
ซีอีโอ...ดาวร่วงแห่งปี 2555
ซีอีโอ...ดาวร่วงแห่งปี 2555
ในปี 2555 ถือได้ว่าเป็นปีพิสูจน์ฝีมือของประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทขนาดใหญ่-น้อยทั่วโลก ที่ต้องนำนาวาธุรกิจฝ่าฟันสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่มีความแน่นอน จากภาวะความซบเซาของเศรษฐกิจชาติตะวันตก ทั้งสหรัฐอเมริกา ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยุโรป ที่ติดอยู่ในปลักหนี้สินสาธารณะของประเทศ "มือเติบ" เช่น กรีซ ซึ่งกลายเป็นแผลกลัดหนองลุกลามไปยังประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่กว่า ทั้ง สเปน และ อิตาลี ที่ซวนเซไปตามๆ กัน ขณะที่พี่เอื้อยอย่างเยอรมนีและพี่รองเช่นฝรั่งเศสพยายาม "ฉุด" น้องเล็กเจ้าปัญหาเหล่านั้นออกมาจากปลักหนี้สิน แต่ก็ทำให้เศรษฐกิจของตนเองได้รับผลกระทบไปไม่น้อย
นอกจากนั้น ด้วยเหตุผลทางด้าน "จริยธรรม" ของซีอีโอบริษัทขนาดใหญ่เหล่านั้น ก็ได้ก่อให้เกิด "ปัญหา" ขึ้นกับตัวเอง เมื่อมีการละเมิดศีลธรรมอันดี ต่อผู้อื่น จนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยระหกระเหินไปยังต่างประเทศ อย่างเช่น นายจอห์น แมคอาฟี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ บริษัท แมคอาฟี ผู้ผลิตโปรแกรมแอนตี้ไวรัสชั้นนำแห่งสหรัฐอเมริกา ที่ต้องหลบหนีคดีฆาตกรรมอย่างหัวซุกหัวซุน จนต้องแกล้งป่วยด้วยโรคหัวใจเฉียบพลันเพื่อป้องกันการถูกดำเนินคดี
ด้วยเหตุผลทั้งสองประการนี้จึงก่อให้เกิด "ดาวร่วง" ทางธุรกิจ อันเกิดจากภาวะเศรษฐกิจ และจริยธรรมของซีอีโอเหล่านั้นเอง โดยผู้ที่เป็น "ดาวร่วง" ที่ โต๊ะต่างประเทศ คม ชัด ลึก เลือกเข้าสู่กลุ่ม ประกอบไปด้วย นายมาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง และซีอีโอ เฟซบุ๊ก จากผลงานการทำราคาหุ้นเฟซบุ๊กดิ่งเหวไม่เป็นท่า นายจอห์น แมคอาฟี ซีอีโอผู้ขาดจริยธรรม นายทิม คุก ซีอีโอคนปัจจุบันของแอปเปิล อิงค์ ที่เมื่อเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของแอปเปิล ก็กลับทำให้ทิศทางของแอปเปิล อิงค์ เข้าสู่ "ความไม่แน่นอน"
ซีอีโอที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคงจะไม่พ้นนายมาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก วัย 27 ปี ผู้บริหารเฟซบุ๊ก เครือข่ายสังคมออนไลน์ระดับโลก ยอมรับว่าตนเองรู้สึกผิดหวังต่อการที่ราคาหุ้นบริษัทดิ่งลงกว่าครึ่งของราคาไอพีโอ (ราคาเปิดจำหน่ายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก) ที่กำหนดไว้เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ 38 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น
กระแสการขายหุ้นไอพีโอของเฟซบุ๊ก เกิดขึ้นตั้งแต่กลางปี 2554 เมื่อนายมาร์คเดินเข้าเดินออกสำนักงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางปีที่แล้ว และมีรายงานว่านายมาร์คกำลังเตรียมนำหุ้นเฟซบุ๊กออกจำหน่ายในตลาดหลักทรัพย์
ในเวลานั้นนักวิเคราะห์ระดับเซียนต่างฟันธงกันว่าราคาหุ้นไอพีโอของเฟซบุ๊กจะพุ่งติดลมบนในทันทีที่เปิดจำหน่ายในตลาดหุ้นในวันที่ 17 พฤษภาคม 2555 เพราะพื้นฐานธุรกิจของเฟซบุ๊กที่มีรายได้จากการโฆษณา การขายสินค้าออนไลน์ ให้แก่สมาชิกกว่า 900 ล้านคน (ในเวลานั้น) เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ธุรกิจของเฟซบุ๊กเฟื่องฟูมาโดยตลอด และเป็นการเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือในการลงทุนในหุ้นของเฟซบุ๊กอย่างแน่นอน
การขายหุ้นไอพีโอของเฟซบุ๊กเป็นไปเพื่อระดมทุน 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการขยายเซิร์ฟเวอร์ รองรับการใช้งานของสมาชิกใหม่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เพื่อรองรับการขยายฐานสมาชิกใหม่ๆ ในประเทศเหล่านั้น และเป็นการขยายโอกาสในการทำธุรกิจขายโฆษณาและสินค้าออนไลน์ในประเทศดาวรุ่งทางเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน
แต่เมื่อวันเปิดขายหุ้นจริงมาถึง ปากกาเซียนนักวิเคราะห์หุ้นต่างถูกหักกันเป็นแถวๆ เมื่อราคาหุ้นเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อ "เอฟบี" ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก กลับดิ่งเหวลงอย่างไม่ลืมหูลืมตาอย่างต่อเนื่อง และทำสถิติราคาต่ำกว่า 20 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นในอีก 3 เดือนถัดมาเมื่อผู้บริหารและนักลงทุนที่ซื้อหุ้นไอพีโอ สามารถขายหุ้นไอพีโอของเฟซบุ๊กได้เป็นครั้งแรก
ราคาหุ้นที่ลดลงยังทำให้สินทรัพย์ของนายซักเกอร์เบิร์กลดลงตามไปด้วยจนตกจาก 10 อันดับแรกของมหาเศรษฐีโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ไปอยู่ที่อันดับ 35 ในปีนี้โดยมีสินทรัพย์ลดลงจาก 1.75 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.25 แสนล้านบาท) สู่ระดับต่ำกว่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท)
ขณะที่ในเวลานี้สมาชิกของเฟซบุ๊กทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1,000 ล้านคน แต่ราคาหุ้นของเฟซบุ๊กก็ยังไม่กระเตื้องขึ้นมากนัก โดยราคาปิดของหุ้นเฟซบุ๊กเมื่อวันพฤหัสบดี (27 ธ.ค.) ยังคงป้วนเปี้ยนอยู่ที่ 26 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น ซึ่งยังต่ำกว่าฝันของนายซักเกอร์เบิร์ก ที่ต้องการให้ราคาหุ้นของเฟซบุ๊กทะยานไปถึง 50 หรือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้นมากนัก
ซีอีโอคนต่อไปที่เผชิญกับวิบากกรรมในปีนี้ คงหนีไม่พ้นนายจอห์น แมคอาฟี ผู้ก่อตั้งบริษัทแมคอาฟี ผู้ผลิตโปรแกรมแอนตี้ไวรัส "แมคอาฟี" ที่ตำรวจประเทศเบลีซ ประเทศเล็กๆ ในทวีปอเมริกากลาง ต้องการตัวเพื่อ "สอบสวน" คดีที่เพื่อนบ้านของนายแมคอาฟีถูกยิงเสียชีวิตภายในบ้าน
เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน นายเกรกอรี ฟอลล์ วัย 52 ปี ถูกยิงเสียชีวิตในบ้านของตัวเอง ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตามหาตัวนายแมคอาฟี ผู้ก่อตั้งบริษัทแมคอาฟี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของผู้ตายมาสอบปากคำ เพื่อหาเบาะแส เพราะก่อนหน้านี้ ฟอลล์เคยไปแจ้งความต่อตำรวจเรื่องที่เขาถูกนายแมคอาฟีใช้อาวุธปืนข่มขู่ด้วยท่าทางก้าวร้าวมาก่อน อีกทั้งยังเคยทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องสุนัข อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตำรวจกำลังตามสืบจากเบาะแสต่างๆ และยังไม่ทราบเหตุจูงใจในฆาตกรรมครั้งนี้
ทั้งนี้ จอห์น แมคอาฟี ก่อตั้งบริษัทแมคอาฟีเมื่อปี 2523 ก่อนที่จะลาออกจากบริษัทตนเองในปี 2537 และไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กันอีกเลย ซึ่งขณะนี้บริษัทแมคอาฟีอยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท อินเทล อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นายแมคอาฟีได้ร่วมก่อตั้งบริษัท โครูเม็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับยาต้านจุลชีพในเบลีซ
แต่ระยะหลังมานี้ ดูเหมือนว่านายแมคอาฟี จะต้องเผชิญชีวิตที่ตกอับ เนื่องจากถูกดำเนินคดีหลายข้อหา ไม่ว่าจะเป็นพกพาอาวุธปืนที่ผิดกฎหมาย กล่าวหาว่าตำรวจยิงสุนัขของตนเองตอนที่บุกเข้าไปในบ้าน ทั้งยังมีรายงานว่านายแมคอาฟีทำการทดลองเกี่ยวกับยาหลอนประสาทอีกด้วยเช่นกัน
เมื่อตำรวจกดดันมากขึ้นนายแมคอาฟีจึงต้องหลบลี้หนีออกนอกเบลิซ ไปยังกัวเตมาลาที่อยู่ใกล้ๆ กัน และเมื่อตำรวจกัวเตมาลามาตามตัวเพื่อดำเนินคดีลักลอบเข้าเมือง นายแมคอาฟีก็เกิดอาการ "แกล้ง" ป่วยด้วยอาการโรคหัวใจเฉียบพลัน ต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลซึ่งในภายหลังนายแมคอาฟีได้ยอมรับว่าเป็นการซื้อเวลา หรือเลี่ยงที่จะถูกนำตัวกลับไปสอบสวนยังเบลีซ
ปัจจุบัน นายแมคอาฟียังคงอยู่ในความดูแลของทางการกัวเตมาลา และกำลังต่อสู้เพื่อให้ตนเองไม่ต้องกลับไปยังประเทศเบลีซ เพื่อเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีฆาตกรรม
เรื่องราวชีวิตของนายแมคอาฟี ยังคงเป็นปริศนา แต่ล่าสุด อดีตซีอีโอของแมคอาฟีได้ตัดสินใจลงนามในข้อตกลงให้สิทธิ์ในเรื่องราวชีวิตของเขา แก่บริษัทผู้ผลิตรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่งในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ชื่ออิมแพค ฟิวเจอร์ มีเดีย โดยนายฟรองซัวส์ การ์เซีย ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตรายการทีวีดังกล่าว กล่าวว่า ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการ ในเรื่องราวชีวิตของอดีตผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ชื่อดัง ที่กำลังอยู่ในระหว่างการหลบหนี ภายใต้โปรเจกท์ "Running in the Background: The True Story of John McAfee"
ส่วนนายทิม คุก ก็เป็นซีอีโออีกคนหนึ่งที่เผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักในการบริหารงานบริษัท แอปเปิล อิงค์ บริษัทเอกชนที่มีสินทรัพย์มากที่สุดในโลก ในช่วงที่นายคุกต้องเข้ารับช่วงต่อการบริหารงานจากนายสตีฟ จ็อบส์ อัจฉริยะแห่งอุตสาหกรรมไอที และอาจารย์ที่ฟูมฟักนายทิมมาตั้งแต่อดีต
สื่อมวลชนด้านไอทีในต่างประเทศตั้งข้อสังเกตต่อการทำงานของนายคุก ว่ายังขาด "พลัง" ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ตลาดซึ่งทำให้แอปเปิล อิงค์ ในยุคปัจจุบันถูกนำไปเปรียบเทียบกับแอปเปิล อิงค์ ในยุคที่นายจ็อบส์ ยังคงกุมบังเหียนอยู่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสื่อมวลชนติงว่านายคุก ควรผลักดันการขยายตลาดระบบปฏิบัติการ (โอเอส) รุ่น "OS X" ของแอปเปิล อิงค์ ให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ค่ายอื่นๆ นำไปใช้เพื่อขยายฐานตลาดของแอปเปิล ให้ครอบคลุมสินค้าที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อทดแทนการขาดนวัตกรรมใหม่ๆ ของบริษัท
นอกจากนั้น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลยังคง "ย่ำอยู่กับที่" ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่นการที่ แอปเปิล มุ่งเน้นการผลิตผลิตภัณฑ์ตระกูลแมค ออกมาให้มีน้ำหนักเบา และ ขนาดเล็กลง แต่กลับเน้นประสิทธิภาพการประมวลผลการแสดงภาพ ที่เป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ตระกูลแมคมาโดยตลอด
จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการที่แอปเปิล เปลี่ยนซีพียูจากซีพียูตระกูลเอ ของตนเอง มาเป็นซีพียูของ อินเทล ที่เทียบได้กับการเดินถอยหลัง ให้คู่แข่งไล่เข้ามาใกล้ได้ก้าวใหญ่ๆ เพราะคู่แข่งก็สามารถซื้อหาซีพียูของอินเทลมาใช้ประกอบผลิตภัณฑ์ของตนได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการแข่งขันด้วยการออกแบบให้โดดเด่น แต่ประสิทธิภาพการทำงานเท่าๆ กับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง นั้นถือเป็นการทำลายแบรนด์ “แมค” โดยมือของแอปเปิลเอง
นอกจากนั้นยังควรย้ายตำแหน่งงานในต่างประเทศกลับมายังสหรัฐที่มีแรงงานต้องการทำงานเป็นจำนวนมากในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังเริ่มพื้นขึ้นมาจากจุดตกต่ำที่สุดหลังจากเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของแอปเปิล ในฐานะผู้ผลิตสินค้าไฮเทคนั้นมั่นคงยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน
ทั้งยังแนะนำให้ซีอีโอของแอปเปิล ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (ซีโอโอ) ของบริษัทมานานกว่า 14 ปี ให้ขยายการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาไปยังห้องปฏิบัติการอิสระเพื่อคิดค้นผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ตอบแทนให้แก่สังคมภายนอก เรียกว่าเป็นโปรแกรม ซีเอสอาร์ตอบแทนสังคมของแอปเปิลก็ว่าได้
พูดง่ายๆ ก็คือ นายคุกควรจะออกจากเงาอันมโหฬารของนายจ็อบส์ และสร้างเงาของตนเองในฐานะซีอีโอของแอปเปิล อิงค์ คนล่าสุด อย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที



