
สะเทือนทั่วไทยยึดทรัพย์'ปลัดสุพจน์'
สะเทือนทั้งประเทศยึดทรัพย์'ปลัดสุพจน์' : 10ข่าวเด่นปี2555
คดียึดทรัพย์ นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม จำนวน 64.73 ล้านบาท แม้จะเป็นคดีต่อเนื่องที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หยิบยกมาสอบสวนภายหลังเกิดเหตุปล้นบ้านนายสุพจน์ เมื่อปลายปี 2554 แต่ผลแห่งคดีก็สั่นสะเทือนไปถึงดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทย ซึ่งมีการประกาศให้ทั่วโลกได้รับรู้ในเดือนธันวาคมของทุกปี
วันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 มีคนร้ายกลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปปล้นทรัพย์บ้านของนายสุพจน์ กวาดเอาเงินสดที่อยู่ในกระเป๋าเอกสารไปจากคำสารภาพของคนร้ายในภายหลังบอกว่า น่าจะมีจำนวนเกินกว่า 100 ล้านบาท โดยที่ไม่ได้แตะต้องตู้เซฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวคนร้ายได้เกือบยกแก๊ง พร้อมยึดเงินสดกลับคืนมาได้ 17,553,000 บาท ขณะที่นายสุพจน์ให้การว่า เงินที่คนร้ายปล้นไปนั้นเป็นเงินสินสอดของลูกสาวที่แต่งงานในวันนั้น โดยมีเพียงแค่ 5 ล้านบาทเท่านั้น
ป.ป.ช.ไม่รั้งรอที่จะตั้งอนุกรรมการเข้าสอบสวนนายสุพจน์ทันที
"กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม กระทำความผิดทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ร่ำรวยผิดปกติ และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ" นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. กล่าว
เพียงแค่ 6 เดือนหลังโจรบุกเข้าปล้น ป.ป.ช.ก็มีมติสรุปว่า นายสุพจน์ ร่ำรวยผิดปกติ ขณะที่หัวโจกที่ปล้นเงินไปนั้นยังหลบหนีลอยนวล และคดีความที่ตำรวจทำท่าเอาจริงเอาจังตั้งแต่ต้นก็เริ่มเงียบหายไป
"นายสุพจน์ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ และมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ คือเงินของกลางในคดีปล้นทรัพย์บ้านของผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 17,553,000 บาท ทองคำรูปพรรณหนัก 10 บาท และรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน ทะเบียน ฮต 8822 กรุงเทพมหานคร มูลค่าประมาณ 3 ล้านบาท" นายกล้านรงค์ กล่าว
คดีนี้นับเป็นคดีตัวอย่างที่ไม่เพียงแค่สั่นสะเทือนวงการข้าราชการไทย หากแต่ยังเป็นที่จับตามองของ "องค์กรความโปร่งใสสากล" ที่ก่อนหน้านี้ นายปานเทพ กล้ารณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. เคยแสดงความกังวลต่อ "ดัชนีความโปร่งใส" ที่ประเทศไทย ไม่เคยได้เกิน 3.8 จากคะแนนเต็ม 10
"ปี 2554 เราได้ 3.4 ตกลงจากปี 2553 ที่เราได้ 3.5 ปี 2554 เราได้เท่ากับจีนแต่ปีนี้ จีนอันดับขึ้นไปดีกว่าเราแล้ว" นายปานเทพกล่าว
การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นนั้น ไม่ใช่ว่ามีกลไกเพียงแค่ ป.ป.ช.แล้วจะสกัดยับยั้งความละโมบของผู้คนที่มีอำนาจ และมีโอกาสจะฉกฉวยประโยชน์อันไม่พึงมีพึงได้
การสกัดมะเร็งที่เกาะกินประเทศไทยจะต้องได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ โดยรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการอย่างจริงจัง และภาคเอกชนที่จะต้องเข้มแข็ง ยืนหยัดที่จะปฏิเสธหรือข้องแวะกับสิ่งที่น่ารังเกียจเหล่านั้น
ถึงแม้ว่า กรณีนายสุพจน์ จะเกิดจากเหตุการณ์ปล้น ไม่ได้เกิดจากการเข้าไปตรวจสอบตั้งแต่ต้นก็น่าจะเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งฝ่ายที่ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ กระตือรือร้นที่จะขจัดปัญหาคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้น
แม้ทรัพย์สินที่ยึดมาได้อาจจะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของที่มีอยู่ แต่อย่างน้อยๆ ก็ได้ทำให้สังคมได้รับรู้ว่า กลไกการตรวจสอบนั้นมีอยู่จริงและศักดิ์สิทธิ์จริง
คนระดับปลัดกระทรวง ตำแหน่งที่สูงที่สุดในสายข้าราชการก็ยังหนีไม่พ้นกลไกนี้ นับเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไม่ทำให้คะแนนความโปร่งใสของประเทศไทยเลวร้ายลงไปกว่านี้
"คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ให้นายสุพจน์ชี้แจงการได้มาของทรัพย์สินดังกล่าว รวมทั้งไต่สวนพยานบุคคล ทั้งที่มาให้การด้วยตัวเอง และให้การเป็นลายลักษณ์อักษร รับฟังได้ว่า นายสุพจน์มีรายได้จากทางราชการตั้งแต่เริ่มรับราชการ จนถึงปี 2544 จำนวน 4,980,000 บาท มีรายได้จากงานพิเศษออกแบบจำนวน 1 ล้านบาท และรายได้เงินกู้จากธนาคาร 5.5 ล้านบาท รวม 21,080,000 บาท ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า นายสุพจน์มีรายได้ไม่สัมพันธ์กับมูลค่าทรัพย์สิน จำนวน 65.79 ล้านบาท แม้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวจะได้มาก่อนดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งนายสุพจน์ไม่สามารถชี้แจงถึงการได้มาของทรัพย์สินได้"
บทสรุปในชั้นของ ป.ป.ช.ก็คือ มีมติว่า นายสุพจน์ ร่ำรวยผิดปกติ มีทรัพย์มากผิดปกติจำนวน 64,738,587.52 บาท โดยส่งเรื่องดังกล่าวให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. มาตรา 80
............................
(หมายเหตุ : สะเทือนทั้งประเทศยึดทรัพย์'ปลัดสุพจน์' : 10ข่าวเด่นปี2555)



