
สหรัฐเลี่ยงตกหน้าผาคลัง!
ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ลงมติอนุมัติร่างกฎหมายที่ช่วยหลีกเลี่ยงวิกฤติหน้าผาการคลัง ซึ่งเสนอและผ่านความเห็นชอบโดยวุฒิสภาก่อนหน้านั้นในวันเดียวกันแล้ว
2 ม.ค. 56 สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติในการประชุมเมื่อคืนวาน หรือราว 11 โมงเช้าวันนี้ตามเวลาไทย ด้วยคะแนนเสียง 257 ต่อ 167 เสียงอนุมัติร่างกฎหมายของวุฒิสภาที่ผ่านความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 89 ต่อ 8 เสียงในเช้ามืดวันเดียวกัน และได้ส่งต่อให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา เพื่อลงนามบังคับใช้ โดยร่างกฎหมายนี้จะช่วยให้สหรัฐรอดพ้นจากวิกฤติหน้าผาการคลัง ที่มาตรการลดภาษีเกือบทั้งระบบจะหมดอายุ ซึ่งจะทำให้ต้องมีปรับขึ้นภาษีสู่ระดับปกติ บวกกับจะต้องมีการปรับลดรายจ่ายภาครัฐพร้อมกันในวันที่ 1 ม.ค. 56 รวมสองมาตรการเป็นเงินกว่า 6 แสนล้านดอลลาร์ ที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยได้
ส่วนร่างกฎหมายที่ผ่านการเจรจาต่อรองกันอย่างหนักโดยรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน และนายมิตช์ แมคคอนเนล ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรครีพับลิกันจะคงขยายมาตรการลดภาษีต่อชนชั้นกลางต่อไป แต่ปรับขึ้นภาษีเฉพาะคนรวยที่มีรายได้ตั้งแต่ 4 แสนดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป และคู่สมรสที่มีรายได้ตั้งแต่ 450,000 ดอลลาร์ต่อปีขึ้นไป โดยขึ้นภาษีจากอัตรา 35% เป็น 39.6% นอกจากนี้ชะลอการตัดลดรายจ่ายด้านการทหารและสังคมรวมเป็นเงิน 24,000 ล้านดอลลาร์ไว้สองเดือน และขยายสิทธิประกันการว่างงานต่อไปอีก 1 ปีให้กับประชาชน 2 ล้านคน
ประธานาธิบดีโอบามา กล่าวแสดงความพอใจต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่เขาบอกว่าจะช่วยให้ชาวอเมริกัน 98% และธุรกิจขนาดเล็ก 97% รอดพ้นจากการขึ้นภาษี และล่าสุดเขากล่าวหลังการลงมติของ ส.ส.ว่า ในที่สุดความพยายามขึ้นภาษีกับคนรวยก็บรรลุเป้าหมาย แต่เตือนว่ายอดขาดดุลงบประมาณยังสูงมาก และเขาจะไม่ยอมต่อรองใดๆ กับสภาคองเกรส เรื่องการปรับเพิ่มเพดานหนี้
ขณะที่นักวิเคราะห์เตือนว่า ร่างกฎหมายที่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าครั้งนี้ ยังไม่อาจหยุดยั้งวิกฤติขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาล ซึ่งแตะเพดานที่เกือบ 16 ล้าน 4 แสนล้านดอลลาร์ ที่ทำให้กระทรวงการคลังต้องออกมาตรการชะลอรายจ่ายต่างๆ ชั่วคราวไปเมื่อไม่กี่วันนี้ และคาดว่าในปลาย ก.พ.หรือต้น มี.ค.จะมีการถกเถียงกันระหว่างสองพรรคใหญ่อีกรอบ สำนักงานงบประมาณวุฒิสภาประเมินด้วยว่า ร่างกฎหมายใหม่ของวุฒิสภาจะยิ่งเพิ่มภาระหนี้ที่ทำให้มีการขาดดุลงบประมาณอีกเกือบ 4 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 10 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ดีนักลงทุนต่างโล่งอกที่สหรัฐเลี่ยงหน้าการคลังได้ ทำให้บรรดาตลาดหุ้นหลายแห่งในเอเชียปรับตัวสูงขึ้นรับข่าวดีในวันแรกของการซื้อขายหลังการหยุดยาวช่วงปีใหม่
--------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : EPA)



