
'วราเทพ'เชื่อการเมืองปี56ทิศทางดี
'วราเทพ' เชื่อบรรยากาศการเมืองปี56ทิศทางดีขึ้น เผยต้นปีเดินหน้าทำประชามติ พร้อมน้อมรับผลหากปชช.ไม่เห็นด้วย
29 ธ.ค.55 นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวถึงทิศทางบรรยากาศการเมืองในปี 2556 หลังจากรัฐบาลต้องการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า บรรยากาศการเมืองน่าจะดีขึ้น เพราะทุกคนอยากเห็นบ้านเมืองสงบ ในช่วงต้นปีประเด็นทางการเมืองจึงไม่น่าจะมีอะไรรุนแรง ช่วงต้นปีหากรัฐบาลสามารถทำความเข้าใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ โดยเฉพาะได้ข้อสรุปทั้ง 3 แนวทาง คือ 1.เดินหน้าทำประชามติ 2.แก้ไขรายมาตรา 3.เดินหน้าโหวดวาระ 3 เชื่อว่าทุกอย่างก็จะเดินหน้าไปได้
นายวราเทพ กล่าวว่า ทั้งนี้ยืนยันว่าการเดินหน้าทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะเป็นเครื่องมือชี้วัดที่จะสามารถลดความขัดแย้งได้ แต่เนื่องจากเรื่องนี้ยังต้องใช้เวลาในการอธิบายทำความเข้าใจ และความชัดเจนในเรื่องที่จะถามในการทำประชามติ ดังนั้นคณะทำงานก็จะเร่งหาข้อสรุปให้ได้ภายในเดือนมกราคม 2556 และหากมีข้อสรุปเป็นแนวทางเดียวเมื่อไหร่ การทำประชามติก็จะเดินหน้าได้ในปลายเดือนมกราคม หรืออย่างช้าที่สุดในเดือนกุมภาพันธ์ หมายความว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วในช่วงต้นปี
นายวราเทพ กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง โดยยืนยันว่า การทำประชามติเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุด โดยประชาชนเป็นผู้ตัดสิน หากฝ่ายที่ไม่ยอมรับให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องการให้ประชาชนออกมาแสดงความคิดเห็น บ้านเมืองก็จะเดินไปไม่ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวมีกลุ่มคนที่เป็นพลังเงียบในบ้านเมืองจะเป็นผู้กำหนดว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะได้รับการตอบรับแบบใด ถ้าพลังเงียบออกมาและต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้าได้ สำหรับคนที่ค้านโดยไม่มีเหตุผล เชื่อว่าจะไม่มีใครสนับสนุน
นายวราเทพ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หากมีการทำประชามติ ยังเชื่อว่าจะได้เสียงเกิดกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ์ เพราะได้มีการพิจารณาในหลายมุมมอง และขั้นตอนกฎหมาย เรื่องดังกล่าวมีกฎหมายรองรับ และที่สำคัญที่สุดการทำประชามติคือการกลับไปหาประชาชน เพราะเมื่อเวลาที่มีปัญหาทางการเมือง หากจะแก้ไขต้องกลับไปหาประชาชน
เมื่อถามว่าหากเสียงไม่ถึงจะมีขั้นตอนอย่างไรในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายวราเทพ กล่าวว่า ถ้าไปคิดว่าแพ้แล้ว จะไปหาวิถีทางที่จะชนะนั้น ไม่ใช้กติกาของประชาธิปไตย แต่เราต้องคิดว่า มีกติกาให้เราเดินทางระบอบประชาธิปไตย แพ้ชนะเป็นเรื่องทีหลัง ดันนั้นจึงไม่มีความคิดว่าผลจะออกมาแพ้หรือชนะ เรายอมรับคำตัดสินของประชาชน เมื่อถามต่อว่าหากประชามติไม่ผ่านรัฐบาลจะรู้สึกเสียหน้าหรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า หากรัฐบาลทำโดยไม่ฟังเสียงของใครก็อาจเป็นการดื้อดึงทำแล้วคนไม่ตอบรับ แต่ถ้าเป็นเรื่องรัฐบาลรับฟังว่าทุกฝ่ายแล้ว และเลือกทางที่ดีที่สุดให้คนได้ตัดสิน จากนั้นประชาชนจะเลือกทางใดทางหนึ่ง ก็เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลว่าจะต้องเสียหน้าหรือต้องรับผิดชอบใดๆ
“ยังไม่อยากบอกว่าผลของประชามติจะออกมาอย่างไร ถ้าเราพูดตรงนั้นไป จะทำให้กระบวนการเดินหน้าไม่ได้ วันนี้จึงอยากเรียกร้องให้ช่วยกันหาทางออกก่อน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรัฐบาลพร้อมที่จะเลือกทางที่ดี เหมาะสม และเป็นที่ยอมรับ” นายวราเทพ กล่าวและว่า สำหรับสิ่งจูงใจที่จะให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ในการลงประชามตินั้น คณะทำงานต้องสร้างความเข้าใจกับประชาชน อย่างไรก็ตามหากไม่เอาความเห็นส่วนตัวเป็นที่ตั้ง เชื่อว่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก
นายวราเทพ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต้องช่วยกัน ต้องยอมรับและยึดหลักกติกา การรณรงค์ไม่เห็นด้วยถือเป็นสิทธิ์ แต่การขัดขวาง และเป็นปฎิปัก ในการออกเสียงประชามติ คิดว่า ไม่เป็นผลดีต่อส่วนรวม ยืนยันว่ารัฐบาลเคารพในความเห็นที่แตกต่าง แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นใหม่นั้นต้องไม่แย่ไปกว่ารัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะรัฐประหารแน่นอน
เมื่อถามว่าจะสร้างความมั่นใจต่อประชาชนได้อย่างไรว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นประโยชน์จริง นายวราเทพ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนโดยประชาชน ซึ่งเป็นผู้เลือก ส.ส.ร. โดย ส.ส.ร.ทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นประชาชน เมื่อร่างเสร็จแล้ว ประชาชนก็จะมาออกเสียงเห็นชอบหรือไม่อีก หากจะมองว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริงๆแล้ว ถือเป็นโครงสร้างใหญ่ ส่วนงบประมาณในการจัดทำประชามตินั้น ขณะนี้ฟังจาก กกต.ทราบว่าจะใช้ประมาณ 2 พันล้านบาท ถือว่าเป็นงบประมาณที่สูง แต่หากนำมาซึ่งการแก้ไขปัญหาใหญ่ของประเทศ ก็ถือว่าเหมาะสม
เมื่อถามว่าหากประชามติไม่ผ่าน รัฐบาลจะแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราใช่หรือไม่ นายวราเทพ กล่าวว่า จริงๆแล้วเป็นอย่างนั้น เรื่องดังกล่าวขึ้นอยู่กับคำถาม ซึ่งได้ฝากไปยังกระทรวงมหาดไทยว่าจะถามอย่างไร เช่น ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา หรือทั้งฉบับ หรือเเนวทางอื่นๆอย่างไร นอกจากนี้ตนในฐานะหนึ่งในคณะทำงานอยากเสนอว่า คำถามต้องตรงไปตรงมา หากไม่ตรงไปตรงมาแล้ว การยอมรับยิ่งจะน้อยลง ทั้งนี้คำถามเป็นเพียงการกำหนดประเด็น ดังนั้นคำอธิบายต้องมีด้วย ท้ายสุดเรื่องของคำถามคงต้องการหารือกับหลายฝ่ายรวมไปถึง กกต.
'วราเทพ' วอน 'ปชป.' อย่าชกใต้เข็มขัด-หวั่นทะเลาะไม่จบ
นายวราเทพ รัตนากร กล่าวถึงบรรยากาศในสภาผู้แทนราษฎร์ในสมัยประชุมนิติบัญญัติว่า บรรยากาศคงไม่มีความรุนแรงนัก เพราะยังไม่มีวาระสำคัญเข้ามา เช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรบ.งบประมาณ อย่างไรก็ตามอยากใช้โอกาสสมัยประชุมนี้ผลักดันกฏหมายสำคัญๆที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด และเชื่อว่าหากฝ่ายนิติบัญญัติสามารถทำหน้าที่และมีผลงานออกมาเป็นที่ยอมรับ ภาพทางการเมือง ความเชื่อมั่น ความศรัทธาก็จะเพิ่มขึ้น
นายวราเทพ กล่าวว่า ตนได้รายงานที่ประชุม ครม.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า กฎหมายที่ยังค้างอยู่ในสภาของแต่ละกระทรวง ต้องมีผู้รับผิดชอบติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าขณะนี้ค้างอยู่ที่ใด ทั้งนี้อยากให้กฎหมายสำคัญๆ ได้ดำเนินการไปตามกำหนดระยะเวลา นอกจากนี้แผนปฏิรูปกฎหมายที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภาไว้ จะต้องให้ความสำคัญมากเช่นกัน ส่วนกฏหมายที่มีการแก้ไขโดยกรรมาธิการ ซึ่งอาจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ได้เสนอไป ตรงนี้อยากให้พิจาณารอบคอบ ว่าการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการมีผลกระทบต่อกฏหมายที่เสนอไปหรือไม่
เมื่อถามว่าในฐานะรัฐบาลจะทำให้การทำงานในสภาราบรื่นได้อย่างไร นายวราเทพ กล่าวว่า ไม่มีฝ่ายค้านที่ไหนในโลกจะตรง ยอมตามกติกาทั้งหมด แต่ว่าการชกใต้เข็มขัดก็อย่าให้ถึงกับน่าเกลียด บางครั้งไม่ต้องมาก้มหน้าชกใต้เข็มขัดอย่างเดียว ชกแบบตรงไปตรงมาบ้าง ไม่งั้นจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันตลอดเวลา และปีหน้าก็ไม่อยากเห็นการทะเลาะกันในสภาด้วย
“ถ้าฟังที่ท่านนายกฯพูดวันสุดท้ายในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อยากให้ไปคิดกัน บรรยากาศสมัยนั้นๆ เขาจะเถียงกันและพูดกันด้วยข้อเท็จจริง หลังจากนั้นก็ต้องแยกความรู้สึก อย่าไปโกรธกันถึงขนาดรังเกียจ ผมคิดว่าการโกรธกันหรือความขัดแย้งต้องจบด้วยเหตุผล” นายวราเทพ กล่าว
นายวราเทพ กล่าวถึงการดำเนินนโยบายของรัฐบาลว่า ที่ประชุม ครม.วันที่ 25 ธันวาคม ที่ผ่านมา นายกฯได้กำชับถึงนโยบาย โดยนโยบายในปีที่ผ่านมาต้องเร่งรีบในเรื่องของการดำเนินการ ให้เป็นไปตามแผนงาน ส่วนนโยบายในปีที่ 2-3 นั้น ก็จะต้องเร่งผลักดัน
'เพื่อไทย' ยันเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ แถลงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยยืนยันชัดเจนว่า จะต้องแก้ไขอย่างแน่นอนตามที่เคยให้สัญญากับประชาชนก่อนเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 มีปัญหามากมาย เป็นร่างทรงของอำนาจที่มาจากการปฎิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญมา 5 ปี มีแต่จะสร้างปัญหาให้ประเทศไม่รู้จบ อีกทั้งยังเป็นรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยพวกหัวปฎิวัติ ประชาชนไม่มีสิทธิใดๆไปมีส่วนร่วม เป็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมและแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน เขียนไว้เพื่อกดหัวประชาชนและวางระบบสองมาตรฐานจนน่าเกลียด เช่นที่มา สมาชิกวุฒิสภามีอายุในตำแหน่งไม่เท่ากัน ที่มาของตำแหน่งในองค์กรอิสระ หลายแห่งไม่ยึดโยงกับประชาชน ชอบใครก็ตั้งคนนั้น เขียนรัฐธรรมนูญล็อกไว้ ให้อำนาจตัวเองตรวจสอบคนอื่นได้ล้นฟ้าแต่กลับไม่เปิดให้คนอื่นตรวจสอบตนเองได้เลย ทั้งนี้ สิ่งที่กังวลใจมากที่สุดวันนี้คือท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยออกมาพูดหลายครั้งตอนเป็นรัฐบาลว่ารัฐธรรมนูญ2550 มีปัญหา
นายจิรายุกล่าวว่า นอกจากนี้ช่วงที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ใช้เวทีรัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายมาตราในส่วนที่พวกตนเห็นว่าเป็นประโยชน์ แต่มาวันนี้ ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์กลับตาลปัตร อย่างไรก็ตาม การสัมมนาของพรรคเพื่อไทยในวันที่ 6 ม.ค.2556นี้ ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรคจะระดมความคิดเห็น และช่วงบ่ายจะสรุปผลให้ตกผลึก เพื่อสรุปเป็นมติพรรคเพื่อดำเนินต่อไป
'เพื่อไทย' ตั้งฉายา 'มาร์คฟอร์มาลีน' ให้ 'อภิสิทธิ์'
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้รับข้อความจากประชาชน โดยขอให้เป็นตัวแทนของประชาชนผู้รักประชาธิปไตยในการขอมีสิทธิ์ในการตั้งฉายาให้กับฝ่ายค้านในปี 2555 อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ฉายา “องครักษ์พิทักษ์คมช.” เนื่องจากที่ผ่านมา อะไรที่เป็นผลพวงที่มาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช) ดูคล้ายกับพรรคประชาธิปัตย์สนใจที่จะปกป้องไว้เป็นพิเศษ ส่วนการทำงานของฝ่ายค้านบางพรรค ดูคล้ายการทำงานรับใช้คนบางกลุ่ม จึงได้ฉายา“ฝ่ายค้านหน้าม่านอำมาตย์” ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับฉายา “มาร์คฟอร์มาลีน” เพราะอดีตนายกฯคนนี้ วันนี้โดนทั้งคดีเป็นร้อยคดี คดีการเกณฑ์ทหาร และจากศึกภายในพรรค วันนี้จึงอยู่ได้ด้วยฟอร์มาลีน จากคนที่พยายามอุ้มอดีตผู้นำคนนี้เท่านั้น
นายจิรายุ แถลงต่อว่า "ฉายา “เกาเหลาเส้นใหญ่” จากกรณีคัดเลือกผู้สมัคร ผู้ว่าฯ กทม. ระหว่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์กับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคคนใหม่ที่โหวตสวนกันจนขบเกลียวกันชนิดได้เห็นว่า เกิดอาการไม่กินเส้นกันขึ้น แต่ก็มีเส้นใหญ่กว่าที่ไม่ใช่เลขาธิการพรรคคนปัจจุบันกลับฟันธง กรณีส่งคุณชายหมูลงสู้ศึกพ่อเมืองกทม. ส่วนการทำงานของฝ่ายค้านในสภา ได้รับฉายา “ สภาฯข้า(ใครอย่าแตะ)” หลังจากฝ่ายค้านไม่สนใจอะไร นอกจากจะค้านในสิ่งที่ตัวเองไม่เห็นด้วยอย่างเดียว รวมถึง ฉายา “สภาอนาจาร” หลังภาพโป๊โผล่บนจอ ในห้องประชุมสภาอีกทั้งส.ส.ซีกฝ่ายค้านยัง เปิดดูรูปโป๊ ระหว่างประชุมสภาอีกด้วย
นายจิรายุ กล่าวว่า ส่วนไฮไลท์เด่นที่สุด ของความชุนมุนในวันประชุมสภาฯ กรณีที่ส.ส.ฝ่ายค้าน บุกขึ้นไปดึกเก้าอี้ประธานสภาผู้เเทนราษฎรนั้น ก็ได้ฉายาว่า “เก้าอี้..ฉี่ฉุน” สำหรับวาทะกรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนชอบมากที่สุด คือ “ในฐานะที่เป็นคนไทย ดิฉันคงอยากเห็นจำนวนเงินมากกว่าจำนวนตันค่ะ” ซึ่งนายกฯอภิปรายถึงการส่งออกข้าวไทยที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลก
พท. เลือก 5 วาทะกรรมยอดแย่แห่งปี 'อภิสิทธิ์' อันดับ1
ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทางพรรคเพื่อไทยได้ทำการพิจารณาคัดเลือกประมวลวาทะกรรมยอดแย่ตลอดทั้งปี 2555 ซึ่งได้คัดเลือกวาทะกรรมเด่นๆและกระทบกับอนาคตของประเทศ โดยมี 5 วาทะกรรมได้แก่ 5. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปราศรัยในเวที เดินหน้าผ่าความจริง จ.พิษณุโลกว่า “ลัทธิแดงจะสร้างรัฐไทยใหม่ และจะให้ทักษิณเป็นประธานาธิบดี” มองว่า วาทะกรรมเช่นนี้เป็นการสะท้อนถึงวิธีคิดในการเล่นการเมืองที่ไม่สร้างสรรค์ของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ประเทศไทยติดหล่มของความขัดแย้งและก้าวไม่ข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ความคิดเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าสู่กระบวนการปรองดรองได้สำเร็จและทำให้ประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าได้
ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวว่า 4.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน กรณีให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบีบีซี ซึ่งนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ไม่เสียใจที่ใช้กระสุนจริง” สะท้อนให้เห็นถึง ความไม่รู้ร้อนรู้หนาวถึงการเสียชีวิตและบาดเจ็บของพี่น้องประชาชน และสะท้อนให้เห็นถึงความใจไม้ไส้ระกำที่มีต่อเพื่อนร่วมชาติ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของนายอภิสิทธิ์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี 3. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า “ไม่ได้สร้างสนามฟุตซอลให้ฟีฟ่า” เป็นการปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัว ทั้งที่การรับผิดชอบของเขา ทำให้การสร้างสนามฟุตซอลเสร็จไม่ทันการแข่งขันฟุตซอลโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งได้สร้างผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย และภาพลักษณ์ของไทยต่อต่างประเทศในการที่จะเสนอตัวเป็นเจ้าภาพกีฬาต่างๆในระดับโลก
ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวต่อว่า 2. พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์กรพิทักษ์สยาม ที่กล่าวว่า “พล.อ.บุญเลิศตายแล้ว แต่เสธ.อ้ายยังมีชีวิตอยู่” สะท้อนถึงผู้ใหญ่ที่ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่และเอาชะตากรรมของประเทศมาทำเป็นเรื่องเล่นๆ ทั้งๆที่คนในประเทศอยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด กลัวสถานการณ์จะบานปลาย รวมทั้งการเป็นห่วงญาติพี่น้องของตนเองมาร่วมชุมนุม นอกจากนี้การชุมนุมยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย
ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าวอีกว่า 1.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และผู้นำฝ่ายค้าน กรณีให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบีบีซี ซึ่งนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ไม่มีที่ไหนที่นายกรัฐมนตรีจะมารับผิดชอบกับปฏิบัติการใดๆก็ตาม” เป็นคำพูดที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ ที่ไม่มีสำนึกในการรับผิดชอบคำสั่งของตนเอง ซึ่งนายอภิสิทธิ์เองได้ยอมรับว่ามีการสั่งให้กองทัพใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุม ทางพรรคเพื่อไทยมองว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่สมควรที่จะได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำขององค์กรใดๆทั้งสิ้น เนื่องจากขาดความรับผิดชอบ นอกจากนี้ยังสะท้อนภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ว่า ดีแต่พูด
ชี้ 'ปชป.' ส่ง 'สุขุมพันธุ์' ชิงผู้ว่าฯกทม.เป็นผลดีต่อ 'พท.'
รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ว่า วันที่ 10 ม.ค. 2556 พรรคเพื่อไทยจะเปิดตัวผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.อย่างแน่นอน และพรรคได้วางยุทธศาสตร์และนโยบายให้กับคนกทม.ไว้แล้ว ที่ผ่านมากทม.มีปัญหามากมายที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่สำคัญ การทำงานในรอบ 8 ปีของผู้ว่าฯกทม.จากพรรคประชาธิปัตย์ ผลโพลล์ก็ไม่ดีนัก หากถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม.ลงรักษาตำแหน่งจะเป็นผลดีหรือไม่ ตนเชื่อว่าเป็นผลดีมากกับผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย เพราะที่ผ่านมาคนกรุงเทพฯแทบหาผลงานของผู้ว่าฯกทม.ในรอบ 4 ปีคนนี้แทบไม่เห็น
ส่วนกรณีที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์จะดูฤกษ์ในการลาออกนั้น นายจิรายุกล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วย เพราะช่วงน้ำท่วมใหญ่ ผู้ว่าฯกทม.คนนี้ก็ทำพิธีกรรมไล่น้ำมาแล้วไม่เห็นจะได้ผลอะไร เป็นการเชื่อโชคลางเหนือเหตุผล และเป็นการใช้กฎหมายเป็นแต้มต่อ เพราะการลาออกก่อนหมดวาระย่อมทำให้มีเวลาหาเสียงมากกว่า ตนมองว่าเป็นการพยายามหาความได้เปรียบทุกประตูในศึกเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่ ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ ผู้ว่าฯกทม. ลงแข่งขันแบบแฟร์เพลย์ อย่างตอดเล็กตอดน้อย
'เพื่อไทย' จี้ 'อภิสิทธิ์' รับผิดชอบหาก 'สุขุมพันธุ์' ผิดคดีรถไฟฟ้า
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ แถลงถึงกรณีการดำเนินคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กับผู้เกี่ยวข้องในกรณีการเซ็นต์สัญญาของกรุงเทพมหานครกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือรถไฟฟ้าบีทีเอสว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรออกมากดดันข้าราชการ ต้องปล่อยให้ทำงาน หากกรุงเทพฯทำเรื่องนี้แบบมาตามตรอก ออกตามประตู ไม่มีซิกแซ๊ก ก็คงไม่มีใครสามารถไปทำอะไรได้ ทั้งนี้ขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาธิปัตย์ หากมีการดำเนินคดี กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. กับผู้ที่เกี่ยวข้อง หากมีความผิดจริงตามที่จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะรับผิดชอบอย่างไร รวมถึงยังมีอีกหลายคดีของผู้ว่าฯกทม. คนปัจจุบันที่ค้างอยู่ในการพิจารณา



