ข่าว

ปริศนา'ปลาฟูกูชิมะ'20เดือนเปื้อนนิวเคลียร์

ปริศนา'ปลาฟูกูชิมะ'20เดือนเปื้อนนิวเคลียร์

31 ธ.ค. 2555

ปริศนา'ปลาฟูกูชิมะ' 20เดือน...เปื้อนนิวเคลียร์ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

               แม้เหตุการณ์เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟูกูชิมะระเบิดในญี่ปุ่นจะผ่านพ้นไปปีกว่าแล้ว แต่ผลกระทบจากกัมมันตรังสีตกค้างในสิ่งแวดล้อมยังคงถูกนักวิจัยรายงานออกมาเป็นระยะๆ ล่าสุด ศ.ดร.เคน บูซเลอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีทางทะเล ตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับสารกัมมันตรังสีที่ตกค้างในปลาของฟูกูชิมะ (Fishing for Answers off Fukushima) โดยอ้างว่า ทุกวันนี้อาจมีรังสีจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์รั่วไหลลงสู่ทะเล เนื่องจากทีมวิจัยได้จับสัตว์น้ำทั้งปลา หอย สาหร่าย ฯลฯ บริเวณชายฝั่งของฟูกูชิมะมาตรวจดู พบว่าระดับการปนเปื้อนนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดของปลา แต่ไม่มีแนวโน้มลดลง
   
               รายงานฉบับดังกล่าวตีพิมพ์เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา อ้างว่าปลาน้ำลึกมีระดับการปนเปื้อนรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สูงสุด  และปลามากกว่าร้อยละ 40 ยังคงตรวจพบ สารซีเซียม 134 และ ซีเซียม 137 ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัย 2 อย่างด้วยกัน คือ 1.น้ำเสียที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสียังคงรั่วไหลต่อเนื่องออกจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา-ไดอิจิลงทะเล 2.มีการปนเปื้อนในตะกอนที่ทับถมตามแนวชายฝั่งหรือบนพื้นมหาสมุทร 
         
               งานวิจัยชิ้นนี้สร้างความกังวลให้แก่ประเทศที่สั่งซื้อปลาจากญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งในไทยเอง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ที่ผ่านมา นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า มีการเฝ้าระวังการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีในอาหารที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น โดยกำหนดให้ผู้นำเข้าอาหารทุกประเภทจาก 8 จังหวัด ได้แก่ ฟูกูชิมะ, กุมมะ, อิบารากิ, โทจิงิ, มิยางิ, ชิบะ, คานากาวะ, และชิซูโอกะ แสดงผลตรวจวิเคราะห์การปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากห้องปฏิบัติการของรัฐ หรือเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่น โดยระบุประเภทชนิดอาหาร และปริมาณกัมมันตรังสี (Certificate of Analysis) ส่วนกรณีนำเข้าอาหารจากพื้นที่นอกเหนือจาก 8 จังหวัด ผู้นำเข้าจะต้องมีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดของสินค้าที่มีการเพาะปลูก หรือเพาะเลี้ยง หรือผลิต จากหน่วยงานที่ได้รับความเชื่อถือ โดยเจ้าหน้าที่ อย.ได้ตรวจสอบการนำเข้าจากญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้ว
         
               ข้อมูลเว็บไซต์เตือนภัยสารกัมมันตรังสีระบุว่า การปนเปื้อน ของสารซีเซียมในสิ่งแวดล้อมจากอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ มีโอกาสตกค้างในสิ่งแวดล้อม แหล่งน้ำพืช สัตว์ ฯลฯ และสามารถแพร่เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์และสัตว์ผ่านทางห่วงโซ่อาหาร การกินอาหารปนเปื้อนเหล่านี้เข้าไปในปริมาณสูงจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น ทำให้อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หรือก่อให้เกิดมะเร็งได้ โดยเฉพาะสารซีเซียม 137 เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะกระจายไปทั่วและแอบไปสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อรวมถึงตับและไขกระดูก มีบางส่วนถูกขับออกโดยเหงื่อและปัสสาวะ หากสะสมจำนวนมากในเนื้อเยื่อจะทำให้เนื้อเยื่อตายทันทีและนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งหรือเซลล์ในร่างกายกลายพันธุ์ได้
 
               ดร.สัญชัย นิลสุวรรณโฆษิต ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์เทคโนโลยี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายว่าสารกัมมันตรังสี “ซีเซียม” ซึ่งตกค้างในปลานั้น จะสลายตัวไปไม่เท่ากัน โดย “ซีเซียม 134” ใช้เวลาสลายตัวหมดภายใน 3 ปี ขณะที่ “ซีเซียม 137” ใช้เวลา 43 ปี แต่ต้องไม่มีการสะสมเพิ่มเติมใหม่
 
               “งานวิจัยชิ้นนี้น่าสนใจตรงจุดที่อ้างว่า ร้อยละ 40 ของปลาที่จับได้ในบริเวณใกล้ฟูกูชิมะมีการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี 'ซีเซียม' สูงขึ้น ทำไมจึงพบในปลาเพียงร้อยละ 40 ของปลาทั้งหมดที่จับได้ หากการรั่วไหลเป็นไปอย่างแพร่หลายจริง น่าตรวจพบในสัดส่วนใกล้ 100 เปอร์เซ็นต์ อาจเป็นไปได้ว่าการรั่วไหลดังกล่าวถ้ายังมีอยู่จริง น่าจะรั่วไหลเฉพาะจุดทำให้ตรวจพบเจอเฉพาะปลาที่อาศัยในบริเวณนั้น” ดร.สัญชัย ให้ข้อมูล
 
               ดร.สัญชัยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะนั้น ใช้วิธีการกักเก็บสารรังสีนิวเคลียร์ไว้ในโครงสร้างเหล็กกล้า ระบบกักเก็บแบบนี้มีจุดอ่อนที่ระบบท่อซึ่งอาจแตกหักเสียหายได้ง่าย ทั้งจากการสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว หรือการสั่นที่เกิดขึ้นเอง หากจะให้ปลอดภัยควรใช้ระบบการกักเก็บสารรังสีในระบบปิด เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีความแข็งแรงสามารถทนต่อการระเบิด รวมถึงการโจมตีโดยอาวุธหากมีการก่อการร้ายเกิดขึ้น
 
               เหตุการณ์ในฟูกูชิมะทำให้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย ที่โหมโฆษณามานานกว่า 10 ปีหยุดชะงักไปชั่วคราว เครือข่ายภาคประชาชนนำประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมาถอดบทเรียน
     
               “สดใส สร่างโศก” ตัวแทนเครือข่ายชุมชนต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จ.อุบลราชธานี ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ว่า มีการแลกเปลี่ยนข่าวสารกับเครือข่ายคัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่นและเอเชียอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะปัญหาสารกัมมันตรังสีที่ตกค้างในสัตว์ทะเล แต่ยังพบปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าเป็นห่วงคือ  รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังจะประกาศยุบสภา หากได้รัฐบาลใหม่ที่คาดกันว่าเป็นกลุ่มสนับสนุนนิวเคลียร์ อาเซียนคือเป้าหมายใหม่ ประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายการส่งออกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของญี่ปุ่นและเกาหลีอย่างแน่นอน 
 
               ตัวแทนเครือข่ายฯ แสดงความเป็นห่วงว่า หากเกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีแบบญี่ปุ่นจะทำอย่างไร เด็กหลายคนมีอาการเลือดกำเดาไหล ปัญหาผลผลิตเกษตรปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ชาวนาญี่ปุ่นมีภาวะซึมเศร้า ฆ่าตัวตายไปหลายคนแล้ว เพราะไม่รู้จะไปทำอาชีพอะไร มีคนเร่ร่อนมากขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นพยายามผลักดันให้ชาวบ้านกลับไปอยู่ที่เดิม แต่ชาวบ้านกังวลเรื่องสารตกค้างที่ป่าไม้ เมื่อมีฝนตกน้ำจะนำสารกัมมันตรังสีไหลมาที่ชุมชนเช่นเดิม จากการตรวจสุขภาพเด็กพบว่า มีเด็กอาการเป็นไทรอยด์ 1 คน ซึ่งค่อนข้างพบน้อยมาก แม้ยังไม่แน่ชัดว่ามาจากสาเหตุอะไร ต้องเฝ้าระวังต่อไป มีข้อมูลอ้างว่าชาวบ้านกว่า 5 แสนคนในฟูกูชิมะหรือผู้อาศัยแถวนั้นอาจเป็นมะเร็ง ต้องติดตามต่อไปในอนาคต ทุกวันนี้มีคนประมาณ 1.8 ล้านคน ได้รับผลกระทบแล้วจากการแผ่กระจายรังสีจากเชอร์โนบิล พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า
 
               “พื้นที่โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ในภาคอีสาน ทั้งบริเวณเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี และอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เพราะว่าสองพื้นที่มีระบบคลองชลประทาน สามารถนำน้ำมาใช้หล่อเย็นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงชาวบ้านแย่แน่ๆ ส่วนใหญ่วิถีชีวิตอยู่กับน้ำ ใช้ทำนา เลี้ยงสัตว์ หาปลา ฯลฯ อยากถามว่าสร้างแล้วรับประกันได้ไหมจะไม่เกิดอุบัติเหตุร้อยเปอร์เซ็นต์ ก็ไม่มีใครกล้ารับประกันสักที ถ้าไม่อยากให้เกิด ต้องป้องกันที่ต้นเหตุคือไม่ต้องสร้างในไทย ไม่ต้องมานั่งกังวลหรือเฝ้าระวังว่าจะระเบิดเมื่อไหร่ มีบทเรียนจากฟูกูชิมะและเชอร์โนบิล ปัญหาเยอะแยะไปหมดยังแก้ไม่ได้ ไม่รู้อีกกี่ปีกี่ชาติ หรือ ต้องใช้งบประมาณแค่ไหนจึงจะทดแทนสิ่งที่สูญเสียไปได้” สดใสให้ข้อมูล
           .......................

(หมายเหตุ : ปริศนา'ปลาฟูกูชิมะ' 20เดือน...เปื้อนนิวเคลียร์ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)