
ดีใจไหมครับ?
ดีใจไหมครับ? : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
ผมไม่ทราบว่า ในเมืองไทยมีใครเคยประเมินค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกหนึ่งคนตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 17 ปี ว่าเป็นเงินสักเท่าไหร่ไว้บ้างหรือยัง แต่ในสหรัฐนั้น ล่าสุดได้มีการประเมินตัวเลขดังกล่าวไว้สูงถึง 2.5 แสนดอลลาร์ หรือประมาณ 7.5 ล้านบาท ทั้งนี้ หมายความว่า ครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจไม่สู้ดีจะต้องดิ้นรนอย่างหนักในการมีลูกสักคนหนึ่ง และถ้ามีลูกคนที่สองหรือคนที่สาม ก็แน่นอนว่าจะต้องทำงานหนักขึ้น และอดทนอดออมมากขึ้นด้วย รวมทั้งสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนไม่อยากทำ นั่นก็คือการปฏิเสธคำขอของลูกในการซื้อตุ๊กตา ขนม หรือของเล่น
เด็กนั้นโตเร็วและโตขึ้นทุกๆ วัน ซึ่งย่อมต้องการอาหาร เสื้อผ้า และข้าวของเครื่องใช้ รวมทั้งค่าดูแลสุขภาพ การศึกษา และค่ากิจกรรมพิเศษต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งทำให้หลายครอบครัวประสบปัญหาทางการเงินและสุขภาพจิต เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แม้จะอยู่ประมาณ 2.35 แสนดอลลาร์ แต่บางรายก็อาจจะสูงถึง 4 แสนดอลลาร์ โดยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์จะเป็นค่าที่พักอาศัย ซึ่งไล่เลี่ยกับค่าอาหารการกินและการดูแลเอาใจใส่ ส่วน 18 เปอร์เซ็นต์ ถูกใช้ในเรื่องการศึกษา
เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองในปัจจุบัน การมีลูกจึงกลายเป็นภาระใหญ่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนวิมานสีชมพูของคู่รัก ให้กลายเป็นขุมไฟในนรกได้โดยไม่ยาก เพราะความต้องการบ้านที่ใหญ่โตขึ้นสำหรับลูกน้อยนั้น แปลว่าจะต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าเช่าบ้านหลังใหม่ที่แพงขึ้น นั่นอาจทำให้สองสามีภรรยาที่เพิ่งเริ่มตั้งครอบครัวต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ แม้จะบอกแก่กันและกันว่า เป็นการทำเพื่อสร้างอนาคตของครอบครัว แต่ตามความเป็นจริงแล้ว การกระทำเช่นนั้นก็มีโอกาสที่จะทำลายทั้งครอบครัวและความรักได้เช่นเดียวกัน ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ การหาจุดสมดุลระหว่างการรัดเข็มขัดจนเอวกิ่วกับการตอบสนองความต้องการของลูก โดยที่ผู้เป็นพ่อแม่บางคู่ไม่เคยเข้าร้านอาหารเป็นปีๆ และกินแต่แซนด์วิชข้างถนนในมื้อกลางวัน เพื่อประหยัดเงินทุกๆ เซนต์
และบางครอบครัวอาจถึงขั้นกำหนดมาตรการในการประหยัดอย่างสุดขีด เช่น
1.ไม่จำเป็นต้องซื้อรถเข็นเด็กอย่างดี
2.ตัดผมให้ลูกเอง
3.หาความบันเทิงแบบไม่เสียเงิน เช่นดนตรีตามสวนสาธารณะ
4.จัดงานวันเกิดให้ลูกอย่างง่ายๆ ที่บ้าน
5.สอนลูกเองแทนที่จะส่งไปเข้าโรงเรียนอนุบาล
6.เลี้ยงลูกเองแทนที่จะส่งไปสถานเลี้ยงเด็ก
7.ใช้วิธีเดินชมของตามร้าน แทนการซื้อ
8.ซื้อสินค้าที่ลดราคา หรือต่อรองราคาได้ ฯลฯ
ครับ นั่นคือทุกข์หนักของคนอเมริกันที่มีลูกในทุกวันนี้ ซึ่งจะต้องแบกทุกข์นี้ไปอีกสิบกว่าปี ในขณะที่สหรัฐกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก
เรื่องเช่นนี้ จริงๆ แล้วก็คงจะเป็นปัญหาสำหรับพ่อแม่ในเมืองไทยเหมือนกัน แต่คนไทยอาจโชคดีกว่าคนอเมริกันตรงที่เราไม่ค่อยจะคิดอะไรมากมาย ไม่มีการวางแผนหรือคำนวณตัวเลขล่วงหน้า และตามใจลูกมากกว่าคนอเมริกัน รวมทั้งยอมกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้ลูกได้เรียน ได้เล่น โดยไม่น้อยหน้าคนอื่น
ดีใจไหมครับที่เกิดมามีพ่อแม่เป็นคนไทย?



