
ตร.เหนือยืดอกสมัครลงใต้-อีสานค้าน
2พ.ต.ท.เชียงใหม่ยืดอกสมัครลงใต้หาประสบการณ์ ย้ำเป็นตำรวจต้องสนองนโยบายนาย ขณะที่ตำรวจภาค 4 ตบเท้ายื่นหนังสือไม่เห็นด้วยจับสลาก ลั่นต้องใช้กับทุกระดับชั้น
28ธ.ค.2555 ตามที่พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่มีนโยบายให้พนักงานสอบสวนทั่วประเทศกว่า 6,000 นาย จับสลากวัดดวงลงไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กำลังถูกต่อต้านจากผู้ใต้บังคับบัญชาในหลายหน่วย แต่ในส่วนของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้มีพนักงานสอบสวน 2 คนแรกที่แสดงสปิริตสมัครใจลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เป็นการนำร่องให้กับเพื่อนตำรวจในสังกัดเดียวกัน พนักงานสอบสวนทั้งสองนายคือ พ.ต.ท.บุญรัตน์ ตันหยง อายุ 49 ปี และ พ.ต.ท.บุญส่ง นิกรเถื่อน อายุ 45 ปี ทั้งคู่เป็นพนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สังกัด สภ.แม่ริม จ.เชียงใหม่
พ.ต.ท.บุญรัตน์ เผยว่า ต้องการไปหาประสบการณ์ใหม่ ๆ และอยากรู้ถึงปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่าเป็นอย่างไร เป็นไปตามข่าวที่เสนอตามสื่อต่าง ๆ หรือไม่ รวมทั้งจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมเพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในทางใดทางหนึ่ง การทำงานในพื้นที่เสี่ยงที่สุดของประเทศยอมรับว่ากลัวตายซึ่งจะนำพระเครื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ติดตัวไปเป็นที่พึ่งทางใจ ส่วนครอบครัวตนเองมีบุตรสาว 2 คน อายุ 17 และ 13 ปี การตัดสินใจครั้งนี้ครอบครัวเป็นห่วงแต่เข้าใจและเคารพการตัดสินใจ การเดินทางลงใต้ครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับวันทวีคูณเพราะตนสมัครเป็นสมาชิก กบข. วันทวีคูณจึงไร้ประโยชน์ ส่วนที่เพื่อนตำรวจอกมาประท้วงคัดค้านก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน แต่ในส่วนตัวแล้วมองว่าเป็นตำรวจก็ต้องปฏิบัติตามนดยบายของผู้บังคับบัญชา
สำหรับ พ.ต.ท.บุญรัตน์ เป็นนักเรียนพลตำรวจลำปาง รุ่น 34 และอบรมนายร้อย กอน. รุ่น 1 ส่วนการเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้จะไปที่ จ.ยะลา อย่างน้อย 2 ปี ตามที่กำหนดไว้
ด้าน พ.ต.ท.บุญส่ง กล่าวว่า คดีที่เกิดขึ้นในภาคเหนือและภาคใต้มีความแตกต่าง ตนเองเป็นพนักงานสอบสวนก็อยากหาประสบการณ์ใหม่ทำคดีใหม่ ๆ เพราะมองว่าพนักงานสอบสวนควรรอบด้านทำได้ทุกคดี การสมัครลงพื้นที่ชายแดนใต้ครั้งนี้ ตนเองต้องตัดสินใจครั้งใหญ่พราะต้องทิ้งภรรยาและลูกชายสองคนซึ่งคนโตอายุ 20 ปี ประสบอุบัติเหตุพิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ส่วนลูกชายคนเล็กอายุ 12 ปี เป็นออทิสติก ไว้กับบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่โชคดีที่ครอบครัวเข้าใจ ขณะที่การลงพื้นที่ครั้งนี้แม้จะได้ขั้นสูงสุด 3 ขั้นต่อปี แต่วันทวีคูณก็ใช้ไม่ได้เพราะเป็นสมาชิก กบข. ด้วยเช่นกัน
"ชีวิตราชการของผม เงินเดือนยกให้ภรรยาหมด ส่วนผมใช้เงินค่าทำสำนวนเป็นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน หากการเดินทางไปใต้ครั้งนี้จะมีรายได้ค่าตอบแทนเพิ่ม ก็จะส่งให้กับครอบครัวเพื่อดูแลลูกชายทั้งสองให้ดีที่สุด แต่ระหว่างทำงานจะหาเวลากลับบ้านอย่างน้อย 3 เดือนครั้ง เพราะเป็นห่วงครอบครัว " พ.ต.ท.บุญส่ง กล่าว
รายงานแจ้งว่ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้โควต้าจับสลากพนักงานสอบสวนจำนวน 18 คน โดยจะมีการจับฉลากในวันที่ 2 ม.ค.2556 ขณะที่การสมัครใจของสอง พ.ต.ท. สภ.แม่ริมครั้งนี้ได้รับการยกย่องจากเพื่อนพนักงานสอบสวนถึงความเสียสละ ขณะที่ พ.ต.ท.ชาญชัย วิสุทธิ์ หัวหน้าพนักงานสอบสวน สภ.แม่ริม ได้มอบเงิน 30,000 บาท ให้ทั้งสองเป็นค่าเดินทางและเป็นขวัญกำลังใจที่เสียสละให้กับเพื่อนพนักงานสอบสวน
ตร.ภาค4ตบเท้ายื่นหนังสือไม่เห็นด้วยจับสลากไปใต้
ส่วนทางภาคตะวันออกเฉลียงเหนือ จากกรณี พ.ต.ท.ไขแสง ถวิลวงศ์ พนักงานสอบสวน สภ.บ้านฝาง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น ได้เข้ายื่นหนังสือพร้อมเอกสารขอความเป็นธรรมต่อสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จากนโยบายของพล.ต.อ.อดุลย์ดังกล่าว ล่าสุดตลอดทั้งวันวันที่ 28 ธันวาคม มีพนักงานสอบสวนสังกัดสำนักงานตำรวจภูธรภาค 4 ที่อยู่ในข่ายต้องถูกจับสลากไปภาคใต้ ทยอยเดินทางมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ ก.ตร. ผ่านทางสำนักงานตำรวจภูธรภาค 4 ต้นสังกัด
จากการสอบถามเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวนระดับรองผู้กำกับในจังหวัดกำกับตำรวจภูธร ภาค 4 (ขอสงวนนาม) เปิดเผยว่า แม้ว่าจะมีการตั้งกรรมการเพื่อสอบวินัยพนักงานสอบสวน ที่ร่วมยื่นเรื่องร้องต่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กรณีที่ สตช. กำหนดแนวทางให้มีการจับสลาก คัดพนักงานสอบสวนไปปฏิบัติหน้าที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ไม่มีปัญหาเพราะถือว่าสิ่งที่ทำเป็นหน้าที่และสิทธิของพนักงานข้าราชการทุกคนที่พึงกระทำหรือร้องทุกข์ได้ไม่ใช่ขัดขืน แต่อยากให้ผู้บังคับบัญชาได้เข้าใจผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น
"ไม่ใช่ว่าเราเห็นแก่ตัวไม่เสียสละ แต่การที่จะจับสลากจะต้องให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่ใช่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะแล้วมาบังคับให้จับสลาก ซึ่งการจับสลากก็ไม่ได้ให้บุคคลจับเอง เหมือนกับการเกณฑ์ทหาร ที่จับสลากด้วยตัวเอง กำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ไม่ใช่จู่ๆก็ประกาศว่าเราถูกจับสลากได้ไปชายแดนใต้ อย่างนี้ไม่ยุติธรรม ซึ่งน่าจะมีวิธีการที่ดีกว่านี้ และที่บอกว่าพนักงานสอบสวนไม่เพียงพอนั้นจริงหรือไม่ และถ้าขาดเพราะอะไร เพราะย้ายออกหรือบริหารผิดพลาด ซึ่งพนักงานสอบสวนทั่วประเทศสงสัยและอยากได้คำตอบเช่นกัน " แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ถ้าจะจับสลากก็ควรจะจับกันทั้งหมดไม่มียกเว้น ไม่ใช่กำหนดอายุ กำหนดชั้นวรรณะ ทุกคนเป็นข้าราชการเท่ากัน มีเงินเดือนเหมือนกัน พนักงานสอบสวนทุกระดับทั้งระดับผู้บังคับบัญชาต้องไปได้หมด ซึ่งทำไมไม่ทำประชามติหรือสอบถามความเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาเสียก่อน จะได้รู้ความต้องการ บางคนอาจจะอยากไปแต่ไม่พูด และเพิ่มสิ่งเร้าใจเพื่อให้มีคนอยากไป
แหล่งข่าวกล่าวว่า ในข้อเท็จจริงในภาค 4 กำลังเจ้าหน้าที่ก็ขาดแคลนทำไมไม่หามาเพิ่มบ้าง ก็ต้องเสียกำลังไป และพนักงานสอบสวนที่จะไปส่วนใหญ่เป็นคนอีสาน ไปแล้วจะอยู่อย่างไรวัฒนธรรมก็ไม่เหมือนกัน ภาษาก็ต่าง และถ้าได้คนที่ไม่เต็มใจ การทำงานย่อมไม่มีประสิทธิภาพเพราะไม่มีกำลังใจ การทำงานช่วยราชการต้องสมัครใจไม่ใช่บังคับ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ แล้วลูกเมียจะอยู่อย่างไร ถือว่าผู้บังคับบัญชาไม่มีความเป็นธรรม ถ้าคนสมัครใจก็จะทำงานอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ว่าจะต่อต้านหัวชนฝาในการให้ไปทำงานภาคใต้ แต่ต้องการให้หาวิธีการที่ดีกว่านี้ ต้องมีโปรโมชั่นที่ดีที่พิเศษกว่าที่อื่น ไม่ใช่ไปแล้วก็เท่าเดิม เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่ถ้าปรับตำแหน่งให้เหมาะสมอาจจะเร้าใจกว่า
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังภรรยาของพนักงานสอบสวน ตร.ภาค 4 รายหนึ่ง เปิดเผยว่า รู้สึกเครียดและกังวลนอนไม่หลับมาหลายวัน ตั้งแต่เห็นว่ามีคำสั่งให้จับสลากเพื่อไปช่วยราชการที่ภาคใต้ แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่จับสลากแต่หลังปีใหม่จะต้องมีการดำเนินการจับสลาก และถ้าประกาศออกมาว่าหัวหน้าครอบครัวต้องมีคำสั่งเพราะถูกสลากให้ไปช่วยราชการ คงต้องแย่แน่ๆ ตอนนี้ไม่มีความสุขแม้ว่าจะมีหลายคนฉลองปีใหม่แต่ตนกับครอบครัวมีแต่ความกังวลสารพัดว่าหลังปีใหม่จะเจออะไร จะได้ข่าวอะไรอีก และถ้าได้ไปจะอยู่อย่างไร
"ได้คุยกับเพื่อนแม่บ้านตำรวจหลายคนต่างก็มีความวิตกกังวลเช่นกัน ไม่อยากให้สามีไปอยู่ภาคใต้ เพราะขณะนี้มีข่าวรายวันอยู่แล้ว ถ้าไปจะต้องเจออะไรบ้าง พูดภาษาก็ไม่ได้ กินข้าวอาหารก็ไม่เหมือนกัน ทุกคนกังวลไปหมดไม่อยากให้จับสลากให้หาวิธีการอื่นเช่นกัน "แม่บ้านตำรวจกล่าว



