ข่าว

จ๊าก!ค่าไฟงวดใหม่ขึ้น4สตางค์

จ๊าก!ค่าไฟงวดใหม่ขึ้น4สตางค์

03 ม.ค. 2556

กกพ. ปรับขึ้นค่าเอฟที งวด ม.ค.-เม.ย.นี้ 4.04 สตางค์ต่อหน่วย ดันค่าไฟฟ้ารวมอยู่ที่ 3.76 บาทต่อหน่วย หวังนำเงินใช้หนี้กฟผ. ยันไม่ปรับเพิ่มอีกตลอดทั้งปี

                          นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมพิจารณาค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (เอฟที) สำหรับการเรียกเก็บในเดือนมกราคม-เมษายน 2556 ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผลการคำนวณค่าเอฟทีในงวดดังกล่าว โดยปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อค่าเอฟทีงวดนี้คือ ปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการที่สูงขึ้น รวมทั้งการนำเงินไปใช้หนี้ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ช่วยแบกรับภาระตรึงค่าเอฟทีในงวดที่ผ่านมาจำนวนกว่า 6 พันล้านบาท ซึ่งผลการคำนวณตามสูตรเอฟทีดังกล่าว จะทำให้มีค่าเอฟทีอยู่ที่ 61.57 สตางค์ต่อหน่วย เทียบกับที่จัดเก็บจริงอยู่ที่ 48 สตางค์ต่อหน่วย

                          อย่างไรก็ตาม กกพ.ได้พิจารณาจากที่เรียกเก็บจากผู้ใช้ไฟฟ้าในอัตรา 48 สตางค์ต่อหน่วยแล้ว หากจัดเก็บเพิ่มขึ้นอีก 13.57สตางค์ต่อหน่วย จะเป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟมากเกินไป จึงมีมติให้จัดเก็บค่าเอฟทีงวดใหม่นี้เพิ่มขึ้นเพียง 4.04 สตางค์ต่อหน่วย มีผลให้ค่าเอฟทีที่จะเรียกเก็บงวดนี้อยู่ที่ 52.04 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่ง กกพ.จะตรึงค่าเอฟทีดังกล่าวคงที่ตลอดทั้งปีนี้ โดยจะไม่เรียกเก็บเพิ่มอีกหากอัตราแลกเปลี่ยนและต้นทุนก๊าซธรรมชาติไม่เปลี่ยนแปลงไปจากอัตราที่ใช้ในปัจจุบันนี้

                          ทั้งนี้ การปรับค่าเอฟทีดังกล่าวจะทำให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 3.72 บาทต่อหน่วย เป็น 3.76 บาทต่อหน่วย ซึ่งในปลายเดือนเมษายน ภาระหนี้ กฟผ. จะลดลงเหลือ 5,131 ล้านบาท ในงวดพฤษภาคม-สิงหาคม จะลดลงเหลือ 2,600 ล้านบาท และภายในสิ้นปีนี้จะสามารถล้างหนี้ได้หมด ทั้งนี้ กกพ.จะดูแลการปรับเพิ่มค่าเอฟทีในปี 2556 ไม่ให้เป็นภาระต่อค่าครองชีพของประชาชน

                          ด้านนางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อในเดือนธันวาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า ขยายตัว 3.63% เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.39% เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2555 เนื่องจากราคาผักผลไม้สด ไก่สด เนื้อหมูสดปรับสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อในปีที่ผ่านมาขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.02% ลดลงจากปีก่อนที่มีอัตรา 3.81% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปี 2555อยู่ที่ 2.09% เนื่องจากแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่ได้สูงขึ้นมากนัก และยังมีมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาล ในการตรึงราคาสินค้าและราคาน้ำมันดีเซล ทำให้ระดับราคาสินค้าโดยเฉลี่ยทั้งปี เคลื่อนไหวไม่มากนัก

                          ส่วนในปีนี้ กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์อัตราเงินเฟ้ออยู่ในกรอบ 2.8-3.4% ขณะที่การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศนั้นได้มีการปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้ใน 7 จังหวัด ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคได้ปรับขึ้นไปก่อนแล้ว จึงเชื่อว่าราคาสินค้าจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นไปกว่านี้มากนัก โดยสถานการณ์ราคาสินค้าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นมีผลต่อเงินเฟ้อเพียง 0.1% และเชื่อว่าจะดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบที่คาดการณ์ไว้ได้