
'นพดล'เผยแก้รธน.รายมาตราคู่ประชามติ
'นพดล'เปรยอาจแก้รธน.รายมาตราควบคู่ทำประชามติ เชื่อลุยโหวตวาระ 3 'เพื่อไทย' ไม่เอาแน่ อ้างเสี่ยงถูกยื่นตีความจนศาลรธน.จับดอง
28ธ.ค.2555 มีความชัดเจนขึ้นอีกระดับสำหรับแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาล โดย นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าในแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยว่า ต้องรอข้อสรุปจากการสัมมนาของพรรคระหว่างวันที่ 6-7 มกราคม 2556 ที่เขาใหญ่ก่อน ซึ่งได้มีการศึกษาข้อมูลกันมาอย่างเพียงพอแล้ว และไม่ควรจะทอดเวลาออกไปให้เนิ่นนานกว่านี้อีกแล้ว อย่างไรก็ตาม แนวทางหรือข้อสรุปอาจจะไม่ใช่แค่ 1, 2 หรือ 3 แต่อาจจะเห็นภาพในลักษณะของการแก้ไขแบบ 2 แนวทางควบคู่กันไปก็ได้
"ทั้งนี้ ในพรรคเพื่อไทยก็มีคนที่เสนอรูปแบบนี้ ซึ่งผมเห็นด้วย โดยเบื้องต้นอาจจะมีการแก้ไขเป็นรายมาตรา 2-3 มาตราในระหว่างที่กำลังดำเนินการทำประชามติ เหมือนเป็นการรักษามะเร็งร้ายที่ต้องรีบตัดออกไปก่อนที่จะลุกลามจนเป็นอันตรายต่อชีวิต ซึ่งผมเห็นว่ามี 3 มาตราที่ต้องรีบแก้ คือ มาตรา 190 ที่เหมือนเป็นการใส่กุญแจมือฝ่ายบริหารเอาไว้หากต้องมีการไปเจรจากับต่างประเทศ บางเรื่องไม่ควรเปิดเผยแต่ก็ต้องมาแบไต๋ในเวทีรัฐสภาจนเขารู้กันหมด มาตรา 237 ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง หากแก้ไขตรงนี้ก็จะทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งมากขึ้น ที่ผ่านมาถูกยุบพรรคกันง่ายเกินไป และมาตรา 68 ที่ต้องแก้ไขให้ปริมาณของคดีเข้าสู่ศาลน้อยลง โดยมีสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นตัวคัดกรอง เชื่อว่าการแก้ไขใน 3 มาตราดังกล่าวจะใช้เวลาไม่นาน เพราะมาตรา 190 และ 237 นั้นเคยมีการศึกษามามากแล้ว ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็น่าจะผ่านวาระ 1 ได้ แต่ที่จะเถียงกันนานหน่อยคือมาตรา 68" ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว
ยันมีประชามติ-ปัดลงมติวาระ 3
นายนพดล กล่าวว่า สำหรับแนวทางการทำประชามติที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นั้น ถือเป็นการทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน และเป็นการสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ดีอีกด้วย วันนี้เรายังไม่ได้คิดหาแนวทางรณรงค์มากมายนัก เนื่องจากพรรคเองก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเสียทีเดียว แต่ยืนยันว่าจะทำตามกฎหมาย ไม่มีการขนคนมาแน่นอน เพียงแต่รัฐบาลต้องสื่อสารและขยันพูด ขยันชี้แจงให้มากหน่อย ทั้งนี้ หากทำประชามติแล้วปรากฏว่าแพ้โหวตก็ไม่มีปัญหาในแง่ของความรับผิดชอบ รัฐบาลบอกว่าจะทำครั้งเดียว แต่ศาลรัฐธรรมนูญบอกให้ทำ 2 ครั้ง ดังนั้นถ้าเดินตามศาลรัฐธรรมนูญโดยให้มีการทำประชามติในครั้งแรกแล้วไม่ผ่าน ก็ไม่ควรจะเป็นความผิดของรัฐบาล
ส่วนแนวทางการโหวตวาระ 3 เลยนั้น นายนพดล กล่าวว่า มองว่าโอกาสที่พรรคจะเลือกแนวทางนี้ริบหรี่หรือแทบจะเป็นศูนย์ เพราะหากดึงดันโหวตไปก็ไม่แน่ใจว่าส.ส.และส.ว.ที่เคยโหวตผ่านวาระ 1 และ 2 นั้น ยังจะกล้าโหวตในวาระ 3 อีกหรือไม่ เพราะอาจจะกลัวว่าจะถูกยื่นถอดถอนได้ และถึงแม้ว่าจะโหวตวาระ 3 ผ่านไปได้ก็ตาม แต่ก็คงจะถูกยื่นตีความอีกโดยส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หรือกลุ่ม 40 ส.ว. ซึ่งกระบวนการอาจจะไปค้างเติ่งอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นปีๆ ก็ได้ ดังนั้นจึงไม่ควรจะทำให้ต้องเสียเวลา
ปธ.วิปรัฐค้านแก้ 2 แบบพร้อมกัน
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ในฐานะคณะทำงานพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 กล่าวว่า ความเห็นต่อแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในพรรคเพื่อไทยนั้น ยอมรับว่าแบ่งเป็นหลักๆ 3 แนวทาง แต่สุดท้ายพรรคเห็นอย่างไรตนก็พร้อมที่จะสนับสนุนในแนวทางนั้น
นายอุดมเดช กล่าวอีกว่า ส่วนตัวคิดว่าถึงชั่วโมงนี้ควรที่จะรีบแก้ไขรัฐธรรมนูญได้แล้ว เพราะถูกดึงเวลามานานแล้ว ใจตนแล้วอยากให้ลุยโหวตวาระ 3 ไปเลยทันที เพราะเป็นอำนาจของส.ส.และมองว่าเราได้ทำหน้าที่มาอย่างสมบูรณ์แบบพอสมควรแล้ว สำหรับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราควรพักไว้ก่อน และไม่ควรทำควบคู่ไปกับแนวทางอื่นๆ เพราะจะสร้างความสับสน
'ภูมิธรรม'เผย10ม.ค.พ.ท.รู้ชื่อคนลงชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม.
นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ มีมติ ส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ลงสมัครผู้ว่าฯกทม.อีกสมัย ว่า ถือเป็นสิทธิ์และเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะเลือกคนที่เขามั่นใจที่สุดว่าจะได้รับชัยชนะ ถือเป็นเรื่องปกติที่ทุกพรรคการเมืองจะต้องเลือกคนที่ตัวเองมั่นใจที่สุด สำหรับพรรคเพื่อไทยจะประชุมพิจารณาคัดเลือกอีกครั้งหลังเทศกาลปีใหม่ ผ่านพ้นไปแล้ว แต่ได้ข้อยุติก่อนวันที่ 10 ม.ค.แน่นอน ยืนยันว่าการที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวผู้สมัครช้า ไม่เกี่ยวกับเรื่องของการที่รอให้พรรคประชาธิปัตย์เปิดตัวผู้สมัครก่อน เพราะเมื่อถึงเวลา แข่งขัน ก็ต้องสู้กันตามกติกาอยู่แล้ว
นายภูมิธรรม กล่าวถึงตำแหน่งผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย ภายหลังจากที่เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรคคนใหม่ด้วยว่า ขณะนี้ตนยังรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการพรรคอยู่ แม้ว่าขณะนี้จะได้รับการรับรองให้เป็นเลขาธิการพรรคอย่างเต็มแล้วก็ตาม ยืนยันว่าคงต้องมอบหมายตำแหน่งผู้อำนวยการพรรคให้กับคนอื่นมาช่วยทำงานแทน เพราะขณะนี้ มีเรื่องราวมากมายเยอะอยู่แล้วที่ต้องดำเนินการ แต่คงต้องให้สถานการณ์ ความวุ่นวายผ่านพ้นไปก่อน จึงจะมีการเลือกผู้อำนวยการพรรคคนใหม่ เพราะขณะนี้ถือได้ว่ายังพอมีเวลา อยู่อีกมาก
'สุเทพอยู่เบื้องหลังทำ'กรณ์'แพ้
รายงานข่าวแจ้งว่า ตามที่ที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์มีมติเลือกม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ด้วยคะแนน 9 ต่อ 6 เสียง จากกรรมการบริหารพรรค 19 คน โดย 9 คนที่เลือก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ อาทิ นายจุติ ไกรฤกษ์ รองหัวหน้าพรรค, นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู รองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ, นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รองหัวหน้าพรรค, นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคภาคใต้, นางอัญชลี วานิช เทพบุตร นายทะเบียนสมาชิกพรรค เป็นต้น เสียงส่วนนี้ถูกล็อบบี้โดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรค ส่วน 6 เสียงที่เลือกนายกรณ์ อาทิ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ที่ไม่สนับสนุน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มาตั้งแต่แรก และมี 4 คนที่ไม่เลือกทั้ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ และนายกรณ์ โดยมี 1 เสียงที่ลงคะแนนให้นายประกอบ อีก 1 เสียงให้นายกอร์ปศักดิ์ และมี 2 เสียงที่งดลงคะแนนคือนายอภิสิทธิ์ กับนายกรณ์
แหล่งข่าวจาก ปชป.อีกคน กล่าวว่า ผลที่ปรากฏออกมาเช่นนี้เป็นเพราะการเมืองในพรรคระหว่างนายสุเทพกับนายเฉลิมชัยที่ไม่ลงรอยกันอย่างหนัก กลายเป็นว่านายสุเทพ ต้องการจะขัดทุกอย่างที่เลขาธิการพรรคคนปัจจุบันทำ ทั้งๆที่นายสุเทพเองก็รู้ดีว่าถ้าพรรคส่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ลงสมัคร พรรคจะต้องลำบากแค่ไหน พูดง่ายๆว่ามีโอกาสสอบตก แต่นายสุเทพกลับพยายามล็อบบี้คนใน กก.บห.พรรคให้เลือกม.ร.ว.สุขุมพันธุ์



