
บัวแก้วกับงานท้าทายในปี 2556
บัวแก้วกับงานท้าทายในปี 2556 : โดย...นันทิดา พวงทอง
ย่างเข้าปี 2556 กระทรวงบัวแก้วภายใต้การกุมบังเหียนของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและเจ้ากระทรวงบัวแก้ว คงต้องเผชิญกับงานท้าทาย ซึ่งเป็นงานหินมากกว่าช่วงปีเศษที่ผ่านมา ไล่เรียงมาตั้งแต่การเตรียมตัวให้ประชาชนมีความพร้อมที่จะรับมือกับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ในปี 2558 เรื่อยไปจนถึงการดำเนินนโยบายการต่างประเทศท่ามกลางการเผชิญหน้าของขั้วมหาอำนาจใหญ่ โดยเฉพาะการต่อสู้ในคดีปราสาทพระวิหาร กรณีที่กัมพูชาได้ยื่นเรื่องขอให้ศาลโลกตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร ซึ่งคาดว่าจะได้ลุ้นผลตัดสินของศาลโลกในปลายปีมะเส็ง 2556 สิ่งเหล่านี้ล้วนพิสูจน์ความสามารถของเจ้ากระทรวงบัวแก้ว ในการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ เพื่อจะส่งเสริมบทบาทความร่วมมือและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไว้
ขณะเดียวกัน บรรยากาศการเตรียมตัวของประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนก่อนจะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนได้ทวีความคึกคักมากขึ้นตามลำดับ สังเกตได้จากภาคีอาเซียนได้หันหน้ามาร่วมมือกันมากขึ้น เพราะต่างตระหนักถึงความสำคัญจากการผนึกกำลังความร่วมมือทั้งด้านเศรษฐกิจ และการประสานผลประโยชน์ด้านการเมือง สังคมวัฒนธรรมในระดับภูมิภาค กระนั้นก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีคนบางกลุ่มพยายามจุดกระแสชาตินิยมแสดงความกังวลในเรื่องการรักษาประโยชน์ของประเทศหลังรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว รวมไปถึงปัญหาข้อพิพาทต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ทั้งในเรื่องปัญหาชายแดน ชาติพันธุ์ การลักลอบค้ายาเสพติด และค้ามนุษย์ ซึ่งสวนทางกับความร่วมมือและการพัฒนาที่จะมีขึ้นในอนาคต
ประเด็นนี้จึงเป็นสิ่งท้าทายกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะการตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับประโยชน์ที่ไทยจะได้รับโดยตรงจากการเป็นประชาคมอาเซียน ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนพร้อมจะก้าวไปสู่ประชาคมอาเซียนพร้อมๆ กัน
งานท้าทายประเด็นที่สองก็คือ การกำหนดนโยบายช่วงที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างมหาอำนาจตะวันตกสหรัฐอเมริกากับมหาอำนาจตะวันออกจีนมีแนวโน้มจะดุเดือดมากขึ้น อันจะยิ่งมีผลกระทบต่อความร่วมมือของอาเซียน โดยเฉพาะการแสดงจุดยืนและรักษาระยะความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจ สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์อันดีและยาวนานกับทั้งสองมหาอำนาจตะวันตกและตะวันออก จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่กระทรวงบัวแก้วต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อเตรียมแผนไว้พร้อมว่าจะวางตัวเช่นใดท่ามกลางบรรยากาศการเผชิญหน้าทางเศรษฐกิจของสองประเทศที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายกระทรวงการต่างประเทศ ในการประสานผลประโยชน์ ถ่วงดุลอำนาจความร่วมมือ และความสัมพันธ์ในทุกด้านให้คงไว้
ส่วนการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร กรณีที่กัมพูชาร้องขอให้ศาลโลกตีความอาณาบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหาร คงต้องยกให้เป็นวาระแห่งปี ซึ่งเรื่องนี้สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกการต่อสู้คดีในศาลโลก ซึ่งจะนัดชี้แจงทางวาจาทั้งจากไทย และกัมพูชาอีกครั้งในเดือนเมษายน 2556 หลังจากนั้นคณะผู้พิพากษาจะพิจารณา และคาดว่าจะมีการตัดสินในปลายปี 2556 ในเรื่องต่อสู้คดีในศาลโลก แน่นอนว่า ความเป็นเอกภาพของคนในประเทศจะเป็นส่วนสำคัญในการต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร โดยเฉพาะการให้ความเชื่อมั่นและเป็นกำลังใจให้แก่คณะทำงานต่อสู้คดีที่มีนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย ที่มุ่งมั่นและตั้งใจกับการค้นคว้าหาข้อมูลและหลักฐานเพื่อใช้ในการต่อสู้คดี
ส่วนที่สอง เป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจกับประชาชนถึงแนวโน้มผลการตัดสินของศาลโลก ในข้อเท็จจริงว่า ศาลโลกมีคำตัดสินให้เฉพาะปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2505 แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เป็นเรื่องที่กัมพูชาขอให้ศาลโลกตีความในเรื่องอาณาบริเวณเท่านั้น แนวโน้มผลคำตัดสินประเทศไทยอาจจะไม่เสียผลประโยชน์ หรือได้มากกว่าที่หวัง ดังนั้นจะเห็นว่า สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า เป็นการรับมือกับกระแสชาตินิยมที่อ่อนไหวต่อการถูกนำมาปลุกปั่นได้ง่าย หากศาลโลกมีคำตัดสินเป็นผลดีต่อไทย หากเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจแก่กัมพูชา ย่อมจะส่งผลต่อความสัมพันธ์และอาจจะส่งผลกระทบต่อความร่วมมือระหว่างกันในด้านอื่นๆ หรือหากศาลโลกมีคำตัดสินเป็นผลดีกัมพูชา
นี่จะเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องรักษาความรู้สึกของคนในประเทศ โดยระหว่างนี้จะต้องรุดทำความเข้าใจและคลี่คลายประเด็นทุกข้อสงสัยของประชาชน แม้ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศจะทำความเข้าใจกับประชาชนมากอยู่แล้ว แต่หากได้ทำความเข้าใจครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ทุกระดับอย่างลึกซึ้งก็จะยิ่งส่งผลดีมากกว่า
สำหรับการพิจารณารับขอบเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือไอซีซี ที่กลายเป็นประเด็นชวนฝันให้แก่กลุ่มเสื้อแดง ที่ได้เรียกร้องขอให้ไอซีซีเข้ามาดูแลให้ความเป็นธรรมต่อเหตุการณ์การสลายผู้ชุมนุมเสื้อแดงในเดือนเมษายน 2554 ดูเหมือนว่า ในขณะนี้มีความชัดเจนระดับหนึ่งแล้วว่า กระบวนการยุติธรรมในประเทศยังเดินหน้าต่อไปได้ จึงเป็นเรื่องยากที่ไอซีซีเข้ามาดูแลคดีดังกล่าว
เรื่องนี้คงต้องอาศัยให้เจ้ากระทรวงบัวแก้วเป็นผู้ชี้แจงกลุ่มคนเสื้อแดงให้เข้าใจ เพื่อลดกระแสการเมืองในประเทศ ถ้ายิ่งนำการเมืองไปเล่นนอกประเทศ ก็จะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา และยังบั่นทอนความเจริญ และเอกภาพ ในการดำเนินนโยบายความร่วมมือและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
--------------------
(บัวแก้วกับงานท้าทายในปี 2556 : โดย...นันทิดา พวงทอง)



