ข่าว

ตัวอย่างความวิบัติของชาติจากนโยบายของรัฐ

ตัวอย่างความวิบัติของชาติจากนโยบายของรัฐ

03 ม.ค. 2556

ตัวอย่างความวิบัติของชาติจากนโยบายของรัฐ : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดยนายประชา ช้ำชอก [email protected]

                ถึงวันที่ 4 มกราคม ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งพูดกันอย่างตรงไปตรงมา จะชอบใจหรือไม่ก็ตามที แต่เป็นความจริงยากที่จะปฏิเสธไปได้เลยว่า สถานการณ์ได้พัฒนาบานปลายจนกลายเป็นสงครามก่อการร้ายไปเสียแล้วในเวลานี้ ก็จะเป็นปัญหายืดเยื้อเรื้อรังมาครบ 9 ปีเต็มแล้ว

                เป็นเวลาเก้าปีเต็ม โดยที่ไม่มีสัญญาณใดเลยแม้แต่น้อยว่ารัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายกุมอำนาจรัฐ มีกองทัพ กำลังตำรวจ-ทหารนับแสนคน อาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมสรรพ กับงบประมาณรายจ่ายประจำปีนับล้านล้านบาท ฯลฯ จะสามารถจัดการเอาชนะสงครามก่อการร้าย หรือแม้แต่จะทำให้สถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่คลี่คลาย บรรเทาเบาบางลงบ้าง ท่ามกลางยอดผู้เสียชีวิตเกือบ 6 พันคน และบาดเจ็บอีกร่วมหมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นพลเรือนเสียทั้งสิ้น

                การก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องถือเป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดกรณีหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงหายนะ ความเสียหายอย่างร้ายแรง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลโดยตรง

                วิบัติฉิบหายจากนโยบายของรัฐบาลโดยแท้ ยากที่จะแก้ต่างแก้ตัวด้วยประการใดๆ

                เพราะก่อนหน้านั้น สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นปกติสุข อยู่ในความสงบกันมาช้านาน แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปในยุคสมัยรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วยผลจากการสร้างเงื่อนไขต่างๆ เอื้อให้กลุ่มหัวรุนแรงฉวยโอกาสก่อความไม่สงบขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่างประเทศ ที่อยู่ดีไม่ว่าดีกลับชักศึกเข้าบ้าน เดินตามก้นสหรัฐอเมริกาไปทำสงครามก่อการร้ายกับใครก็ไม่รู้ เป็นศัตรูกับไทยมาแต่ไรก็ไม่ทราบ

                นโยบายความมั่นคงภายใน ที่อยู่ดีไม่ว่าดี ไปยกเลิกศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งๆ ที่เป็นองค์กรหลักในการทำงานทางการเมืองเพื่อสร้างสันติสุขให้แก่จังหวัดชายแดนภาคใต้

                ที่สำคัญคือการสถาปนารัฐตำรวจขึ้นมาพร้อมกับการฆ่าตัดตอนกันอย่างมโหฬารจากนโยบายปราบปรามยาเสพติด

                เงื่อนไขทีละเล็กทีละน้อยค่อยๆ ขยายผล จนกระทั่งนำไปสู่ปฏิบัติการปล้นปืนกองพันทหารพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งถือเป็นเสมือนวันเสียงปืนแตกของสงครามก่อการร้ายรอบล่าสุดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามด้วยการโจมตีอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 28 เมษายน ปีเดียวกัน

                ถึงแม้ว่าปฏิบัติการครั้งดังกล่าวกลุ่มก่อการร้ายจะเป็นฝ่ายล้มเหลว เสียชีวิตไป 107 คน แต่เหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะซึ่งมีผู้เสียชีวิต 32 คน และเหตุการณ์ที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ปีเดียวกัน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 85 คน ทำให้รัฐต้องตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง

                และนับแต่นั้น สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อยมา ขณะที่รัฐบาลได้แต่ยาหอมปลอบประโลมว่าเดินมาถูกทางแล้วบ้าง เที่ยวจัดประชุมทำเวิร์กช็อปบ้าง สลับกับเสียงระเบิดและความตายของข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครู และประชาชนชาวบ้าน ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วยเลยแต่ต้องมาตกเป็นเหยื่อของสงครามก่อการร้ายอันเป็นผลมาจากความผิดพลาดในการบริหารราชการของรัฐบาล

                เก้าปีของสงครามก่อการร้ายเต็มไปด้วยเรื่องราวอันชวนสลดหดหู่ รวมไปถึงตลกร้ายที่ฟังแล้วหัวร่อมิได้ ร้องไห้ไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นวาทะโวหารของอดีตนายกรัฐมนตรีกับประโยค "สมควรตาย", “โจรกระจอก"

                อุปกรณ์ตรวจจับระเบิด จีที 200, เรือเหาะ, ค่าชดเชยความตายเมื่อเปรียบเทียบกับคนเสื้อแดง, การเสียชีวิตของจ่าเพียร หรือล่าสุดกับกรณีนายตำรวจกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 จำนวนหนึ่ง ร้องเรียนไม่เห็นด้วยกับการจับสลากคัดเลือกพนักงานสอบสวนลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

                ทำราวกับการลงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเสมือนการเล่น "รัสเซียน รูเล็ตต์" เสี่ยงดวงไปเสียแล้ว

 

.............

(หมายเหตุ : ตัวอย่างความวิบัติของชาติจากนโยบายของรัฐ : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดยนายประชา ช้ำชอก [email protected])