
มะเส็งรับช่วง'เชื้อไฟ'ที่พร้อมปะทุ
มะเส็งรับช่วง'เชื้อไฟ'ที่พร้อมปะทุ
ความเคลื่อนไหวสถานการณ์การเมืองในรอบปีที่ผ่านมาถือว่า "มีสีสัน" ทั้งการเมืองในสภาและนอกสภา แม้ว่าบรรยายกาศไม่ดุเดือดเหมือนที่หลายฝ่ายคาดเดากันก็ตาม
การเมืองนอกสภาเปรียบเสมือน "เงา" ที่สร้างความหวาดระแวงให้ฝ่ายที่ถือครองอำนาจหลังจากเคยใช้ "พลังมวลชน" เป็นเครื่องมือในการยึดครองอำนาจ จึงไม่แปลกที่ฝ่ายบริหารจะพยายาม "ประนีประนอม" กับ "กลุ่มมวลชน" ทั้งในและนอกเครื่องแบบ เพื่อให้สามารถนั่งบริหารอำนาจได้ยาวนานที่สุด
การเมืองในสภาที่ผ่านมาหลังจากรัฐบาลนั่งบริหารงานยังไม่ถึงปี มีประเด็นร้อน "เรียกแขก" ตลอดเวลา
โดยเฉพาะการเสนอ "ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.." (พ.ร.บ.ปรองดอง) ที่มี "บิ๊กบัง" พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ เป็นผู้เสนอร่างดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม
ทันทีที่ญัตติ "ร่างพ.ร.บ.ปรองดอง" เข้าสู่การพิจารณาที่ประชุมสภาก็เกิดเหตุวุ่นวาย โดยฝ่ายค้านเห็นว่า ตามร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง มีเนื้อหาระบุว่า บุคคลที่เคยถูกพิพากษาว่ามีความผิดจากการดำเนินการขององค์กร หรือคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากประกาศหรือคำสั่งคณะปฏิวัติให้ถือว่าไม่เป็นความผิด ซึ่งจะมีผลกระทบต่องบประมาณของแผ่นดิน คือการคืนทรัพย์สินให้แก่ผู้ที่กระทำผิดและได้รับนิรโทษกรรม
ฝ่ายค้านมองว่า ร่าง พ.ร.บ.ปรองดองเข้าข่ายเป็นกฎหมายว่าด้วยการเงิน แต่ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา มองว่า ไม่เข้าข่าย จึงเรียกร้องให้ "บิ๊กบัง" ชี้แจงว่าจะต้องคืนเงินให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ถูกยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้รับความกระจ่าง
ทั้ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ต่างไม่พอใจปะทะคารมกันอย่างรุนแรง ถึงขั้น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินไปประท้วงประธานถึงหน้าบัลลังก์พร้อมกับลากเก้าอี้ "ประธานสมศักดิ์" ไปไว้ด้านหลัง
ภาพที่ถูกเผยแพร่ครั้งนั้นสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ "ฝ่ายนิติบัญญัติ" อย่างไม่เคยมีมาก่อน สุดท้าย "ร่างพ.ร.บ.ปรองดอง" จบลงด้วยการเลื่อนการพิจารณาออกไป
เรื่องต่อมาที่ "เรียกแขก" ให้รัฐบาลคือการเสนอ "แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291" การพิจารณาเรื่องนี้ผ่านไปจนกระทั่งเตรียมลงมติวาระ 3 เพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) แต่ทุกอย่างต้องสะดุดลงหลังฝ่ายค้านยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ
สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้การแก้ไขรัฐธรมนูญ มาตรา 291 เป็นอำนาจรัฐสภา แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขทั้งฉบับได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ผ่านการลงประชามติโดยประชาชน ดังนั้น ก่อนการแก้ไขควรถามประชาชนก่อน ทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องสะดุดหยุดลงชั่วคราว
จากนั้นฝ่ายค้านได้ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และขออภิปรายรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล
การอภิปรายครั้งนี้ ฝ่ายค้านได้อภิปรายถึงการทุจริตนโยบายของรัฐบาลโดยเฉพาะ "โครงการรับจำนำ" ที่ชี้ให้เห็นถึงกระบวนการทุจริตโยงใยไปถึงคนของรัฐบาล พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าโครงการนี้รัฐบาลอาจเข้าไปพัวพันกับการฟอกเงิน
จากศึกซักฟอกครั้งนี้ ฝ่ายค้านเรียกคะแนนนิยมในฐานะ "ฝ่ายตรวจสอบ" กลับคืนมาได้ เพราะผลการสำรวจพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตจริง !
แม้ว่าการซักฟอกในสภาจะทำให้ประชาชน "ตาสว่าง" แต่สุดท้ายการลงมติในสภา "น้ำน้อย" ย่อมแพ้ไฟเสียงส่วนใหญ่ย่อมเป็นฝ่ายชนะ
โฟกัสเกมการเมืองจากนี้ไปจะกลับไปอยู่ที่ "นอกสภา" หรือ "การเมืองข้างถนน" และจะกลายเป็นจุดเสี่ยงของรัฐบาลและประเทศอีกครั้ง
จากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 "ม็อบเสธ.อ้าย" พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ อดีตประธานองค์การพิทักษ์สยาม ต้องยุติลงกลางคัน เพราะเห็นว่า "ได้ไม่คุ้มเสีย" เมื่อเห็นการจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างไม่ปรานีปราศรัย แม้ศาลรัฐธรรมนูญ จะค้ำประกันว่า การชุมนุมไม่เข้าข่ายล้มล้างประชาธิปไตย
หลังจากม็อบถูกสลาย "เสธ.อ้าย" จึงอาศัยคำวินิจฉัยของศาลไปร้องต่อ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" ให้ตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล ในการออกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ไม่ชอบด้วยกฎหมายมีเจตนาใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการคุกคาม ต่อต้าน ขัดขวาง สร้างอุปสรรคในการเดินทางเข้ามาชุมนุมใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สำคัญละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
แม้จะมีตัวอย่างจากม็อบเสธ.อ้าย แต่ "ม็อบปีมะเส็ง" จะแรงหรือไม่ต้องจับตาดูว่า "รัฐบาล" จะเร่งปิดเกมหรือไม่ ชัดเจนว่ารีบรวบรัดเจอจัดหนักข้างถนนแน่ๆ
แต่ใช่ว่า "การเมืองข้างถนน" จะปลุกระดมพลกันได้ง่ายๆ เพราะต่อให้มี "กุนซือหลังม่าน" หรือมี "ภาคีเครือข่าย" ที่เคยทำหน้าที่เป็น "ผู้นำมวลชน" มาดีแค่ไหน แต่ถ้า "เงื่อนไข" ในการชุมนุมมวลชนเห็นว่ายังไม่สุกงอมพอ
"ม็อบพันธมิตร" ที่โค่น "ทักษิณ ชินวัตร" ลงจากอำนาจได้ เพราะการทุจริต ประเด็นร้อนที่รัฐบาลต้องเจอจากนี้ไปก็คือผลจากกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยเฉพาะโครงการทุจริตรับจำนำข้าวที่ "คณะกรรมการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ" (ป.ป.ช.) ได้รับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว
ตามด้วยประเด็น "การแก้ไขรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ปรองดอง" ที่จะทำให้ถูก "การเมืองนอกสภา" หยิบยกมาเป็น "เงื่อนไข" จุดไฟการเมืองให้ร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้ง
ในขณะที่รัฐบาลพยายามปลุกปลอบว่า การเมืองปีมะเส็งจะราบรื่น โดยที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศว่าแก้รัฐธรรมนูญไม่เสร็จในปี 2556 เพื่อเลี่ยงการเผชิญหน้า
แต่แท้จริงแล้วระเบิดเวลาได้ถูกวางเอาไว้นับสิบลูก และพร้อมจะตูมขึ้นมาในทุกจังหวะก้าว ยิ่งหากรัฐใช้อำนาจเข้มข้นเหมือนที่ทำกับม็อบเสธ.อ้าย "ไฟ" ก็คงลุกโชน
...................
(หมายเหตุ : มะเส็งรับช่วง'เชื้อไฟ'ที่พร้อมปะทุ)



