
รับเมีย'ผู้คุมคุกเขาบิน'เข้าทำงาน
อธิบดีราชทัณฑ์เร่งช่วยเหลือลูกเมียผู้คุมคุกเขาบิน คาดส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรี ย้ำให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยจนท. แต่ไม่ยอมต่อรองกับนักโทษ
เมื่อวันที่ 31 ธ.ค.2555 พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีนายสุเทพ จ้อยศรีเกตุ ผู้คุมเรือนจำกลางเขาบิน จ.ราชบุรี ที่ถูกผู้ต้องขังจี้เป็นตัวประกันและใช้มีดสังหารจนเสียชีวิตว่า กรมราชทัณฑ์จะดำเนินการช่วยเหลือครอบครัวและจัดพิธีศพให้อย่างสมเกียรติ ช่วงบ่ายวันที่ 31 ธ.ค.นี้ได้ขอพระราชทานน้ำหลวงอาบศพในช่วงเวลา 16.00 น. ซึ่งตนจะเดินทางไปร่วมดูแลงานด้วยตัวเอง
ส่วนความช่วยเหลือกับครอบครัวทราบว่าผู้คุมที่เสียชีวิตมีภรรยาและลูกชายอายุประมาณ 10 ขวบ 1 คน ภรรยาไม่ได้ทำงานดังนั้นตนจะพิจารณาตำแหน่งงานในกรมราชทัณฑ์ให้เข้าทำงาน ส่วนลูกชายเบื้องต้นตั้งใจว่าจะให้การสนับสนุนทางการศึกษาอย่างน้อยจนจบปริญญาตรี
พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะกระทบขวัญและกำลังใจกับเจ้าหน้าที่หรือไม่ ต้องให้ผู้บังคับบัญชาเป็นผู้เข้าไปพูดคุยแต่เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เข้ามาทำงานในจุดนี้ย่อมรู้ถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาสิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญในกรณีผู้ต้องขังจับผู้คุมหรือเจ้าหน้าที่เรือนจำเป็นตัวประกันก็คือการให้ความปลอดภัย
ส่วนข้อเสนอหรือการต่อรองที่นอกเหนือจากนั้นคงไม่สามารถยอมได้ ส่วนมาตรการป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์ซ้ำรอยนั้น เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากข้อจำกัดด้านบุคคลากรที่ไม่เพียงพอในการดูแลผู้ต้องขังซึ่งเรือนจำทั่วประเทศมีผู้ต้องขังจำนวนกว่า 240,000 คนแต่มีผู้คุมขังแต่ละแดนเฉลี่ยเพียง 10 คนต่อ 1 แดน จึงถือเป็นช่องทางที่ผู้ต้องขังอาจเห็นเป็นโอกาสในการต่อสู้หลบหนี
“หากเรามีผู้คุมจำนวนมากกว่านี้ เชื่อว่าจะสามารถสร้างพลังและความเกรงกลัวให้กับผู้ต้องขังที่อยู่ในการดูแลได้มากกว่านี้ ในต่างประเทศผู้ต้องขัง 1,000 คน จะใช้ผู้คุมในการดูแล 700-800 คน แต่ประเทศไทยผู้คุม 1 คน อาจต้องดูแลผู้ต้องขัง 3,000 คน นี่คือจุดอ่อนที่เกิดขึ้นในการดูแลผู้ต้องขังในประเทศไทย ที่ผ่านมาแม้จะรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นแต่การตอบสนองในสิ่งที่เสนอยังมีอยู่น้อย ในภาพรวมของประเทศหากเทียบความเสี่ยงตำรวจในแต่ละวันอาจไม่มีโอกาสได้พบคนร้ายแต่สำหรับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คืออาชีพที่ต้องอยู่กับคนร้ายตลอดเวลา โดยเฉพาะในเรือนจำความมั่นคงสูง ผู้ต้องขังในเรือนจำเหล่านี้บางคนไม่คิดว่าจะมีอะไรให้เสียอีกแล้ว”อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตถึงปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการช่วยเหลือตัวประกันซึ่งมีระยะเวลาที่นานแต่สุกท้ายกลับไม่สามารถช่วยตัวประกันได้อย่างปลอดภัย พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวว่า ในรายละเอียดตนยังไม่มีโอกาสได้คุยกับผู้ปฏิบัติ แต่เท่าที่ทราบจากการรายงานมาตลอดเบื้องต้นทุกคนปฏิบัติงานให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นหลัก แต่ในที่เกิดเหตุก็มีข้อจำกัดด้วยสถานที่เกิดเหตุยากต่อการเข้าไปช่วยเหลือ ยอมรับว่าในช่วงแรกที่ได้รับรายงานก็ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดความสูญเสียโดยเฉพาะกับตัวประกันเพราะทราบว่าผู้ต้องขังที่ก่อเหตุไม่มีอาวุธร้ายแรงและมีกันเพียงแค่ 3 คน น่าจะควบคุมเหตุการณ์ได้ง่าย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องยกเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ



