ข่าว

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : ที่สุดแห่งปี

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : ที่สุดแห่งปี

30 ธ.ค. 2555

วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : ที่สุดแห่งปี : ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

                       วันสุดท้ายของปี 2555 กำลังเดินทางมาถึง และเหมือนเป็นธรรมเนียมว่า ในหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงปลายปีแบบนี้ จะเต็มไปด้วยสรุปข่าวเด่นประจำปี รวมถึงการคาดการณ์ว่า ในปี 2556 ที่กำลังจะมาถึง ภาวะเศรษฐกิจและการเมืองจะเดินไปในทิศทางไหน

                       การจัดอันดับข่าวเด่นเป็นเรื่องปกติของหนังสือพิมพ์ แต่ไม่ใช่เรื่องปกติของ “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” เพราะทุกปีที่ผ่านมา เราไม่เคยจัดอันดับข่าว ยกเว้นปีนี้ ซึ่งจะเรียกว่า “จัดอันดับข่าว” ก็คงไม่ถูก ต้องเรียกว่า เป็น “ที่สุดแห่งปี” น่าจะเหมาะสมกว่า และเป็นที่สุดของปีที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้เอง

                       หากจำกันได้ ช่วงปลายปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า ภาวะสังคมไทยในไตรมาสที่ 3 ของปี 2555 มียอดสินเชื่อคงค้างเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล คิดเป็นมูลค่า 2.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

                       ตัวเลขของสภาพัฒน์แยกให้เห็นชัดเจนว่า “หนี้” ที่เพิ่มขึ้น มาจากสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัย 10.3% สินเชื่อเพื่อซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ 33.6% และสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภคส่วนบุคคลอื่นๆ อีก 30.3% ซึ่งเหตุที่ทำให้การก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นการก่อหนี้เพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค การซ่อมแซมที่พักอาศัย และการซื้อรถยนต์ ซึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากนโยบายคืนภาษีรถคันแรกของทางรัฐบาล

                       สภาพัฒน์แจกแจงว่า ภาคครัวเรือนที่ผิดนัดชำระหนี้เกิน 3 เดือนขึ้นไป เพิ่มขึ้น 37.8% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 7.3 พันล้านบาท ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน ก็เพิ่มขึ้น 11.1% ส่งผลให้มูลค่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพิ่มขึ้น 25.1%

                       “ความสามารถในการชำระหนี้คืนของประชาชนนั้นลดลง เป็นผลมาจากพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เกินตัว” เป็นคำอธิบายของสภาพัฒน์

                       ขณะเดียวกันสัดส่วนเงินฝากต่อหนี้สินครัวเรือนก็มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จากค่าเฉลี่ย 1.7 เท่าในปี 2550 เหลือ 1.3 เท่าในปี 2554 บ่งชี้ว่า ภาคครัวเรือนมีพฤติกรรมการก่อหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าการสะสมเงิน

                       ไม่เพียงเท่านั้น เพราะล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ ก็ออกมาเตือนว่า สัดส่วนสินเชื่อต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ที่สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นไปถึงระดับ 104% จากเดือนธันวาคม ปี 2550 ซึ่งอยู่ที่ 82%

                       ที่สำคัญก็คือ สัดส่วนสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นเกินกว่า 100% เมื่อเทียบกับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ถือว่า เป็นระดับที่สูงกว่าในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินในเอเชียที่เริ่มต้นเมื่อปี 2540 ด้วยซ้ำไป

                       คำเตือนของไอเอ็มเอฟเกิดขึ้นหลังจากที่ธนาคารโลกหรือเวิลด์แบงก์ เพิ่งออกมาเตือนว่า การเติบโตของสินเชื่อที่มากเกินไปกำลังสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในเอเชียอย่างมาก โดยเวิลด์แบงก์ระบุว่า หลายประเทศอยู่บนความเสี่ยงสูง เพราะกำลังประสบกับการขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง แต่มีการกำกับดูแลภาคการเงินที่อ่อนแอ

                       มีความเห็นจากหัวหน้านักวิจัยร่วมเศรษฐกิจเอเชียของธนาคารเอชเอสบีซี “เฟรเดอริก นูแมน” ที่ระบุว่า เอเชียอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเกิดวงจรวิกฤติหนี้ครั้งใหญ่ โดยสามารถเห็นได้จากการก่อหนี้ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และถ้าระดับการก่อหนี้ยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตรานี้ต่อไป วิกฤติหนี้ก็จะแสดงผลให้เห็นภายในระยะ 23 ปีหลังจากนี้

                       โดยประเทศที่อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาดังกล่าว คือ กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์

                       ธนาคารเอชเอสบีซี แสดงตัวเลขเกี่ยวกับการก่อหนี้ของประเทศต่างๆ เหล่านี้ว่า เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากปลายปี 2550 โดยฮ่องกง เพิ่มขึ้นจาก 183% เป็น 275% สิงคโปร์เพิ่มขึ้นจาก 87% มาอยู่ที่ระดับ 137% ส่วนมาเลเซียเพิ่มขึ้นจาก 96% เป็น 117% และไทยเพิ่มขึ้นจาก 74% เป็น 98%

                       มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ดูเหมือนจะโชคดีอยู่บ้างที่รัฐบาลหลายประเทศในเอเชียให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และเข้มงวดกับการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ขณะที่รัฐบาลอีกหลายประเทศมองเห็นประโยชน์แค่ระยะสั้นๆ จากการกระตุ้นการใช้สินเชื่อเพื่อเป็น “ทางลัด” ในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะต้องการให้การจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศชดเชยกับการส่งออกที่ยังมีทิศทางไม่สดใสในปีหน้า

                       ที่สุดแห่งปีสำหรับวันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน จึงเป็นเรื่องการก่อหนี้ที่เข้าข่ายเป็นปัญหา และมีคำเตือนออกมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นระยะ

                       หลายครั้งที่เคยเขียนว่า การเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป เพราะสามารถสร้างความสุขให้แก่ผู้ก่อหนี้ได้ การก่อหนี้ทำให้เรามีบ้าน มีรถ มีสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิต การก่อหนี้ทำให้ลูกได้เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย หรือได้เรียนต่อในต่างประเทศ การก่อหนี้ ทำให้เรามีกิจการเป็นของตัวเอง ทำให้เราได้เดินตามความฝัน ได้ทำงานมีอาชีพในแบบที่เราอยากเป็นอยากมี

                       “หนี้” หรือ “เงินกู้ยืม” เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกให้แก่ชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องได้ทั้งหมดที่อยากได้ หรือมีทั้งหมดที่อยากมี โดยเฉพาะหากว่า ทั้งหมดนั้นทำให้ภาระหนี้พอกพูนจนกระทบกับการดำเนินชีวิตตามปกติ

                       การจัดความสำคัญของการก่อหนี้ว่า อะไรสำคัญมากกว่า อะไรสำคัญน้อยกว่า อะไรมาก่อน อะไรมาหลังหรือยังไม่จำเป็น รวมถึงการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเองว่าไหวหรือไม่ไหว แบบนั้นถึงเรียกได้ว่า เป็นการก่อหนี้อย่างมีคุณภาพ

                       ใครที่ยังไม่ได้ก่อหนี้ ก็ขอให้ปี 2556 ที่กำลังจะมาถึงเป็นปีแห่งการสร้างหนี้อย่างมีคุณภาพ ส่วนที่มีภาระหนี้ไปก่อนหน้านี้แล้ว ก็ขอให้ปีใหม่นี้เป็นปีของการชำระหนี้อย่างมีคุณภาพ เพราะไม่ว่าจะอย่างไร เราก็หนีหลักความจริงที่ว่า “มีหนี้ ต้องใช้หนี้” ไม่พ้น