
ล้างบาง'ปืนเถื่อน'ล้อมคอก'อาชญากรรม'
ล้างบาง 'ปืนเถื่อน' ล้อมคอก 'คดีอาชญากรรม'
ผลพวงจากเหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่นชักอาวุธปืนไล่ยิงกันในปาร์ตี้คืนวัน "เคานท์ดาวน์" บนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเสียชีวิต 1 คน คดีนี้แม้ตำรวจสามารถจับกุมมือปืนได้ทันควัน แต่ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ประเทศไทย และการท่องเที่ยว ถือว่าประเมินค่าไม่ได้
ล่าสุดสื่อต่างชาติรายงานข่าวนี้อย่างละเอียด พร้อมเตือนชาวอังกฤษให้ระมัดระวังในการเดินทางมาเที่ยวเมืองไทย โดยอ้างข้อมูลกระทรวงยุติธรรมของไทยว่า ในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีสถิติถือครองปืนเพิ่มขึ้นถึง 32% หรือใน 1,000 คน จะมีคนพกปืนประมาณ 15 คน
สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้ออกใบอนุญาตพกพาอาวุธปืน ระบุว่า ขณะนี้มีผู้ถือครองใบอนุญาตปืน 6.2 ล้านใบ จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ 69 ล้านคน
ขณะที่ www.gunpolicy.org ของออสเตรเลีย เปิดเผยการสำรวจในรอบ 2554 ประเทศไทยมีอัตราการก่ออาชญากรรมจาก "ปืน" สูงที่สุดในเอเชีย หรือทุก 1 แสนคน จะถูกฆ่าด้วยอาวุธปืนเฉลี่ย 5.3 คน เปรียบเทียบกับฟิลิปปินส์ที่มีเพียง 0.2 คน
นี่เป็นอีกส่วนหนึ่งในมุมมองของชาวต่างชาติ ซึ่งมองว่ามนต์ขลังแห่ง "สยามเมืองยิ้ม" เริ่มคลายความขลัง
อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยสถิติคดีฆาตกรรมในเมืองไทยกว่า 99% คนร้ายใช้ "ปืนเถื่อน" ก่อเหตุ
คงต้องจับตา พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่สั่งการให้ทุกโรงพักในพื้นที่นครบาลใช้ทุกมาตรการในการจับกุมอาวุธปืน โดยเฉพาะการตั้งด่านบนถนนสายหลัก และสายรอง เพื่อตรวจค้นทั้งกลางวันและกลางคืน ขณะเดียวกันให้สายตรวจคอยตรวจค้นกลุ่มวัยรุ่นที่จับกลุ่มกันในช่วงค่ำคืนด้วย เพราะพวกนี้ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะก่อเหตุร้ายได้ตลอดเวลา
“ผมขอเตือนไปยังผู้ที่พกปืน หากเป็นปืนที่ถูกกฎหมายควรจะเก็บไว้ป้องกันตัวที่บ้านตามที่กฎหมายกำหนด ยกเว้นผู้ที่มีใบพกพาเท่านั้น ซึ่งมีอยู่น้อยคน ส่วนปืนเถื่อนหากพกพาติดตัวก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด สำหรับปืนเถื่อน ส่วนใหญ่เคยเป็นปืนที่ถูกต้องตามกฎหมายมาก่อน แต่ถูกนำไปลบเลขทะเบียนออก เพื่อป้องกันการสืบหาที่มาที่ไป"
จากการระดมกวาดล้างอาวุธปืนที่ผ่านมา สามารถจับกุมปืนเถื่อนและปืนมีทะเบียน แต่นำมาพกพาโดยไม่มีใบอนุญาตได้จำนวนมาก แบ่งเป็น 3 ช่วงแรก ระหว่างวันที่ 22-26 มิถุนายน 2555 จับกุมได้รวม 240 กระบอก โดยเขตกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 (บก.น.1) ที่ครอบคลุมย่านดินแดง ห้วยขวาง มักกะสัน ที่เรียกได้ว่าเป็นใจกลางเมืองกรุง จับกุมได้มากที่สุด 46 กระบอก
ช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 23-28 กรกฎาคม 2555 จับกุมได้ 349 กระบอก ซึ่งเขตที่จับกุมได้มากที่สุดคือ บก.น.1 จำนวน 87 กระบอก
ช่วงที่ 3 ระหว่างวันที่ 7-16 กันยายน 2555 จับกุมได้ 178 กระบอก โดย บก.น.1 ยังคงครองแชมป์ จับได้มากสุด 40 กระบอก ขณะที่ บก.น.4 สามารถจับระเบิดได้ 1 ลูก
เหตุที่เขต บก.น.1 มีผลการจับกุมสูงกว่าเขตอื่น เนื่องจากเป็นย่านที่คนเข้ามาในพื้นที่มาก เพราะเป็นกรุงเทพฯ ชั้นใน และยังมีสถานบริการหลายประเภทตั้งอยู่ด้วย จึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงแล้ว แม้ว่าการระดมจับปืนทั้ง 3 ครั้ง จะได้อาวุธปืนถึง 767 กระบอก ในจำนวนนี้มีอาวุธปืนที่เป็นอาวุธสงคราม ไม่ว่าจะเป็น อาก้า เอ็ม 16 และอื่นๆ 20 กระบอก
จากนั้นนครบาลเดินหน้าปราบปรามช่วงที่ 4 ระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคม 2555 เจ้าหน้าที่ บก.น.1-9 แถลงผลจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดอาวุธสงคราม อาวุธปืน และยาเสพติดจำนวนมาก โดยแบ่งเป็นคดีเกี่ยวกับอาวุธปืน ยึดอาวุธสงครามได้ 2 กระบอก อาวุธปืนชนิดต่างๆ มีทะเบียน 52 กระบอก อาวุธปืนไม่มีทะเบียน 41 กระบอก และอาวุธปืนไทยประดิษฐ์ 72 กระบอก รวม 167 กระบอก
นอกจากนี้ บก.สปพ.191 ยังสามารถยึดของกลางเป็นระเบิดซีโฟร์ 2 แท่ง กระสุนปืนเอ็ม 79 จำนวน 3 ลูก แท่งชนวนฝักแค 4 อัน โดยใช้สายลับล่อซื้อ แต่ผู้ต้องหาไหวตัวทันหลบหนี ซึ่งจะติดตามจับกุมต่อไป
ต้องย้ำว่า ตัวเลข หรือสถิติต่างๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ อีกทั้งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการ "ล้อมคอก" เพื่อให้คดีอาชญากรรมลดลง เพราะทันทีที่ตำรวจนหย่อนประสิทธิภาพ เชื่อว่าเหตุร้ายพร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเช่นกัน



