
บางเรื่องก็เปลี่ยนบางเรื่องก็ไม่เปลี่ยน
บางเรื่องก็เปลี่ยน บางเรื่องก็ไม่เปลี่ยน : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]
ปีนี้มีโอกาสได้เขียนคอลัมน์ลงในวันปีใหม่ของปี 2556 ก็ถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับ ก่อนจะเข้าเรื่องก็ขอกราบอวยพรให้ท่านผู้อ่านมีความสุขรับปีนี้นะครับ
ทีนี้มาเข้าเรื่องกันครับ ก็ขอจัดประเด็นเรื่องของธรรมเนียมของสื่อบางอย่างในปลายปี นั่นก็คือเรื่องของการตั้งฉายาให้แก่บุคคลต่างๆ ที่เป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งก็ทำกันมาทุกปี
ส่วนหนึ่งก็ต้องเข้าใจว่าการตั้งฉายาของสื่อที่มีต่อบุคคลสาธารณะนั้นเป็นธรรมเนียมที่เขาปฏิบัติกัน จะว่าไม่มีสาระก็ไม่ได้ เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมของสื่อของบ้านเราเอง ที่ไม่เหมือนใครและในอีกด้านหนึ่ง มันก็สะท้อนถึงวัฒนธรรมการวิจารณ์แบบบ้านเราเช่นกัน เพราะว่าอย่างน้อยการตั้งฉายาก็เป็นเรื่องของการวิจารณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน
เพียงแต่ว่าถ้ามองภาพรวมแล้วทั้งปีก็ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่าสื่อนั้นนอกจากตั้งฉายาแล้ว ได้ทำหน้าที่ในการติดตามสืบสวนเรื่องราวต่างๆ ได้มากน้อยแค่ไหน หรือว่าทำหน้าที่หลักในการทำข่าวในของสองด้านคือ แสดงทัศนะ และสอบถามความเห็นของผู้คนที่สื่อเอามาชนกันในนามของความเป็นกลาง
อย่างเรื่องที่ต้องถือว่าสำคัญที่สุด อย่างน้อยในมุมของคนที่ไม่เอารัฐบาลนี้ซึ่งถ้าเจาะให้ลึกที่สุดคือไม่เอาระบอบทักษิณ และสนับสนุนทั้งรัฐประหารและการกระชับพื้นที่ที่มีคนตายไปจะเหยียบร้อย ถ้าคิดว่าคนเหล่านี้เขาทำอะไรที่ถูกต้องจริงๆ สื่อก็ควรจะทำอะไรมากกว่าตั้งฉายารัฐบาลสองปีซ้อน จาก "ทักษิณส่วนหน้า" ถึง "พี่คนแรก" เพราะประเด็นการโค่นล้มระบอบทักษิณรอบที่แล้วนั้นไม่ได้มาจากการทำข่าวอะไรของสื่อมากไปกว่า ขบวนการเคลื่อนไหวของเสื้อเหลืองที่เขามีสื่อของตัวเองมากกว่า
จะให้ตอบว่าทั้งหมดของการตั้งฉายานั้นสะท้อนความอ่อนแอในระดับรากทางวัฒนธรรมของสื่อเองใช่หรือไม่ ที่คิดว่าสุดท้ายก็ทำได้แค่ตั้งฉายา มากกว่าไล่ล่าทักษิณ หรือชี้ว่าอะไรถูกอะไรผิดเข้าจริงๆ ในสังคม
ทีนี้ในอีกด้านหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจก็คือความเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมและภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อรูปการณ์จิตสำนึกของผู้คน ซึ่งที่ผ่านมานั้นก็คงจะมีการถกเถียงกันพักใหญ่แล้ว ในสองมุม หนึ่ง คือมองว่าประชาชนส่วนใหญ่เป็นควายและถูกชักจูงได้ง่าย และสอง คือมองว่าประชาชนนั้นเปลี่ยนแปลงไปแล้ว และกลายเป็นชนชั้นกลางในต่างจังหวัดที่พร้อมที่จะเรียกร้องความเท่าเทียมกัน และทวงคืนสิทธิต่างๆ ในทางนโยบาย
ในตอนท้ายปี ข้อมูลอีกชุดที่น่าสนใจออกมาจากสำนักโพลล์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอแบคโพลล์ สวนดุสิตโพล และอีสานโพล สรุปข้อมูลบางด้านที่น่าสนใจ อาทิ นักการเมืองชายที่เป็นที่นิยมและรู้จักนั้น คือ อภิสิทธิ์ ชูวิทย์ และเฉลิม ซึ่งหากมองในด้านบวกก็พบว่า อย่างน้อยอภิสิทธิ์ก็ยังเป็นที่สนใจอยู่ แต่ถ้ามองตามมาก็คือ นักการเมืองทั้งสามคนไม่ได้เป็นที่รู้จักในด้านบวกเท่านั้น เพราะอภิสิทธิ์ก็เจอปัญหามากไม่ใช่น้อยในข้อกล่าวหา ส่วนชูวิทย์และเฉลิมนั้นก็เป็นนักการเมืองที่ขายความขัดแย้งเป็นหลัก
ขณะที่นักการเมืองหญิงนั้น นอกจากนายกฯ ปูจะนำโด่ง ที่ตามมาคือปวีณา และสุดารัตน์นั้นไม่ได้อยู่ในการเมืองสภาด้วยซ้ำ
แต่เรื่องที่ใหญ่ต่อมาก็คือ ความนิยมในตัวศิลปินและรายการบันเทิง ที่จะพบว่าช่องสามและแกรมมี่นั้นกินขาดทุกด้าน ซึ่งน่าจะทำให้เราเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและอิทธิพลของสื่อในรูปแบบใหม่ๆ ได้เพิ่มขึ้น ดังนั้นความเชื่อเรื่องช่องสามและช่องเจ็ดนั้นมีพื้นที่ที่แตกต่างกันคงจะไม่จริง หรือเชื่อว่า คนต่างจังหวัดนั้นคิดไม่เหมือนเรานั้นคงไม่ใช่ประเด็นที่จะอ้างได้ลอยๆ อีกต่อไป
ความน่าสนใจก็คือ ถ้าบางเรื่องเราไม่ได้ต่างกันแล้ว แต่ทำไมหลายคนยังเชื่อว่าเรื่องบางเรื่องนั้นเราคิดต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้…
เว้นแต่ว่าการพยายามอ้างว่าเราแตกต่างจากคนอื่นนั้นเป็นเพียงทุนทางวัฒนธรรมบางอย่างที่กำลังจะสูญสลายลงไปทุกวัน ...



