
รายงาน-ลิดหนามก่อนตั้งพรรค
ถึงวันนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า กลุ่มพลังมวลชนที่มีพลังกดดันทางการเมืองสูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง อย่าง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตัดสินใจที่จะเลิกอยู่กลางถนน
- แต่การประกาศตั้งพรรคการเมืองของพันธมิตร ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญความจริงที่ว่า "หันไปทางไหน ศัตรูก็รายล้อม"
เอาเฉพาะคดีที่ติดตัวแกนนำมาเป็นหางว่าว ก็เริ่มเห็นอุปสรรคขวากหนามตั้งเค้ามาแต่ไกลแล้ว
ขณะเดียวกันเมื่อพลิกดูตัวบทกฎหมาย ทั้งตามรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ก็ยิ่งเห็นข้อติดขัดที่อาจทำให้พรรคพันธมิตร ถึง "ทางตัน" เต็มไปหมด
ประการแรก...ลำพังแค่ชื่อพรรคก็เริ่มเป็นปัญหา
เพราะสองในสามชื่อที่เสนอมา อย่าง “พรรคเทียนแห่งธรรม” และ “พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” นั้นก็เคยมีผู้ที่มาจดตั้งไว้แล้ว ซึ่งตามกฎหมายห้ามจดซ้ำซ้อน
โดย “พรรคเทียนแห่งธรรม” นั้น ถือเป็นพรรคการเมืองในสารบบ
แต่ “พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” นั้น กกต.ไม่รับจดทะเบียน
แม้ทั้งสองพรรคเคยมีการยอมรับมาก่อนหน้านี้ว่า เป็นฝีมือ "คนกันเอง" มาจดเตรียมไว้ให้
แต่หากถึงวันนั้นคนของพรรค “เทียนแห่งธรรม” เกิดเปลี่ยนใจ ชื่อนี้ก็มีอันต้องตกไป
หรือกรณี “พรรคพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” หากคนจดคนเดิม เกิดการเปลี่ยนไป มีการยื่นอุทธรณ์ ชื่อนี้ก็เป็นอันใช้ไม่ได้อีก
ประการที่สอง...กรรมการบริหารพรรค
เมื่อมีข้อมูลน่าเชื่อได้ว่าบรรดากรรมการบริหารก็น่าจะเป็นแกนนำของพันธมิตร เองนั่นแหละ โดยเฉพาะ "ว่าที่หัวหน้าพรรค" ที่ดูจะได้รับเสียงโหวตมากที่สุดเป็น สนธิ ลิ้มทองกุล ก็ส่อเค้าลำบากแล้วเหมือนกัน
เพราะตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง มาตรา 11 ประกอบ รัฐธรรมนูญมาตรา 102 (2) ระบุว่า กรรมการบริหารพรรค ห้ามเป็นบุคคลล้มละลาย หรือ เคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
ที่มีปัญหาเพราะก่อนหน้านี้ “สนธิ” เคยเป็นบุคคลล้มละลายมาแล้ว แม้จะพ้นจากระยะเวลาที่กำหนด แต่ก็ต้องไปดูว่าคำพิพากษาเดิมระบุว่า เป็นการ “ล้มละลายทุจริต” หรือไม่
นอกจากนี้ ใน (4) ยังระบุด้วยว่ากรรมการบริหารพรรคต้อง "ไม่เคย" ต้องคำพิพากษาให้จำคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันกระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ
ในข่ายนี้ “สนธิ” เองก็ถือว่ายังมีคำพิพากษาให้จำคุกอยู่ตอนนี้ ในคดีหมิ่นประมาท ภูมิธรรม เวชยชัย และ ทักษิณ ชินวัตร รวมสองคดี เป็นเวลา 5 ปี ที่ จ.เชียงใหม่ แต่ยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์
ปัญหาคือ ตามมาตรานี้ ไม่ได้เขียนว่า "คำพิพากษาจำคุกถึงที่สุด" ดังนั้นแค่นี้จึงอาจจะเพียงพอที่จะทำให้ “สนธิ” ไม่สามารถนั่งหัวหน้าพรรคได้
ยิ่งไปกว่านั้น ต้องยอมรับว่าแกนนำคนอื่นๆ ของ "พันธมิตร" ต่างก็มีคดีอาญาติดตัวพะรุงพะรัง หากวันใดที่มีคำตัดสินจำคุกขึ้นมา เมื่อนั้น “ว่าที่พรรคใหม่” ย่อมระส่ำระสาย
ประการที่สาม...เผชิญภาวะเสี่ยงถูกยุบพรรค
สมมติว่าสามารถตั้งเป็นพรรคได้แล้ว มาตรา 104 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ยังระบุว่าหากพรรครู้เห็นเป็นใจหรือสนับสนุนให้บุคคลใด ดำเนินการใดเพื่อให้บุคคลอื่นหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งหลงเชื่อหรือเข้าใจผิดว่าพรรคการเมืองอื่นกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ โดยปราศจากมูลความจริง ต้องยุบพรรคการเมือง
ฟังดูไม่น่ามีปัญหา หากว่า "พันธมิตร" จะไม่ยืนกรานเดินเกมนอกสภาต่อไป เพราะต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวมิอาจตัดขาดจากการใส่รายได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากพันธมิตร ยังเคลื่อนไหวเหมือนช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงบุกยึดทำเนียบ ยึดสนามบิน ก็อาจจะเข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 68, 94 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมืองที่ว่าพรรคอาจ "ถูกยุบ"
หากว่าเป็นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือกระทำการอันอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐทั้งภายในและภายนอกราชอาณาจักรหรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
เพราะฉะนั้น การประกาศเดินเกม "นอกสภา" ควบคู่ไปกับเกมในสภาของแกนนำพันธมิตร นั้น จึงสุ่มเสี่ยงที่จะติดหล่มจากข้อกล่าวหานี้ได้ง่ายๆ
ประการที่สี่...หาก “สนธิ” เกิดจับพลัดจับผลูได้เป็นรัฐมนตรี ก็คงจะติดขัดไม่ใช่เล่น
เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 กำหนดห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม ไม่ว่าในนามของตนเอง หรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการ หรือถือหุ้นแทน หรือดำเนินการโดยวิธีการอื่น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว
ในฐานะที่ “สนธิ” เป็นคนกุมบังเหียนสื่อในเครือผู้จัดการมาตลอด จึงหลีกเลี่ยงข้อครหาทางการเมืองว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อนไปได้ยาก แม้ว่าจะได้มีการถ่ายโอนให้ทายาทหรือผู้อื่นดูแลก็ตาม
เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า "อุปสรรค" ที่เกิดขึ้นในก้าวแรก ล้วนเกิดจากข้อติดขัดหลายอย่างในตัวแกนนำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นประเด็นที่แกนนำต้องตอบสังคมให้ชัด
"แกนนำ" ต้องตอบโจทย์สำคัญให้ได้ว่า จะก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ด้วยวิธีใด เพื่อให้การเกิดใหม่ของพรรคพันธมิตร เดินไปได้ตลอดรอดฝั่ง
เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ความพยายามที่ทำมาทั้งหมดในการผลักดัน "การเมืองใหม่" ให้เกิดขึ้น ก็อาจจะเสียเปล่า...
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ



