
2555ปี'เอาอยู่'
2555 ปี ’เอาอยู่’ : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง
โพลล์ไม่เห็นด้วยฉายา “ปูกรรเชียง” เพราะเห็นว่านายกฯ ทำงาน ผมก็ไม่เห็นด้วยแต่อาจเห็นต่าง คือนายกฯ ไม่ต้องทำงานแต่เสถียรภาพรัฐบาลมั่นคง ไม่ได้ร่อแร่เอาตัวไม่รอดอย่างที่สื่อให้ภาพ
ปี 2555 เริ่มขึ้นโดยสถานการณ์การเมืองร้อนแรงจากข้อเสนอแก้ไข มาตรา 112 และการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อเลือกตั้ง ส.ส.ร.มายกร่างใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งถูกศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงเข้ามาใช้อำนาจยับยั้ง โดยที่ไม่มีบทบัญญัติรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ แต่ตีความขยายอำนาจตัวเอง
สถานการณ์ช่วงนั้นดูเหมือนรัฐบาลย่ำแย่ แต่ภายหลังศุกร์ 13 กระแสการเมืองก็พลิกกลับ เห็นได้ชัดเจนว่ากระแสสังคมวงกว้าง ผู้คนที่อยู่ตรงกลาง ไม่อยากเห็นการเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย เบื่อหน่าย เข็ด ความขัดแย้งรุนแรง ขอความสงบเพื่อจะได้ทำมาหากิน ไม่อยากเห็นการรัฐประหารหรือล้มรัฐบาลด้วยศาลอีก
กระแสนี้ไม่ได้บอกว่าชื่นชอบรัฐบาล แต่หนุนรัฐบาลโดยอ้อม ในทางการเมืองกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตย เพราะสังคมไทยเริ่มตระหนักว่าจะต้องแก้ปัญหาการเมืองด้วยวิถีประชาธิปไตยเท่านั้น ออกนอกลู่ไปทางอื่นไม่ได้ มีแต่จะขัดแย้งรุนแรงไม่จบและเสียหายกันทุกฝ่าย
ฉะนั้นตราบใดที่รัฐบาลไม่ “หักด้ามพร้าด้วยเข่า” ในทัศนะของคนทั่วไป เช่น เอาทักษิณกลับบ้าน หรือหักหาญแก้รัฐธรรมนูญ ชอบไม่ชอบรัฐบาล ก็ยินยอมให้บริหารต่อไป
กระแสรักสงบยิ่งเด่นชัดเมื่อเกิด “ม็อบแช่แข็ง” ระดมพลล้มรัฐบาล เสนออุดมการณ์สุดโต่ง ปกครองโดยคณะบุคคลไม่เอานักการเมืองจากการเลือกตั้งอย่างน้อย 5 ปี ผลคือม็อบทำงานไม่ถึง 8 ชั่วโมงก็ละลาย เจ็บตัวฟรี คนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย รัฐบาลอยู่อย่างมั่นคงมาถึงสิ้นปีทั้งที่สื่อและหมอดูปรามาสว่าจะอยู่ได้แค่วันนั้นวันนี้
หลังจากม็อบแช่แข็งล้มละลาย มั่นใจแล้วว่าล้มรัฐบาลไม่ได้ คนกรุงคนชั้นกลางก็แปรความผิดหวังไปจองรถคันแรก จนลบสถิติงานมอเตอร์เอ็กซ์โป (ฮา)
สถานการณ์ปี 2556 จะเดินไปเช่นนี้ รัฐบาลเพื่อไทยจับทางได้แล้ว ว่ายุทธศาสตร์หลักคือต้องอิงคนตรงกลาง ยอมเป็นฝ่ายตั้งรับ หรือรุกในรับ เพราะมั่นใจว่า “เวลา” อยู่ข้างตัว ฝ่ายที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาลต่างหาก ที่ดิ้นรนกระวนกระวายเพราะ “เวลา” เหลือน้อยลงทุกขณะ ยิ่งดิ้นรน ยิ่งสุดขั้วสุดโต่ง ยิ่งไม่เป็นที่ยอมรับและถูกโดดเดี่ยวไปทุกวัน
ถามว่าสังคมไทยยอมรับได้หรือ กับกลุ่มคนที่แค้นคลั่งจนจะราดกาแฟ หรือเสียสติจนตะโกนด่านายกรัฐมนตรีระหว่างถวายพระพรต่อพระพักตร์
คนเหล่านี้ที่เที่ยวรณรงค์ด่ารัฐบาลเลว ชั่ว โกง ไม่จงรักภักดี แก้รัฐธรรมนูญช่วยทักษิณ ฯลฯ หรือขุดเรื่องเหลือเชื่อ ประเทศไทยเป็นเศรษฐีน้ำมัน มีน้ำมันมากกว่าบรูไน แต่ต้องใช้น้ำมันแพง ฯลฯ จะพากันลงเหวไปแบบที่ตายตาไม่หลับ ไม่เข้าใจว่าทำไมสังคมไทยยอมรับคนโกง
ความจริงพวกเขาไม่เข้าใจว่าสังคมไทยยังไงก็เลือกเดิน “ทางสายกลาง”
แน่นอนอีกด้านหนึ่ง มวลชนเสื้อแดงที่อุดมการณ์ร้อนแรงก็จะอึดอัด ไม่พอใจรัฐบาล เช่น การไม่ยอมลงมติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 แต่เลี่ยงไปทำประชามติก่อน ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามหลักการ และจะมีปัญหาทางกฎหมายมากมาย แต่นี่คือยุทธศาสตร์ทางการเมือง ที่รัฐบาลจะใช้กระบวนการประชาธิปไตยมาขึงพืดรัฐธรรมนูญ 2550 และโดดเดี่ยวฝ่ายที่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้เป็นพวกไร้สติไร้เหตุผล
แต่ต่อให้มวลชนเสื้อแดงอึดอัด ไม่พอใจรัฐบาลเพียงไร พวกเขาก็ต้องเลือกพรรคเพื่อไทย และต้องปกป้องรัฐบาลถ้าฝ่ายตรงข้ามพยายาม “แช่แข็ง”
ฉะนั้น ถ้ารัฐบาลไม่สะดุดขาตัวเองหัวคะมำ เช่น เกิดน้ำท่วมใหญ่อีกครั้ง หรือขายข้าวไม่ออก ขาดทุน 2-3 แสนล้าน จนต้องล้มนโยบายจำนำข้าว ก็จะอยู่ต่อไปอย่างมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเศรษฐกิจดี ขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศแล้ว เอสเอ็มอีไม่ได้ล้มระเนระนาดอย่างที่แช่งกัน เทงบลงทุนเรื่องน้ำ 3.5 แสนล้าน ก่อเกิดการจ้างงานขนานใหญ่
มองไปข้างหน้า เห็นประชาคมอาเซียน เห็นการสร้างรถไฟความเร็วสูงกากบาท คุนหมิง-สิงคโปร์ ดานัง-ทวาย ซึ่งจะพลิกชนบทไทยไม่ต้องพึ่งกรุงเทพฯ
อ้า โทษที ที่ต้องบอกว่าพรรคเพื่อไทยอาจอยู่ไปอีกสิบกว่าปี
ผู้ที่ไม่ชอบรัฐบาล เกลียดและต่อต้าน จึงควรคิดทบทวนได้แล้วว่า คุณจะเดินต่อไปอย่างไร ที่ไม่ให้เป็นฝ่ายถูกโดดเดี่ยว จะกลับเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยอย่างไร ใช้พลังอย่างมีสติ มีเหตุผลอย่างไร ที่สามารถตรวจสอบถ่วงทานรัฐบาลได้ ปีใหม่ คิดใหม่ ไม่สายเกินไปนะครับ



