ข่าว

'บัญญัติ'ฟันธงการเมืองไทย56ขัดแย้งสูง

'บัญญัติ'ฟันธงการเมืองไทย56ขัดแย้งสูง

31 ธ.ค. 2555

"บัญญัติ" ฟันธง การเมืองไทยปี 56 ขัดแย้งสูง เหตุปัจจัย 4 ประการ ชี้ "อำนาจนิยม-แก้รธน."ตัวเร่งขัดแย้ง

          วันที่ 31 ธ.ค.55 นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปี 2556 ว่า  ตนเชื่อว่า การเมืองปี 2556 จะไม่ค่อยดี  วิเคราะห์จาก 4 ตัวแปรที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมา โดยตัวแปรแรกคือ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีลักษณะการทำงานที่เป็นอำนาจนิยมมากขึ้น โดยเชื่อมั่นว่าการใช้อำนาจที่เด็ดขาด กระทำกับคู่ต่อสู้ทางการเมือง กระทำต่อคนที่มีความเห็นต่างจากตนเองและมั่นใจว่าจะเป็นวิธีการที่ได้ผล อย่างกรณีการตั้งข้อหากับนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฏร์ธานี ที่สั่งการสลายการชุมนุมปี 53 ทั้งที่คนมีประสบการณ์ทางคดีความเห็นว่า เป็นเรื่องที่ไกลมาก ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า เป็นการทำให้คู่ต่อสู้ทางการเมืองและคนเห็นต่างได้รับความยุ่งยาก หรืออย่างกรณีการสลายการชุมนุมของกลุ่มพิทักษ์สยาม ของพล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ หรือเสธ.อ้าย เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่หลายฝ่ายมองว่า ข้ามขั้นตอนและรุนแรงเกินไป กรณีนี้เห็นชัดว่าหันมาใช้อำนาจมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรที่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงได้ เพราะเห็นได้จากบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ว่า ที่ไหนมีการอำนาจที่ไม่เป็นธรรมมากขึ่นที่นั่นจะมีการต่อสู้มากขึ้น
   
          นายบัญญัติ กล่าวว่า ตัวแปรที่ 2 คือ ปัญหาของประชาชน ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าปี 2555 ที่ผ่านมาหนักหนาสาหัส  ทั้งเรื่องค่าครองชีพ ราคาสินค้า ราคาพลังงาน  ราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ จนทำให้เกิดการชุมนุมเรียกร้องหลายครั้ง แต่รัฐบาลก็ใจเย็น  หากในปีหน้ารัฐบาลยังนิ่งเฉย เชื่อว่า จะมีการชุมนุมมากขึ้น และหากรัฐบาลมั่นใจกับการสลายการชุมนุมเหมือนม็อบ เสธ.อ้าย ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา ประการที่ 3 คือ เรื่องรัฐบาลที่จะทำเพื่อคนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล นั่นคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากรากฐานของเผด็จการ  จะต้องแก้ทั้งฉบับ ซึ่งรัฐบาลก็ประกาศเดินหน้าด้วยการทำประชามติ  โดยตั้งเป้าว่า หากประชามติไม่ผ่านก็จะกลับมาแก้เป็นรายมาตรา ทั้งที่ความจริงแล้ว สามารถแก้เป็นรายมาตราได้ แต่ก็มีความพยายามแก้ทั้งฉบับ  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความมุ่งหมายที่แท้จริงคือ ต้องการแก้บางมาตรา ไม่ใช่เรื่องของรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ กรณีเช่นนี้ก็จะนำไปสู่ความรุนแรงได้เช่นกัน เพราะจะมีฝ่ายต่อต้านออกมา เนื่องจากเห็นว่า มีวาระซ่อนเร้น ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าพยายามทำให้การประชามติผ่านได้ตามที่ตัวเองต้องการ เชื่อว่าจะทำให้กระบวนการกฏหมายบิดเบือน  ความจำเป็นต้องหาทางสร้างแรงจูงใจให้คนออมาใช้สิทธิ์ให้มากเกินครึ่งหนึ่งของคนที่มีสิทธิ์ออกเสียง  การให้ความเข้าใจบนเวทีสานเสวนา วิทยากรที่ออกไปพูดในเวทีต่างๆเพื่อโน้มน้าระชาชน ซึ่งอาจเบี่ยงเบนไปตามที่ควรจะเป็น กรณีเช่นนี้ก็นำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้นในปี 2556
               
          นายบัญญัติ กล่าวว่า และ 4 คนเสื้อแดง โดยเฉพาะการชุมนุมครั้งสุดท้ายที่โบนันซ่า มีการประกาศ  3 ข้อคือ 1. ให้โหวตแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ วาระสาม 2.เรียกร้องให้รัฐบาลลงนามรับรองเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ และ 3. เรียกร้องให้คณะรัฐมนตรี ออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมให้ประชาชนในเหตุการณ์การชุมนุมนั้น ตรงนี้มีแนวโน้มที่จะทำให้การเมืองปี 2556 ไม่ราบรื่น และอาจมีความขัดแย้งมากขึ้น อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาล หากรัฐบาลไม่ใช่อำนาจเกินขอบเขต แก้ปัญหาปากท้องของประชาชน โดยไม่ให้ความสำคัญกับวาระซ่อนเร้นที่เป็นประโยชน์กับพวกพ้องมากเกินไป และพูดจากับกลุ่มเสื้อแดงที่อยู่ในวิสัยที่จะทำได้ เพราะเป็นเครือข่ายของตนเอง ซึ่งจากตัวแปร 4 ประการที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น แต่อยู่ที่รัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นตัวกำหนด นี่คือภาพรวมของการเมืองปี 2556 ที่เห็น
               
          “หากรัฐบาลเดินหน้าทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญและเกิดความไม่ชอบพามากล คำถามตั้งแบบเอาเปรียบ การให้ข้อมูลแบบเบี่ยงเบน การเปิดโอกาสให้ 2 ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน แต่รัฐบาลกลับทำผิดแบบนอกลู่นอกทาง คือพยายามใช้ความได้เปรียบ การใช้อำนาจรัฐ นำไปสู่ทิศทางที่ต้องการ โอกาสที่จะเกิดเวทีของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยอย่างมากมาย ในประเทศ ซึ่งความขัดแย้งจะเกิดขึ้นทันที”นายบัยญัติ กล่าว
               
          นายบัญญัติ กล่าวว่า หากประกาศชัดเดินหน้าในเรื่องดังกล่าวตนก็เชื่อว่า จะเกิดการเมืองนอกสภาอย่างแน่นอน  เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีเป้าหมายเพื่อคนๆเดียว และก่อนหน้านี้ก็มีความเห็นในเรื่องของการจัดการศาล จัดการองค์กรอิสระ  ซึ่งแนวโน้มหากปล่อยให้มีการแก้ไขแบบนี้ประเทศไทยจะกลายเป็นประชาธิปไตยรวมศูนย์  ทุกวันนี้ที่บอกว่า อำนาจนิติบัญญัติถ่วงดุลอำนาจบริหารนั้นไม่ใช่แล้ว เพราะฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติญัตติเป็นพวกเดียวกัน และยังมีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้สภาผู้แทนราษฏรเห็นชอบเลือก ประธานศาลฏีกาก็เท่ากับดึงอำนาจศาลเข้ามาอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ การรวมศูนย์อำนาจก็มากขึ้น
               
          นายบัญญัติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ทำประชามติ หากรัฐบาลใช้อำนาจ ใช้ความเอารัดเอาเปรียบ การต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็จะมีมากขึ้นก็เป็นเรื่องที่น่าวิตก ซึ่งความจริงแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขในในสภา เพราะรัฐบาลก็มีเสียงข้างมากอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องออกนอกสภา แทนที่จะแก้รายมาตราแต่ก็ไม่กล้าทำเพราะหากทำเท่ากับเป็นการเปิดโฉมหน้าว่า แก้มาตรานี้เพื่ออะไรเพื่อใคร จึงใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อยืมมือสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยมั่นใจว่า เสียงข้างมากของส.ส.ร. จะสามารถคุมได้ ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่การต่อต้าน ซึ่งทุกฝ่ายก็ไม่อยากเห็นความรุนแรงเกิดขึ้น
               
          “หลายคนไม่เข้าใจว่า รัฐบาลจะรีบเร่งเรื่องนี้ทำไม เพราะปัญหาบ้านเมืองมีมากต้องรีบแก้ไข สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือ ความนิ่งของการเมือง อะไรที่ไม่ใช่ปัญหาก็ไม่ควรนำมาเป็นปัญหา ซึ่งจะบอกว่าตัวรัฐธรรมนูญเป็นตัวปัญหาทำให้บ้านเมืองเดินไปไปไม่ได้ แก้ปัญหาค่าครองชีพ แก้ปัญหาคอร์รัปชั่น แก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ เพราะตัวรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่ ทั้งที่รัฐธรรมนูญปี 50 เป็นรัฐธรรมนูญที่คุมเข้มรัฐในแง่การทุจริตคอร์รัปชั่นให้ทำยากขึ้น เพราะมีองค์กรอิสระมากมายเพื่อถ่วงดุลรัฐบาล “นายบัญญัติกล่าว
               
          นายบัญญัติ กล่าวว่า ตัวแปร 4 ตัว ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวเร่งที่จะกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น โดยเฉพาะตัวอำนาจนิยม และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ซึ่งรัฐบาลไม่ถอยแน่ และ 2 ตัวนี้จะเป็นเร่งสำคัญให้เกิดความขัดแย้งสูงขึ้น ส่วนตัวแปร ในเรื่องของปัญหาประชาชน และคนเสื้อแดง เชื่อว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาได้ โดยเฉพาะคนเสื้อแดง ที่รัฐบาลสามารถพูดคุยได้ เพราะเป็นเนื้อเดียวกันกับรัฐบาล
               
          เมื่อถามว่า นายกฯจะมีอำนาจยับยั้งไม่ให้เกิดความขัดแย้งได้หรือไม่  นายบัญญัติ กล่าวว่า หากดูที่รัฐบาลได้ฉายา “รัฐบาลพี่คนแรก” ก็ต้องให้”พี่”เป็นคนยับยั้ง รวมไปถึงนายกฯ ครม.รัฐมนตรี และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ซึ่งหลายคนก็ตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้เป็นอย่างดี แต่ที่ยังไม่เข้าใจคือ ทำไม่พูดจากัน ว่าในขณะที่บ้านเมืองยังมีปัญหามาก เศรษฐกิจโลกที่ถดถอยส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยขนาดไหน นโยบายประชานิยมที่มีปัญหา ทำไมรัฐบาลไม่แก้ปัญหาเหล่านี้ แต่กลับเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ
               
          เมื่อถามย้ำว่า พี่คนแรกจะหยุดหรือไม่ เพราะล่าสุดก็มีการโฟนอินกับคนเสื้อแดงที่โบนันซ่า เขาใหญ่ นายบัญญัติ กล่าว ตนเข้าใจว่าคง 2 จิต 2 ใจ การที่ออกมาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญว่าจะไม่เดินหน้าลงมติวาระ 3 สะท้อนให้เห็นว่าเขาก็เข้าใจเหมือนกันว่า หากเดินหน้าลงมติวาระ 3 อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ การทำแบบนั้นเท่ากับเป็นการเดินเอาหัวชนกำแพง จึงได้หันมาทำประชาชมติแทน บางครั้งก็เหมือนว่า จะรุกไปข้างหน้าเพื่อทำสิ่งที่ตัวเองต้องการแต่ก็ยังมีความรู้สึกลึก ๆว่า  หากทำแล้วกระทบอำนาจรัฐจนเป็นเหตุให้เสถียรภาพของรัฐบาลมีปัญหาก็ยังอยากประคับประคองอยู่เพื่อรักษาอำนาจรัฐให้อยู่ยาวนานที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจึงหยิบประเด็นร้อนนี้ขึ้นมาทำหากอยากมีอำนาจรัฐอยู่ ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะมีลักษณะความขัดแย้งในตัวเองอยู่ อาจกลายเป็นคนที่ 2 บุคคลิกไปแล้วก็ได้ สุดท้ายการตัดสินใจจะใช้บุคคลิกไหนแล้วก็จะเป็นตัวชี้วัดว่า จะเกิดความขัดแย้งรุนแรงในบ้านเมืองหรือไม่