ข่าว

'พูดจริง ไม่ตาย'

'พูดจริง ไม่ตาย'

28 ธ.ค. 2555

'พูดจริง ไม่ตาย' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]

              หลายครั้งในช่วงวันพักผ่อน ผมจะใช้เวลาส่วนหนึ่งกับอินเทอร์เน็ตเพื่อทบทวนค้นหาเรื่องราวน่าสนใจมาขีดเขียนในฐานะคอลัมนิสต์อยู่เสมอๆ โดยที่สัปดาห์นี้ทั้งสัปดาห์ทางมหาวิทยาลัยได้กำหนดเป็นเทศกาลสอบกลางภาค ดังนั้นการเรียนการสอนจึงเลื่อนไปเป็นสัปดาห์หน้า อาจารย์คนไหนไม่ต้องคุมสอบหรือนิสิตคนไหนสอบเสร็จก็สามารถเดินทางไปพักผ่อนฉลองปีใหม่ได้เต็มที่ จึงไม่แปลกใจที่จะเห็นหลายคนทำลาราชการไปตั้งแต่หลายวันก่อน พอมานับรวมกับวันหยุดปีใหม่จะได้วันหยุดรวมราวๆ สิบวัน คิดเสาร์อาทิตย์รวมกันด้วย ยังไม่นับรวมปีหน้าซึ่งมีการคำนวณกันแบบคร่าวๆ จะพบวันหยุดต่อเนื่องแบบยาวๆ เช่นช่วงปีใหม่ สงกรานต์ นับรวมกันคนไทยจะได้สนุกสนานเฮฮาเพิ่มดัชนีความสุขกันกว่า 30 วัน

              นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องพิจารณากันว่าเวลามากมายก่ายกองขนาดนี้ เราพึงจะใช้ให้เกิดประโยชน์โพดผลอะไรขึ้นมากันดี เพราะคนไทยและคนในโลกนี้ล้วนตั้งต้นสิ่งใหม่ๆ ความหวังใหม่ๆ กันเมื่อต้นปี แต่ก็ด้วยเวลาที่มากดังว่า ผมคงได้มีเวลาค้นหาข่าวสารต่างๆ ที่น่าสนใจเหมือนดังกรณีที่ผมไปตรวจสอบพบว่ามีเรื่องลบๆ น่าจะหยิบยกมาพูดถึงอยู่จำนวนมาก

              เรื่องแรก คือ กรณีการกล่าวหาแหล่งท่องเที่ยวสำคัญไม่ว่าจะเป็น พัทยา และภูเก็ต ว่าเป็นแหล่งรวมตัวของกลุ่มมิจฉาชีพตั้งกันเป็นแก๊งหลอกโกงคนต่างชาติโดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปสมคบคิด "ตีกิน” อยู่ด้วย ทีแรกผมเข้าใจเองว่าเป็นภาพจำลองหรือจัดฉากขึ้นมาเพื่อทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว แต่ทางผู้เกี่ยวข้องยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง เฉพาะอย่างยิ่ง “แก๊งเจ็ตสกี” ซึ่งหลอกลวงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ใช้บริการแล้วไปโขกสับเรียกเก็บค่าซ่อมแซมที่ไปทำของเขาชำรุดเสียหาย ทั้งที่เขาไม่มีส่วนรู้เห็น หากไม่ให้ก็จะเกิดกรณีวิวาทเป็นเรื่องราว โดยมีตำรวจเข้ามาไกล่เกลี่ยเพื่อต่อรองราคา ซึ่งอ้างกันว่าตรงนี้คือจุดทำเงินให้แก่คนหลายฝ่าย เท็จจริงอย่างไรไม่ทราบแต่ยอดวิว (view) สูงมากถึงจะไม่เท่า “กังนัมสไตล์” มีผลกระทบต่อการประกาศเป็นฮับ (hub) การท่องเที่ยวของอาเซียนอย่างแน่นอน

              อีกเรื่องซึ่งโจษจันและน่าจะเป็นปัญหาในทาง “กระบวนการยุติธรรมทางอาญา” ส่งผลกระทบต่อรูปคดีความรุนแรงทางการเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม สองปีก่อน คือ กรณีการกวาดล้างผู้ชุมนุมบริเวณลุมพินี ราชประสงค์ ในส่วนของคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บเป็นส่วนหนึ่ง แต่เรื่องร้อนแรงและยังคงถกเถียงกัน เพิ่งจะทราบจากข่าวเมื่อวานว่ามีความคืบหน้าของคดีนักข่าวชาวอิตาเลียนถูกยิงเสียชีวิตบนถนนวิทยุใกล้ๆ เอยูเอ เดิม ว่า “นักข่าวไทยพีบีเอสผู้อยู่ในเหตุการณ์ ยืนยันว่า ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้สาดกระสุนใส่” ซึ่งน้ำหนักพยานของผู้สื่อข่าวปากนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการประกอบการวินิจฉัยสั่งคดีของศาลได้ เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับนักข่าวชาวอิตาเลียน ถึงจะมีอาชีพเดียวกันแต่นักข่าวผู้เบิกความเป็นพยานคนนี้ คือ “คนไทย” เขาคงไม่เอาวิชาชีพหรือความเป็นคนไทยไปปกป้องคนอื่นอย่างไร้เหตุผลแต่น่าจะด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรมและข้อเท็จจริงซึ่งได้พบเห็นจริงๆ จึงให้ถ้อยคำต่อศาลดังปรากฏ

              เรื่องนี้จะกลายเป็นส่วนผูกโยงไปกับสองสามคดีแรก ทั้งของกรณีนายพัน คำกอง และคดีเด็กซึ่งเสียชีวิตบนรถตู้แถวๆ ถนนราชปรารภ สิ่งที่น่าจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้กระบวนการยุติธรรมสะเด็ดน้ำ คือ การคุ้มครองพยาน เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ทราบมาก่อนว่าใครบ้างได้เข้ามาเป็นพยานในกรณีที่เกิดขึ้น เรื่องนี้มีผลกระทบต่อความอยู่รอดของคนหลายคน กระทบหลายองค์กรของรัฐ และเดิมพันค่อนข้างสูง หลายฝ่ายกังวลว่า “พยานผู้รู้เห็นหากไม่มีการดูแลทั่วถึงอาจไม่ทันได้รับทราบผลของคดีในที่สุดได้”

              จึงน่าที่ทางรัฐเองโดยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายในกระทรวงยุติธรรมและองค์กรอิสระที่ออกมามีบทบาทมอบรางวัลแจกรางวัลต่างๆ น่าจะเข้ามาช่วยเหลือดูแลปกป้องคนเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมมากกว่าภารกิจการประชาสัมพันธ์องค์กรซึ่งไม่ใช่หน้าที่หลัก โดยหันมาส่งเสริมสนับสนุนให้หลักประกันแก่คนเหล่านี้ให้ได้ว่า “การพูดความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย และเขาจะไม่ตายเมื่อพูดความจริง” ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอประกาศให้ทราบทั่วกันว่า นับแต่วันพฤหัสบดีที่ 26 นี้ ผมจะไปพูดความจริงล้วนๆ ในรายการ “คอข่าว” ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 หรือ ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ ร่วมกับทีมงานของสถานีทั้ง “คอข่าวการเมืองและคอข่าวรอบโลก” แฟนคลับและผู้สนใจกรุณาติดตามอย่างใกล้ชิด

 

..........

(หมายเหตุ : 'พูดจริง ไม่ตาย'  : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์  [email protected])