ข่าว

นายกฯลั่นไม่ท้อขอเวลาพิสูจน์ภาวะผู้นำ

นายกฯลั่นไม่ท้อขอเวลาพิสูจน์ภาวะผู้นำ

30 ธ.ค. 2555

นายกฯลั่นไม่ท้อขอเวลาพิสูจน์ภาวะผู้นำ ขอฝ่ายค้าน-ทุกสี ร่วมกันหยุดความขัดแย้งให้ประเทศเดินไปข้างหน้าพร้อมยอมรับต้องฟังเสียง"ทักษิณ"ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง

          วันที่ 30 ธ.ค.55 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำงานตลอด 1 ปี 2555ที่ผ่านมาว่า ในช่วง 6 เดือนแรก รัฐบาลต้องใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหาผลพวงจากมหาอุทกภัย ที่มีผลทำให้เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 4 ถดถอย ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 6 เดือนในการเร่งฟื้นฟูประเทศและทำให้เศรษฐกิจค่อย ๆ เติบโตกลับมา และต้องใช้เวลาอีก 4 เดือนกว่า ที่รัฐสภาจะอนุมัติงบประมาณ เราจึงมีเวลาเหลือเพียง 8 เดือน ในการเร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ซึ่งยอมรับว่างานช่วงเริ่มต้นอาจติดขัด ไม่สมบูรณ์ และมีข้อห่วงใยบ้าง ซึ่งก็น้อมรับที่จะนำไปแก้ไข ปรับปรุง เสริมต่อ และขยายผลให้ดีขึ้นในปีที่ 2 เพราะคงไม่มีใครที่จะสมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์
 
          “ดิฉันเองก็ไม่ได้บอกว่าเป็นคนที่สมบูรณ์ แต่ดิฉันถือว่าตัวเองมีใจเต็มร้อยที่จะทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ซึ่งก็อาจจะมีคนรักบ้าง คนไม่รัก ไม่ชอบบ้าง ก็น้อมรับเช่นกัน และจะตั้งใจปรับปรุงการทำงาน ซึ่งในการทำงานก็มีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือภาวะความเป็นผู้นำของตัวเองที่เราก็ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์กับประชาชน เพราะหลายท่านอาจจะไม่เคยพบดิฉัน เนื่องจากดิฉันไม่ได้เป็นหน้าเก่า แต่เป็นหน้าใหม่ในการเมืองที่ใช้เวลาปีกว่า ๆ ในการทำงาน ซึ่งแน่นอนการยอมรับก็ต้องใช้เวลา ซึ่งก็จะทำตรงนี้อย่างเต็มที่ และส่วนที่สองคือการที่ต้องทำงานประสานกับครม. และรัฐบาล ซึ่งต้องทำงานกับองคาพยพใหญ่ทีเดียว ดังนั้นปีแรกจึงเป็นปีของการปรับตัว แต่ดิฉันก็จะพยายามนำข้อติติงหรือข้อห่วงใยต่าง ๆ ไปแก้ไขให้พัฒนาขึ้นมา โดยเฉพาะข้อติติงที่เป็นเรื่องการทำงานหรือนโยบายของรัฐบาล ดิฉันพร้อมน้อมรับ แต่การมองเรื่องส่วนตัว ก็คงต้องดูเหตุผลและดูว่าถูกต้องกับบทบาทหรือไม่ อย่างไรก็ตามดิฉันก็พร้อม ไม่ท้อถอย เพราะรู้ว่าเราเข้ามาทำงานทางการเมืองก็ต้องมีบ้าง ซึ่งจะตั้งใจทำงาน และถือว่าเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ผลงาน และผู้ที่จะตัดสินดิฉันก็คือประชาชน” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
 
          เมื่อถามการทำงานตลอดปีของรัฐบาลในทุกเรื่องมักจะถูกโยงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คิดว่าในปี 2556 จะก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณไปได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ดิฉันถึงอยากขอให้ดูในเนื้อหางานที่ได้ทำให้กับประชาชน หากดิฉันทำงานเพื่อคน ๆ เดียว ไม่ได้ทำงานเพื่อส่วนรวม ครั้งหน้าพี่น้องประชาชนคงไม่เลือกดิฉันกลับเข้ามาในตำแหน่งนี้ หรือไม่ให้โอกาสกับสมาชิกพรรค ตรงนี้เป็นกลไกของระบอบประชาธิปไตยที่มีการตรวจสอบและตัดสินโดยประชาชน” เมื่อถามย้ำว่าถ้าตัดฐานะพี่ชายออกไป ตอนนี้นายกรัฐมนตรีวาง พ.ต.ท.ทักษิณไว้ในฐานะอะไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ หยุดคิดก่อนตอบว่า “ก็เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่มีความหวังดี และอยากเห็นประเทศชาติของเราเดินไปข้างหน้าได้ รวมทั้งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทางการเมืองและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดิฉันเองก็ถือว่าท่านเป็นหนึ่งเสียงเทียบกับของทุก ๆ คน ฉะนั้นหน้าที่ของรัฐบาลเราต้องฟังทุก ๆ เสียงจากประชาชน ส่วนการตัดสินใจก็ต้องตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน เป็นประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวมเป็นที่ตั้ง”
 
          เมื่อถามว่าปัญหาการเมืองเป็นอุปสรรคต่อการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่เป็น เพราะถือว่าเราร่วมทำงานอย่างเต็มที่ บรรยากาศวันนี้ยังเป็นบรรยากาศที่พูดคุยตามวิถีทางประชาธิปไตย และตนเชื่อมั่นว่าทุกคนอยากเห็นบรรยากาศของประเทศดีขึ้น และอยากเห็นปีแห่งความสุข โดยเฉพาะเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดือนมหามงคลที่ทุกคนได้เห็นรอยยิ้มของคนไทยทั้งประเทศ จะเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเราทุกคนร่วมกันน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการประคับประคองบรรยากาศของประเทศไทยให้เป็นบรรยากาศของความสามัคคีปรองดอง และสันติ เพราะต้องยอมรับว่าความไม่สงบทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ฉุดเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งทุกคนเป็นห่วง เพราะส่งผลต่อความไม่เชื่อมั่นทั้งในและต่างประเทศ รัฐบาลจึงพยายามรักษาบรรยากาศ และอยากขอให้ปี 2556 ทุกคนช่วยกันคิดบวก และเห็นอกเห็นใจกัน ซึ่งจะประคับประคองให้ประเทศเดินหน้าไปได้
 
          เมื่อถามว่าอยากฝากอะไรไปถึงฝ่ายค้านหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณฝ่ายค้านที่ร่วมทำงานกับรัฐบาลมา ทั้งบทบาทการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติในสภา รัฐบาลยินดีและพร้อมทำงานด้วยกัน แม้ว่าเราต่างคนต่างมีบทบาท แต่เชื่อว่าเรามีบทบาทเดียวกันคือทำอย่างไรให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มสีต่าง ๆในบ้านเมืองนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตนอยากขอร้องให้ทุกสีร่วมกันและหยุดความขัดแย้ง แต่ไม่ได้ขอให้ยุติบทบาทการแสดงออกในการมีส่วนร่วมตามวิถีทางประชาธิปไตย


นายกฯยันปี 56 ประเทศไทยยังไม่ได้ใช้ รธน.ฉบับใหม่ บอกแค่ได้เริ่มต้นกระบวนการ
          นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้คณะทำงานของรัฐบาลกำลังอยู่ในช่วงการรวบรวมข้อมูล คงต้องขอเวลาให้คณะทำงานได้ทำงานและสรุปผลออกมาก่อน เพราะเท่าที่สอบถามจากหลายภาคส่วนก็มีหลายแนวทางด้วยกัน ทั้งการทำประชาเสวนา ประชามติ การเดินหน้าโหวตวาระ 3 เลย หรือการแก้ไขรายมาตรา ในส่วนของรัฐบาลอยากเห็นแนวทางไหนก็ได้ที่ประชาชนยอมรับและได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจังตามระบอบประชาธิปไตย ความจริงแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องของรัฐสภา แต่รัฐบาลก็มีหน้าที่สร้างกลไกการมีส่วนร่วม ประกอบกับมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้คำแนะนำว่าควรทำประชามติก่อน หรือแก้ไขรายมาตรา ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องนำไปหารือกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นทางออกที่ชัดเจนโดยเร็ว เพราะคงไม่ดีที่จะทิ้งค้างไว้อย่างนี้ โดยที่ไม่สามารถจะทำอะไรได้
 
          เมื่อถามว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่ออะไร และแก้ไปทำไม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 50เกิดขึ้นหลังจากที่มีการปฏิวัติรัฐประหาร เราจึงอยากเห็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ร่างมาจากภาคประชาชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนเอง และเป็นไปตามกลไกของระบอบประชาธิปไตย เพราะหลายประเทศทั่วโลกที่เป็นประชาธิปไตย นอกจากจะให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในกลไกต่าง ๆ แล้ว เรื่องของรัฐธรรมนูญก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำให้สอดคล้องและเกิดความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นข้อดีคือประชาชนทุกคนจะได้รับความเสมอภาค มีกลไกตรวจสอบการทำงานอย่างสมดุลระหว่าง 3 เสาหลัก คือฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งจะทำให้ประเทศเกิดความมั่นคง มีเสถียรภาพ และเสริมสร้างเศรษฐกิจ อีกทั้งเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนได้ร้องขอมาตั้งแต่สมัยที่พรรคเพื่อไทยได้ลงพื้นที่สำรวจการทำงานแล้ว
 
          เมื่อถามว่ามีเสียงวิจารณ์ว่าผลประโยชน์ของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมักอยู่ที่ตัวนักการเมืองเอง หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นปลายทางที่หลายคนอาจจะกังวลใจไปก่อน ทั้งที่วันนี้ยังไปไม่ถึงเลย เรายังไม่รู้เลยว่า สสร.จะเป็นใคร และจะร่างรัฐธรรมนูญกันอย่างไร ซึ่งตนก็ได้ฝากคณะทำงานศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้พูดคุยถึงเนื้อหาให้มากขึ้นว่าจะแก้อย่างไร มีประเด็นอะไรบ้างที่เป็นประโยชน์สำหรับประชาชน แทนที่จะพูดคุยถึงข้อกฎหมายหรือวิธีการอย่างเดียว เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันว่าแก้ไขแล้วประชาชนได้ประโยชน์อะไร ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก จากนั้นถึงค่อยไปพูดคุยเรื่องวิธีการว่าจะทำอย่างไร
 
          เมื่อถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นจุดขัดแย้งในสังคมไทยอีกครั้งหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ถ้าเราพูดคุยและเห็นพ้องต้องกันก็เชื่อว่าจะนำไปสู่แนวทางที่ดีขึ้น รัฐบาลจึงพยายามสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ถ้าเราช่วยกัน พูดคุยกันถึงข้อคิดเห็นและข้อกังวลใจให้มากขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันก่อนแล้วค่อยเดินหน้า ก็เชื่อว่าความสงบจะเกิดขึ้นได้ มั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เหมือนที่ประเทศอียิปต์แน่นอน เพราะเป้าหมายคือเราอยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้า เมื่อถามว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอให้ทำประชามติก่อน ถือเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐบาลจะตัดสินใจตามนั้นหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ใช่ เป็นเพียงข้อเสนอของท่าน วันนี้เราอยู่ในขั้นตอนการรับฟังจากทุกภาคส่วน ดังนั้นทุกคนจึงมีสิทธิให้คำแนะนำหรือเสนอได้ นี่ถือเป็นเสน่ของประชาธิปไตย
 
          เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีมั่นใจหรือไม่ว่าในปี 2556ประเทศไทยจะได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องตกผลึกกันให้ชัดก่อน ทั้งเนื้อหา และวิธีการว่าจะทำอย่างไรใน 3 แนวทาง เดินหน้าโหวตวาระ 3 เลย แก้ไขรายมาตราหรือการทำประชามติ ซึ่งอยู่ที่ข้อตกลงของหลายฝ่ายหลังจากนี้ว่าจะยอมรับอะไร ถ้าเลือกทำประชามติก็ต้องใช้เวลา อาจจะไม่ได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายในปี 2556 เพราะเรายังไม่ได้ตกลงกันเลยว่าจะทำประชามติเรื่องอะไร เมื่อได้ข้อสรุปในการทำประชามติเสร็จแล้ว ก็เดินหน้าแก้ไขมาตรา 291 คือการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ซึ่งก็ต้องมาจากกระบวนการเลือกตั้งเหมือน ส.ส. จากนั้น สสร.ก็ต้องมาประชุมตกลงกันว่าจะยกร่างแก้ไขทั้งฉบับ หรือแก้รายมาตรา และเมื่อได้ตัวรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วก็ต้องกลับไปทำประชามติอีกครั้ง หากจำได้ตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ดังนั้นในปี 2556 คงยังไม่ได้เห็นเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แน่นอน เป็นเพียงแค่เริ่มกระบวนการเท่านั้น
 
          เมื่อถามว่าในฐานะผู้นำรัฐบาล คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของรัฐบาล หรือมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่านี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การสร้างบรรยากาศให้เกิดความเชื่อมั่น และการสร้างความสามัคคีปรองดองเป็นเรื่องหลัก เพราะเป็นพื้นฐานของการสร้างเสริมเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็มีความสำคัญ แต่ไม่ใช่ประเด็นเร่งด่วน ถ้าเราไปเร่งแก้ไขแล้วเกิดความขัดแย้งในสังคมไทย จนนำมาซึ่งความรุนแรง ก็ไม่ดีต่อเศรษฐกิจ เราถึงพยายามที่จะรักษาบรรยากาศต่าง ๆ ไว้ แต่เชื่อว่าถ้าเราได้พูดและเข้าใจกันมากขึ้น สุดท้ายข้อสรุปต่าง ๆ ก็จะออกมาเอง เมื่อถามว่ากฎหมายนิรโทษกรรมมีไว้สำหรับใครบ้าง รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้พูดถึงการนิรโทษกรรม แต่พูดถึงประโยชน์ของประชาชน การที่จะทำกฎหมายใด ๆ โดยหลักทุกอย่างเราต้องทำแล้วให้เกิดความเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงไม่มีใครไปตั้งเป้าว่าทำเพื่อตรงนี้ ถ้าทำคงไม่มีใครให้กฎหมายผ่านแน่นอน



นายกฯยันเร่งเเก้ดับไฟใต้
          น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์การแก้ไขปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ถือเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องมายาวนาน และเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน ซึ่งเราจะเร่งสร้างความเข้าใจ และงานด้านการพัฒนาควบคู่กันไป เพราะยังมีหลายพื้นที่ที่ต้องการพัฒนาและสร้างเสริมด้านเศรษฐกิจ ถ้าเรานำงานพัฒนาลงไปในพื้นที่มากขึ้น กำลังใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนก็จะดีขึ้น ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การที่ประชาชนจะร่วมกันดูแลกันเองมากขึ้น ซึ่งรัฐบาลก็ได้เร่งรัดการทำงานในส่วนนี้ โดยเร่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนใต้(กปต.) เพื่อบูรณาการทุกหน่วยงานลงไปทำงานในพื้นที่ และบริหารจัดการให้เกิดเอกภาพทั้งระดับนโยบาย ส่วนกลางที่จะลงไปทำงานในพื้นที่ และระดับพื้นที่ รวมทั้งเร่งรัดนำงบประมาณลงไปอย่างเต็มที่ ส่วนงานด้านความมั่นคง ที่วันนี้ยังขาดบุคลากรและอุปกรณ์ต่าง ๆนั้น ก็จะเร่งรัดบูรณาการงานอย่างเต็มที่เช่นเดียวกัน




 

ชิ่งตอบส่งใครลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.
          น.ส.ยิ่งลักษณ์  กล่าวถึงกรณีความชัดเจนในการหาตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคเพื่อไทย ว่า ตอนนี้เรายังไม่ทราบกำหนดการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ที่ชัดเจนว่าเป็นเมื่อไหร่ และก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะตัดสินใจด้วย ซึ่งคงต้องรอหลังปีใหม่ค่อยมาดูกันอีกครั้ง เมื่อถามว่าคิดว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถครองใจคนกทม.ในเวทีเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ได้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การที่ประชาชนจะตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯกทม.ต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วนคือ1.ตัวผู้สมัคร 2. นโยบายพรรค และ3.นโยบายของคนกทม. เมื่อถามว่า พล.ต.อ.พงศพัศ พงศ์เจริญ เลขาธิการ ปปส. จะเป็นผู้ว่าฯกทม.ได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีหลายคนที่โดดเด่น พล.ต.อ.พงศพัศก็เป็นคนที่มีความสามารถ ทำงานด้วยความทุ่มเท ซึ่งพรรคไม่ปิดกั้นผู้ที่มีความสามารถอยู่แล้ว แต่ก็ต้องรอให้ทางพรรคประกาศรับสมัครก่อนแล้วถึงมาคัดเลือกตั้ง จากนั้นจะแจ้งให้สื่อมวลชนทราบอีกครั้งหนึ่ง

นายกฯขอบคุณสื่อร่วมทำงานหนักตลอดปี
          นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาล โดยกล่าวขอบคุณสื่อมวลชนที่ทำงานด้วยกันมา 1ปีกว่าๆ โดยยอมรับว่า ปี 2555 เป็นปีที่กิจกรรมเยอะมาก และทำให้สื่อมวลชนลำบากไปด้วยกันทั้งออกต่างจังหวัดก็เยอะ ตนจึงถือโอกาสนี้ในนามของคณะรัฐมนตรีขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ได้ติดตามการเสนอข่าวของรัฐบาลตลอดมา หวังว่าปีใหม่นี้สื่อมวลชนทุกท่านจะได้มีเวลาพักผ่อนบ้างอยู่กับครอบครัวบ้าง เพราะตนรู้ว่าอาชีพจิตวิญญานของนักข่าวนั้นจะต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งวันหยุดก็ไม่ได้หยุด ทั้งนี้ตนขอนับถือน้ำใจและความตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ตนยินดีที่จะพูดคุยและให้ข้อมูลซึ่งหวังว่าเราจะมีเวลาคุยกันแบบสบายๆบ้างและให้ข่าวบ้าง ข่าวอะไรต่างๆที่ไม่ชัดเจนก็ยินดีที่จะให้ข้อมูลเพิ่มเติม ในวันปีใหม่ใหม่นี้ขออนุญาตอวยพรให้กับทุกคนมีแต่ความสุขความเจริญคิดสิ่งใดก็สมปรารถนา อย่าลืมให้เวลากับตัวเองบ้าง สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง


เดินหน้าสร้างพัฒนาประเทศ ให้ปี 56 เป็นปีแห่งการบูรณาการ
          น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงนโยบายและโครงการใหม่ที่จะทำให้กับประชาชนในปี 2556 รัฐบาลจะเน้นการสานต่อนโยบายเร่งด่วนในปีแรกเพื่อให้ลงไปยังพื้นที่อย่างทั่วถึง และติดตามความก้าวหน้าในทุกนโยบาย รวมทั้งมุ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการให้มากขึ้น ส่วนการพัฒนาก็จะมุ่งเน้นโครงการที่สร้างรากฐานความมั่นคงในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ การทำเกษตรโซนนิ่งเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร การสร้างพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือก การพัฒนาคน และคุณภาพชีวิต โดยจะให้ปี 2556 เป็นปีของการบูรณาการดูแลช่วยเหลือเด็ก สตรี และผู้ด้อยโอกาสให้เป็นวันสต้อปเซอร์วิส เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนปัญหาที่ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 88 ในเรื่องความโปร่งใสและการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าววา ในปี2556 จะมีการปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน โดยนำระบบคอมพิวเตอร์หรือเทคโนโลยีเข้ามาวางแผนทั้งระบบ และใช้ตรวจสอบตัวเลขต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยง ไม่ให้เกิดช่องว่างในการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยจะทำในดีกรีที่ลึกลงไปในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และทำการรณรงค์สร้างจิตสำนึกอย่างต่อเนื่อง
 
          เมื่อถามว่าโครงการรับจำนำข้าวที่ถูกโจมตีมากตลอดปีที่ผ่านมา จะมีการปรับปรุงใหม่หรือยกเลิกหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการที่ตอบโจทย์ของเกษตร และถ้าได้ติดตามตัวเลขทางเศรษฐกิจที่มาจากผลของนโยบายนี้จะพบว่ากำลังซื้อภายในประเทศสูงขึ้น และเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่ข้อห่วงใยต่าง ๆ เป็นขั้นตอนการปฏิบัติ ซึ่งได้เน้นย้ำกระทรวงพาณิชย์ให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด แต่คงต้องใช้เวลา