
มหากาพย์จำนำข้าวเจ๊งไม่จบ!
มหากาพย์จำนำข้าวเจ๊งไม่จบ ดันทุรังเดินหน้ายิ่งบานทะลุ 1 ล้านล้าน : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง
โครงการจำนำข้าวดูเหมือนจะเป็นมหากาพย์ ที่กลายเป็นประเด็นร้อนได้ตลอดเวลาตั้งแต่กระบวนการจำนำ เก็บรักษาในโกดังไปจนถึงการระบายข้าว ซึ่งในรอบปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าในสังคมมีการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายดังกล่าวกันอย่างมาก โดยมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน จนเรื่องดังกล่าวกลายเป็นจุดอ่อนที่รัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนัก แม้แต่นายวีรพงษ์ รามางกูร ซึ่งอยู่ร่วมทีมกับรัฐบาลในการบริหารจัดการน้ำก็ยังออกปากว่าถ้ารัฐบาลจะพังก็พังเพราะเรื่องนี้
ฝ่ายที่ออกมาคัดค้านมองว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปีแรกใช้เงินไปจำนวนมาก และส่อแววว่าจะขาดทุนบักโกรก การเดินหน้าในปีที่ 2 ก็น่าจะมีผลลัพธ์ไม่ต่างกัน ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนมองว่าเป็นโครงการที่ดี มีเม็ดเงินถึงมือเกษตรกรมากขึ้น ทำให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี ส่วนฝั่งรัฐบาลยืนกรานมาตลอดว่าตราบใดที่ยังไม่ขายข้าวออกไปรับก็ยังไม่ขาดทุน
คลังสรุปยอดใช้เงินรับจำนำ 7แสนล.
สำหรับโครงการจำนำสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐบาลนั้น จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะมีการทำโครงการมาตั้งแต่ปี 2547 โดยกระทรวงการคลังได้สรุปตัวเลขจนถึงเดือนสิงหาคม 2555 พบว่า มีการใช้เงินในโครงการแล้วทั้งสิ้น 7.87 แสนล้านบาท มีผลขาดทุนแล้ว 2 แสนล้านบาท และมีหนี้คงค้างอีก 4.55 แสนล้านบาท หากรวมกับข้าวนาปี 2555/2556 ที่อยู่ระหว่างดำเนินการอีก 2.4 แสนล้านบาทก็น่าจะทำให้รัฐต้องใช้เงินมากถึง 1 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ปิดบัญชีไปแล้ว 13 โครงการเดิม พบว่ารัฐบาลมีภาระหนี้ที่ต้องชำระคืนให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวมทั้งสิ้น 166,000 ล้านบาท เพราะส่วนใหญ่ ธ.ก.ส.จะควักกระเป๋าจ่ายไปก่อน โดยกระทรวงการคลังได้ตั้งงบประมาณชดเชยให้ ธ.ก.ส. ภายใน 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2555-2559 และขณะนี้ได้คืนมาแล้วบางส่วน
ส่วนที่พูดถึงกันมากคงไม่พ้นการดำเนินโครงการจำนำข้าวในปีการผลิต 2554/2555 ที่ยังไม่มีการปิดบัญชี เพราะเพียงปีเดียวใช้เงินมากถึง 3 แสนกว่าล้านบาท ในการรับจำนำข้าว 20 ล้านตัน ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว มีปัญหาน้ำท่วมใหญ่ทำให้ไร่นาเสียหายไปจำนวนไม่น้อย แต่ยังมีการขยายปริมาณและระยะเวลารับจำนำข้าวนาปรังถึง 2 รอบ และต้องใช้เงินเพิ่มอีกหลายหมื่นล้านบาท จึงถูกร้องเรียนให้ตรวจสอบว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่ และเป็นการเปิดช่องให้มีทุจริตได้ง่าย ทั้งการสวมสิทธิโดยการขายสิทธิของเกษตรกรเองและการลักลอบนำเข้าข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาเข้าโครงการ หรือมีการนำข้าวในโกดังออกมาหมุนเวียนเข้าโครงการ ซึ่งดีเอสไอตรวจพบหลายกรณีและอยู่ระหว่างดำเนินการ
ทำให้มีการมองว่านอกจากเกษตรกรจะไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควรแล้ว ที่สำคัญยังจะทำให้รัฐขาดทุนตามมาอีกมหาศาลหลังจากขายข้าว เพราะแน่นอนว่าราคาขายย่อมต่ำกว่าราคาที่รับจำนำสูงถึงตันละ 15,000-20,000 บาท จึงมีการเรียกร้องให้รัฐทบทวนโครงการจำนำข้าวทุกเม็ดเป็นระยะๆ แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลก็ยังยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการต่อไปในปี 2555-2556 และคาดว่าจะใช้เงินอีกไม่น้อยกว่า 4 แสนล้านบาทสำหรับการรับจำนำข้าวอีก 25 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวนาปี 15 ล้านตัน ใช้เงิน 2.4 แสนล้านบาท
ทีดีอาร์ไออัดทำลายข้าวทั้งระบบ
นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ผู้ศึกษาวิจัยโครงการรับจำนำข้าวมาตลอด ยอมรับว่าโครงการนี้มีส่วนดีจริงที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น และส่วนใหญ่ชื่นชอบนโยบายของรัฐบาล แต่หากวิเคราะห์ลงลึกในรายละเอียด จะเห็นว่า เม็ดเงินที่รัฐบาลใช้ไปนั้นไม่ได้ตกถึงมือของเกษตรกรทั้งหมด โดย 100 บาทอาจจะตกเป็นของชาวนาเพียง 10% เท่านั้น
จากข้อมูลพบว่า ในประเทศไทยมีชาวนากว่า 5.7 ล้านราย และมีถึง 40% ที่เป็นคนจน ขณะที่ชาวนากลุ่มนี้ได้รับส่วนแบ่งรายได้เพียง 18% ส่วนชาวนาฐานะปานกลางได้รับส่วนแบ่ง 43% ขณะที่กลุ่มชาวนาที่มีฐานะมีประมาณ 5 หมื่นกว่ารายแต่กลับได้รับส่วนแบ่งถึง 39%
นอกจากนี้ เม็ดเงินภาษีที่รัฐบาลนำมาอุ้มจำนำข้าวนั้น ทีดีอาร์ไอมองว่ารัฐบาลแจ้งต่ำกว่ารายจ่ายจริงของโครงการ เพราะทันทีที่เริ่มโครงการรัฐบาลจะมีค่าใช้จ่าย 4.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าจ้างโรงสีในการแปรสภาพ ค่ากระสอบ และค่าขนส่งข้าวสารเข้าโกดัง ค่าจ้างเซอร์เวเยอร์ ในการตรวจสอบคุณภาพข้าว และเมื่อมีการเก็บรักษาข้าวจะมีค่าใช้จ่ายอีก 2.8 หมื่นล้านบาท เป็นค่าเช่าโกดังและรมยา ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเสื่อมราคาข้าว โดยคำนวณจากปริมาณข้าว 20 ล้านตันที่รัฐบาลรับเข้ามาในฤดูการผลิตที่ผ่านมา ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ข้าวยังอยู่ในมือรัฐบาล
“ที่สำคัญเมื่อมีการขายข้าวจะมีผลขาดทุนอีกประมาณ 1 แสนล้านบาทขึ้นอยู่กับราคาในตลาดโลก หรือราคาที่รัฐบาลประมูลได้ ดังนั้น นอกเหนือจากเงินกู้และเงินของ ธ.ก.ส.ที่นำมาใช้ในโครงการประมาณ 3 แสนล้านบาทแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายจริงอีกกว่า 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ตกถึงมือชาวนาเพียงแสนล้านบาทอีก 7 หมื่นกว่าล้านบาทที่ขาดทุนนั้นตกเป็นของโรงสี พ่อค้าผู้ส่งออกข้าวและอื่นๆ”
ทีดีอาร์ไอมองว่า โครงการจำนำข้าวเป็นการทำลายระบบการผลิต การค้าขายและสุดท้ายทำลายประเทศชาติ ซึ่งการที่มองว่าระบบการผลิตกำลังถูกทำลายลงเรื่อยๆ เห็นได้จากคุณภาพข้าวที่ด้อยลง จากที่ไทยเคยพัฒนาข้าวมาตลอดระยะเวลา 20 ปี จนทำให้คนไทยมีข้าวที่ดีที่สุดบริโภค แต่ขณะนี้มีพบว่ามีการปลอมปนข้าวหอมมะลิกับข้าวหอมปทุม มีการผสมข้าวขาว เพื่อให้ได้ปริมาณมากขึ้นในการเข้าโครงการจำนำ ส่วนในแง่การค้าข้าว ขณะนี้กลไกตลาดถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว เหตุผลเนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้ซื้อข้าวเปลือกทุกเม็ดจากชาวนา อีกทั้งยังเป็นผู้ผูกขาดการสีข้าว ผูกขาดการถือครองข้าวสาร และเป็นผู้ขายเองทั้งหมดด้วย
“ทุกอย่างเกี่ยวกับข้าวเวลานี้อยู่ในมือรัฐบาลทั้งหมด เพราะรัฐบาลอุดหนุนทุกขั้นตอนทำให้ใช้เงินมากกว่าที่ควรจะเป็น แต่ผลที่เกิดขึ้นคือรัฐบาลทำลายเกษตรกรซึ่งนับวันจะอ่อนแอลง แต่กลับหนุนโรงสีให้มีความเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญยังเป็นการเอาเงินภาษีไปอุ้มพ่อค้าหน้าใหม่ที่มีเส้นสายทางการเมืองให้เข้ามาซื้อข้าวจากรัฐบาลในราคาถูกด้วย”
รัฐกู้มันมือจนหนี้พุ่งชนเพดาน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นการใช้เงินจำนวนมหาศาลนั้น นอกจากหนี้เดิมที่รัฐบาลอยู่ระหว่างทยอยจ่ายหนี้คืนให้ ธ.ก.ส.แล้ว ยังไม่รวมหนี้ใหม่ของปี 2554/2555 อีก 9 หมื่นล้านบาทที่ธ.ก.ส.จ่ายไปก่อน และหนี้เงินกู้อีกประมาณ 2.6 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลถูกมองว่าเป็นการซุกหนี้ไว้นอกงบประมาณและอาจกระทบกับการตั้งงบชำระหนี้คืนในแต่ละปี รวมถึงภาระค้ำประกันเงินกู้ที่มีเพดานเหลือไม่มากนัก ทำให้การดำเนินโครงการในปี 2555-2556 กระทรวงการคลังจะค้ำประกันเงินกู้ให้เพียง 1.5 แสนล้านบาทเท่านั้น ที่เหลือให้ใช้เงินที่ได้จากการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล
ในประเด็นดังกล่าวทีดีอาร์ไอมองว่า การที่ธ.ก.ส.ต้องกู้เงินมาใช้เองส่วนหนึ่ง ย่อมต้องแบกรับภาระที่สูงกว่ากระทรวงการคลังค้ำประกัน แม้ธ.ก.ส.จะกู้เงินได้ 20 เท่าของมูลค่าหุ้นที่ชำระแล้ว แต่หลังจากนี้หากเงินจากการขายข้าวไม่ได้เข้ามาตามที่คาดหวัง เชื่อว่าธ.ก.ส.อาจจะมีปัญหาสภาพคล่องเป็นระยะๆ จึงไม่แปลกว่าจะมีข่าวในทางลบเกี่ยวกับ ธ.ก.ส. ทั้งขาดสภาพคล่องและอาจถึงขั้นขาดทุนได้
ข้อมูลสวนทางชาวนายังจนกระจุก
จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่วิเคราะห์เจาะลึกถึงการจัดการข้าวไทยในมิติการกระจายรายได้และประสิทธิภาพการผลิต พบว่ามีเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการแทรกแซงราคาข้าวของรัฐตั้งแต่ปี 2548/2549-2554/2555 มีจำนวน 5 แสนครัวเรือน คิดเป็นเพียง 14% ของจำนวนครัวเรือนผู้ปลูกข้าวทั้งหมด เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายเล็ก ซึ่งผลิตเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนบน ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกข้าวได้เพียงปีละครั้ง
ขณะที่ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ในช่วง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2547-2552 โครงสร้างสัดส่วนคนจนของไทยไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม โดย 40% ของคนจนยังกระจุกตัวในกลุ่มเกษตรกร โดยในปี 2554 รายได้ต่อปีสูงขึ้น 34.7% เทียบกับปี 2552 แต่เกษตรกรไทยก็ยังเป็นกลุ่มที่มีหนี้สินต่อรายได้เฉลี่ยต่อปีสูงเป็นอันดับ 3 อยู่ที่ 72%
นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังพบว่า รัฐบาลต้องขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวปีละประมาณ 1 แสนล้านบาท และเงินถึงมือชาวนาเพียง 17% ดังนั้น เงินที่เหลือประมาณ 83,000 ล้านบาทไม่ถึงมือเกษตรกร ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถดูแลคนตั้งแต่เกิดจนตายได้ 15 ล้านคน อีกทั้งยังพบว่าประสิทธิภาพการผลิตข้าวของไทยยังต่ำกว่าเวียดนามและอินเดีย โดยผลผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ของไทยมีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่อปี 1.2% ต่ำกว่าอินเดียและเวียดนามและค่าเฉลี่ยของโลกที่เฉลี่ย 2.6% 2.5% และ 1.7% ขณะที่ต้นทุนการทำนายังอยู่ที่ประมาณไร่ละ 10,440 บาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 10.9% ในช่วงปี 2551-2555
--------------------
(มหากาพย์จำนำข้าวเจ๊งไม่จบ ดันทุรังเดินหน้ายิ่งบานทะลุ 1 ล้านล้าน : โดย...ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดง)



