
5 ปีโครงการ 'ชอร์เบส'
5 ปีโครงการ 'ชอร์เบส' บทเรียนลงทุนของเชฟรอนฯ ที่นครศรีฯ : โดย...กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล
การประกาศยุติโครงการก่อสร้างศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติงานในอ่าวไทย หรือ ชอร์เบส ในเขตพื้นที่บ้านบางสาร ต.กลาย อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ของบริษัทเชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด โดยการอ้างถึงเงื่อนไขเวลาที่ทำให้ปัจจัยต่างๆ ที่เคยเป็นตัวแปรสนับสนุนที่สำคัญเปลี่ยนแปลงไป อันประกอบด้วย ต้นทุนการดำเนินการก่อสร้างโครงการที่เพิ่มสูงขึ้นมาก จนไม่มีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจหากจะดำเนินการต่อไป ข้อจำกัดของการที่ไม่สามารถขยายพื้นที่หรือใช้ท่าเรือเพิ่มเติมใน จ.สงขลา รวมถึงระยะเวลาเริ่มต้นในการใช้งานจริงของศูนย์สนับสนุนแห่งใหม่ ไม่ทันต่อการใช้งานในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูงสุด เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
ทั้งนี้บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้เริ่มศึกษาและจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม หรือ อีเอชไอเอ ของโครงการชอร์เบสมาตั้งแต่ปี 2550 จนกระทั่งรายงานดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2555 และมีการประกาศยุติโครงการนี้อย่างเป็นทางการในวันที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา
หากย้อนหลังไปในปี 2550 โครงการศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติงานในอ่าวไทย หรือ ชอร์เบส ได้กลายเป็นแม่เหล็กที่สำคัญต่อการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นกับพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เพราะนี่คือการผลักดันให้เกิดอาคารเก็บวัสดุอุปกรณ์ และท่าเทียบเรือสำหรับขนวัสดุอุปกรณ์ไปยังฐานการขุดเจาะ จากเดิมที่มีศูนย์อยู่ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และ อ.เมือง จ.สงขลา และก่อนหน้าที่จะมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติงานในอ่าวไทย จ.นครศรีธรรมราช ก็มีฐานะเป็นศูนย์การขนส่งทางอากาศของบริษัทเชฟรอนฯ เพื่อขนส่งบุคลากร และเจ้าหน้าที่ไปยังฐานขุดเจาะกลางอ่าวไทย
ดังนั้น การมีศูนย์สนับสนุนการปฏิบัติงานในอ่าวไทย เข้ามาเชื่อมต่อ จึงเป็นการเสริมศักยภาพอันโดดเด่นให้เกิดขึ้น ที่สำคัญคือการสร้างความเคลื่อนเชิงมิติทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ที่เห็นได้ชัดคือการดึงราคาที่ดินในเขตบ้านบางสารให้ขยับไปอยู่ที่ไร่ละ 3-4 ล้านบาท จากเดิมที่อยู่ในหลักแสนบาทต่อไร่
สำหรับโครงการก่อสร้างศูนย์สนับสนุนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทย ประกอบไปด้วย 2 ส่วนหลักคือ 1.ส่วนอาคารสำนักงานและโกดังเก็บของ ตามเป้าหมายที่วางไว้จะอยู่บนพื้นที่ 390 ไร่ เขตบ้านบางสารห่างจากปากคลองกลายไปทางทิศเหนือ 500 เมตร ซึ่งประกอบไปด้วย อาคารสำนักงาน ที่จอดรถ อาคารเก็บวัสดุ หอเก็บน้ำ บ่อพักน้ำ ก่อสร้างในพื้นที่ประมาณ 105 ไร่ มีถนนเข้าโครงการ คิดเป็นพื้นที่ 36 ไร่ และพื้นที่ว่างเปล่าซึ่งจัดเป็นพื้นที่สีเขียว 249 ไร่ 2.ส่วนท่าเรือ เป็นท่าเทียบเรือซึ่งออกแบบเป็นรูปตัวแอลยื่นออกไปในทะเล (ไม่ใช่ท่าเรือน้ำลึก) มีขนาดความลึกเพียง 8.5 เมตร สำหรับขนาดเรือประมาณ 700-1,200 ตันกรอส กว้าง 15 เมตร ยาว 65 เมตร และกินน้ำลึก 5.25 เมตร โดยสามารถจอดเรือที่ท่าได้ทั้งสิ้น 4 ลำ
ตัวท่าเทียบเรือจะมีสะพานยื่นออกไปในทะเลความยาว 608 เมตร (จากตัวอาคารบนฝั่งถึงท่า) มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 5 เมตร ซึ่งทำให้เรือประมงยังคงผ่านไปมาได้สะดวกเหมือนเดิม และจะมีทุ่นในบริเวณที่เป็นแอ่งกลับเรือให้เห็นได้ชัดเจนเพื่อความปลอดภัยในการผ่านไปมาของเรือประมง
ส่วนบทบาทของศูนย์สนับสนุนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยนี้ จะทำหน้าที่ขนส่งวัสดุอุปกรณ์ อาหาร สิ่งของจำเป็น ไปให้แก่ฐานปฏิบัติงานในอ่าวไทย ที่อยู่ห่างจากฝั่งไปไกลกว่า 200 กิโลเมตร ที่ 8 เที่ยวต่อวัน และจะมีรถขนส่งเข้าและออกโครงการโดยเฉลี่ย 70 เที่ยวต่อวัน และสูงสุดไม่เกิน 115 เที่ยวต่อวัน โดยการขนส่งส่วนใหญ่จะดำเนินการในช่วงกลางวัน
อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนการทำความเข้าใจโครงการนี้กับประชาชนในพื้นที่ แม้ว่าทางเจ้าของโครงการจะให้คำยืนยันว่าโครงการนี้ เป็นมิตรต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่โครงการอย่างต่อเนื่อง มีการออกแบบโครงการที่คำนึงถึงชุมชนและสิ่งแวดล้อม นำผลการศึกษาและข้อห่วงใยของประชาชนที่ได้รับจากเวทีการประชุมรับฟังความคิดเห็น และในกิจกรรมการมีส่วนร่วมกับชุมชนต่างๆ มาเป็นข้อพิจารณาเพื่อปรับปรุง แต่ประเด็นที่สะท้อนออกมาจากพื้นที่ก็คือ ความกังวลต่อเรื่อง ผลกระทบต่อการทำประมง ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง การขุดลอกร่องน้ำและการฟุ้งกระจายของตะกอน
"อ่าวทองคำ ท่าศาลา(ที่ตั้งโครงการ) ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งความอุดมสมบูรณ์ มีห่วงโซ่เศรษฐกิจต่อเนื่อง ด้วยระบบนิเวศที่เป็น ทะเลโคลน ทราย น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม จากแม่น้ำหลายๆ สายไหลลงมารวมตัวกัน สัตว์น้ำจึงชุกชุม ทุกภาคส่วนในท่าศาลา จึงร่วมมือกันปกป้องอ่าวทองคำ ให้เป็นแหล่งผลิตอาหาร และฐานทุนของชุมชน และร่วมกันต่อต้านโครงการขนาดใหญ่ที่ลงมาในพื้นที่ เพราะต้นทุนทางทะเลที่นี่ หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของคนท่าศาลา และผู้คนทั้งประเทศ ซึ่งเป็นประโยชน์ทางทรัพยากรที่ยั่งยืน มากกว่าที่ผลประโยชน์จะตกในมือของนายทุน" ทรงวุฒิ พัฒแก้ว จากเครือข่ายรักษ์บ้านเกิดท่าศาลา สะท้อนจุดยืน
บุญทวี ริเริ่มสุนทร ประธานหอการค้านครศรีธรรมราช กล่าวว่า การยุติโครงการนี้ เท่ากับว่าโอกาสที่จะเกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบต้องสูญเสียไป ทั้งที่โครงการนี้จะทำให้มีเงินหมุนเวียนในหลักหมื่นล้านบาทต่อปี ขณะที่ข้อห่วงใยทางด้านสิ่งแวดล้อม ในทางปฏิบัติเชื่อว่าจะหาทางออกที่เหมาะสมได้
"สำหรับผมมองว่า ระยะยาวนั้นผู้ลงทุนรายใหม่จะต้องระมัดระวังและจะต้องเพิ่มพื้นที่การสื่อสารกับคนในพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อลดเงื่อนไขของการต่อต้าน" บุญทวี กล่าว
"นอกเหนือจากรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานเกี่ยวข้องแล้ว องค์ประกอบอื่นๆ ที่เรายังให้น้ำหนักก็คือค่าก่อสร้าง เงินลงทุนต่างๆ ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานถึง 5 ปี กว่าจะผ่านขั้นตอน และหากมีการก่อสร้างต้องใช้เวลาอีกหลายปีจะไม่ทันกับการสนับสนุนในอีก 2 ปีข้างหน้า ผู้บริหารจึงมีมติที่จะยุติโครงการชอร์เบสแห่งนี้ไว้ เป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้ายที่จะไม่ดำเนินการโครงการนี้ต่อไป ส่วนฐานบินสนับสนุนนั้นยังคงมีอยู่ต่อไป" หทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าว
เป็นมิติของโครงการที่ใช้ความพยายาม 5 ปี ในการที่จะผลักดันให้เกิดขึ้น และที่สุดแล้วก็คือการยุติโครงการนี้โดยปริยาย



