่ได้รับผลกระทบได้แก่ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ยานยนต์และชิ้นส่วน การผลิตทั่วไป ก่อสร้าง และอาหาร ซึ่งภาคธุรกิจมีข้อเสนอแนะให้ภาครัฐช่วยเหลือโดยเน้นมาตรการด้านการเงิน ภาษี การตลาด และการพัฒนาฝีมือแรงงาน
ด้าน นายบรรพต ก่อเกียรติเจริญ ประธานหอการค้าจังหวัดตาก เชื่อว่า ในอนาคตนักลงทุนจะย้ายเข้าไปในลงทุนพม่ามากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า เพราะใช้แรงงานที่มีค่าแรงถูกกว่า ขณะที่แรงงานชาวพม่าก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตในพม่าได้
ขณะที่ นายชัยวัฒน์ วิฑิตธรรมวงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตาก กล่าวว่า เมื่อมีกฎหมายบังคับเรื่องค่าแรง 300 บาท ผู้ประกอบการก็พร้อมปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะเป็นกฎหมายที่บังคับใช้แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการแต่ละแห่งจะมีข้อตกลงกับลูกจ้างของตนเองอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างด้าว หรือแรงงานคนไทย เพราะเกิดจากความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย
นายโมโจว ผู้นำองค์กรแรงงานพม่าในจังหวัดตาก กล่าวว่า ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศขึ้นค่าแรงงาน 300 บาททั่วประเทศนั้น แรงงานพม่ายังคงมีรายได้เท่าเดิม ไม่มีการขึ้นค่าจ้าง หลังจากที่ได้เคยร้องขอให้รัฐบาลไทยดูแลแรงงานพม่าในภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการสังคม เช่นเดียวกับแรงงานไทย
นายหม่องอู แรงงานพม่าภาคเกษตรในพื้นที่ อ.แม่สอด กล่าวว่า ได้ค่าแรงงานในวันที่ 2 มกราคม เพียง 120 บาท แต่กินอยู่กับนายจ้าง จึงพึงพอใจ แต่ยอมรับว่าการได้ค่าแรงงานน้อยทำให้ไม่สามารถทำพาสปอร์ตแรงงาน และบัตรอนุญาตทำงานได้ เพราะรัฐบาลไทยกำหนดค่าธรรมเนียมไว้ในราคาที่สูง ทำให้แรงงานพม่าต้องเป็นแรงงานเถื่อน หลบๆ ซ่อนๆ บางครั้งก็ถูกจับกุม
----------------------
(หมายเหตุ : ภาพแฟ้มข่าว)



