
เหลียวหลังแลหน้าศก.ไทย
เหลียวหลังแลหน้าศก.ไทย ระวังนอกบ้านเสี่ยง-รัฐมือเติบตัวฉุด : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง
ผ่านพ้นปี 2555 เศรษฐกิจไทยสามารถเอาตัวรอด ขยายตัวได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยมีอัตราการเติบโตน่าจะไม่น้อยกว่า 5-5.8% แต่ต้องรอลุ้นของจริงในเดือนมกราคม 2556 ส่วนในปี "งูเล็ก" นี้ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งหลาย รวมทั้งกูรูด้านเศรษฐกิจต่างฟันธงว่า เศรษฐกิจไทยยังคงไทยเติบได้ในระดับทรงตัวที่ 4.5-5%
ขุนคลังรับสภาพปีนี้เศรษฐกิจโต 5%
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่า ในปีนี้เศรษฐกิจไทยคงขยายตัวได้ในอัตรา 5% เนื่องจากการส่งออกขยายตัวไม่ดีเท่าที่ควร แม้ภาครัฐจะพยายามอัดโครงการประชานิยมต่างๆ ออกมากระตุ้น เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ 7-8% ตามเป้าหมาย แต่ด้วยเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการส่งออกในการขับเคลื่อนอยู่ จึงทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ไม่มากนัก
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยถือว่าอยู่ระหว่างการปรับสมดุล สร้างกำลังซื้อในประเทศ ดังนั้นจึงถือว่าปี 2555 ผ่านพ้นมาแบบมีเสถียรภาพทั้งเศรษฐกิจ อัตราแลกเปลี่ยน ดอกเบี้ย และการจ้างงาน โดยไม่มีปัญหาการว่างงานในอัตราสูง อีกทั้งการบริหารภายใต้กรอบที่การขาดดุลงบประมาณน้อยกว่า 2% ของจีดีพี เศรษฐกิจไทยก็ยังมีความเข้มแข็ง ส่วนปี 2556 เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้ 5% จากมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการเร่งลงทุนในโครงการต่างๆ ของภาครัฐ
"คิดว่าเราไม่ได้รับอานิสงส์จากการดูแลสภาพคล่องของสหรัฐ และเรามีความพร้อมเพียงพอ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. มีหน้าที่ดูแลสภาพคล่องที่ล้นเกินไป ส่วนด้านการคลังเราก็มีแผนลดขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีที่แล้วขาดดุลงบประมาณ 4 แสนล้านบาท ส่วนปีนี้เหลือ 3 แสนล้านบาท และปีหน้าก็จะเหลือ 2 แสนกว่าล้านบาท" นายกิตติรัตน์ กล่าว
ส่วนสถานการณ์การเมืองในรอบปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่านักลงทุนต่างประเทศยังมีความกังวลและไม่แน่ใจ ว่าการเมืองไทยมีความมั่นคงจริงหรือไม่ เพราะยังมีการชุมนุมและความขัดแย้งทางความคิดเกิดขึ้นเป็นระยะๆ ทั้งการดำเนินคดีกับผู้นำฝ่ายค้าน และการแก้รัฐธรรมนูญจึงอาจเป็นชนวนนำไปสู่ความรุนแรงได้ การเมืองจึงเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในปีนี้ ขณะที่รัฐบาลเองก็พยายามเดินสายโรดโชว์หรือชี้แจงนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ธปท.เตรียมรับเงินทุนไหลเข้า
ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย โดยนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่าปัจจัยเสี่ยงในปี 2556 ที่กังวลมากที่สุดคือ เงินทุนเคลื่อนย้าย หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ดำเนินนโยบายการเงินด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบเพิ่มเติม 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรปและปัญหาหน้าผาการคลังของสหรัฐเองด้วย
สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2555 มีแนวโน้มว่าจะเติบโตได้ประมาณ 5.8% สูงกว่าที่เคยประเมินไว้ที่ 5.7% เล็กน้อย ส่วนปี 2556 คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ในระดับ 4.7% จากตัวเลขที่คาดการณ์ไว้เดิม 4.6% โดยมีปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ขณะที่ภาคส่งออกเริ่มมีทิศทางที่ทรงตัว และมีแนวโน้มว่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงต้นปี 2556 เป็นต้นไป และน่าจะกลับมาขยายตัวได้ดีในช่วงครึ่งปีหลัง
สอดคล้องกับที่นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.ที่ระบุว่า แนวโน้มเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าลงทุนในประเทศไทยนั้น น่าจะมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่จะมากน้อยแค่ไหนและส่งผลต่อค่าเงินบาทอย่างไร ถือเป็นเรื่องที่ไม่สามารถประเมินได้ เพราะปัจจุบันมีนักลงทุนไทยออกไปลงทุนต่างประเทศจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ช่วงไหนที่มีเงินทุนไหลเข้ามาก ธปท. ก็พร้อมปล่อยให้ค่าเงินเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ดังนั้น เงินบาทในช่วงดังกล่าวอาจแข็งค่าขึ้นได้บ้าง
“โกร่ง”ชี้ลงทุนสูงไม่กระทบหนี้
ด้านนายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย เชื่อว่า จีดีพีไทยในปี 2555 จะขยายตัวได้ที่ 5.7% ถือว่าดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะช่วงครึ่งหลังของปีเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ส่วนในปี 2556 อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจน่าจะอยู่ที่ 4.6% โดยมองว่าการส่งออก การท่องเที่ยว และการลงทุน จะกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักอีกครั้ง
นอกจากนี้ เห็นว่ามีแนวโน้มที่ญี่ปุ่นจะกลับมาลงทุนในไทยครั้งใหญ่ เนื่องจากตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สึนามิในญี่ปุ่นทำให้เกิดกระแสต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยมีการคาดการณ์ว่าภายใน 1-2 ปีข้างหน้า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นจะถูกปิด ส่งผลให้พลังงานในญี่ปุ่นอาจจะขาดแคลน ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งในญี่ปุ่นอาจจะย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย
ส่วนการลงทุนของไทยเองทั้งโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท และโครงการปรับปรุงระบบน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทนั้น แม้ที่ผ่านมา จะยังไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรมชัดเจน แต่นายวีรพงษ์ยังยืนยันว่าคงต้องผลักดันให้เกิดขึ้น โดยเม็ดเงินการลงทุนจริงอาจออกมาได้ในปี 2556 และปี 2557 และเห็นว่าไทยไม่มีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากต่างประเทศ เพราะในประเทศมีการออมมากกว่าการลงทุนมานานมากกว่า 15 ปี
“การลงทุนดังกล่าวแม้จะทำให้หนี้สาธารณะของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 60-65% ของจีดีพี แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะของประเทศ เพราะมีพื้นฐานด้านเงินออมสูง และหนี้ดังกล่าวไม่ใช่การกู้จากต่างประเทศ จึงไม่น่าเป็นห่วง" นายวีรพงษ์กล่าว
เอกชนหวั่นใช้จ่ายรัฐดันหนี้พุ่ง
ด้านองค์กรระหว่างประเทศล้วนมองเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางเดียวกัน โดย น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย ประเมินว่าปี 2555 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในระดับ 4.5% เนื่องจากผลกระทบของเศรษฐกิจโลก และปัญหาน้ำท่วม ทำให้การส่งออกของไทยชะลอตัวลง
ส่วนแนวโน้มปี 2556 ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าจีดีพีของไทยจะขยายตัวได้ใกล้เคียง 5% โดยปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือ ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในสหภาพยุโรป ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมากน้อยเพียงใด ส่วนการส่งออกปี 2556 น่าจะขยายตัวได้สูงกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากฐานต่ำและภาคการผลิตกลับมาฟื้นตัวได้เต็มศักยภาพ
ขณะที่ภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังเป็นห่วงการดำเนินนโยบายประชานิยม หรือการใช้เงินของรัฐบาลที่อาจมีความเสี่ยงและกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะในอนาคตที่อาจจะชนเพดาน 60% ของจีดีพีได้ โดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จะเติบโตได้ใกล้เคียงกับปี 2555 โดยมีการขยายตัวที่ระดับ 4-5% ปัจจัยบวกมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งระยะสั้นมาจากการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านนโยบายต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การใช้เงินในลักษณะนี้ก็ต้องระมัดระวัง เพราะหากมีการใช้เงินงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจมากอาจนำมาซึ่งการขาดดุลงบประมาณ มีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจนเกิดปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวเหมือนสหรัฐและยุโรป ส่วนปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวคือการเติบโตของประเทศต่างๆ ในอาเซียน เช่น ส.ป.ป.ลาวจีดีพีขยายตัว 10% ฟิลิปปินส์โตจีดีพีขยายตัว 7% แต่ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการเติบโตของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคจะต้องอยู่ที่การปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
ส่วนปัจจัยเสี่ยงในปี 2556 น่าจะมาจากปัจจัยภายนอก ทั้งการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างของเขตเศรษฐกิจสำคัญของโลกอย่างสหรัฐและยุโรปที่ยังขาดความแน่นอนในการแก้ปัญหาโดยสิ่งที่บ่งชี้ความไม่ปกติของเศรษฐกิจยุโรปและสหรัฐคือ การใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าปกติ อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูง แสดงว่าการสร้างงานยังล้มเหลวเศรษฐกิจจะฟื้นตัวยาก
นอกจากนี้ ในปี 2556 ยังต้องจับตามองปัจจัยภายนอกอื่นๆ เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ เช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอิสราเอล อิหร่าน ซีเรีย รวมถึงเหตุการณ์ในเกาหลีเหนือ ญี่ปุ่นและจีนด้วย ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นใจและท่าทีของประเทศต่างๆ ที่จะมีต่อกัน อีกทั้งยังมีบทบาทของมหาอำนาจที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ ภาวะโลกร้อน ซึ่งนำมาซึ่งภัยพิบัติที่บ่อยขึ้น และเกิดในพื้นที่ใหม่ๆ ของโลก
“เศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2556 คงต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น เพื่อให้ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกระทบเราน้อยที่สุด ควรใช้ความคิดในการทำงานในการเฝ้าระวังมากขึ้น เตรียมความพร้อมที่จะอยู่ให้ได้ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น" นายโฆสิต กล่าว
--------------------
(เหลียวหลังแลหน้าศก.ไทย ระวังนอกบ้านเสี่ยง-รัฐมือเติบตัวฉุด : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง)



