ข่าว

วิกฤติมุสลิมโลก2012

วิกฤติมุสลิมโลก2012

28 ธ.ค. 2555

วิกฤติมุสลิมโลก2012 : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์ [email protected]

               ในรอบปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในโลกมุสลิมค่อนข้างร้อนแรง หลายเหตุการณ์ส่งผลสะเทือนต่อประชาคมโลกโดยรวม และมีบางเหตุการณ์ที่สะเทือนถึงประเทศไทยไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ในที่นี้ผมขอยกเหตุการณ์ใหญ่ๆ เพียง 3 เหตุการณ์ ถือเสียว่าเป็นการย้อนรำลึกถึงวิกฤติการณ์เก่าๆ ก่อนที่โลกจะก้าวสู่ศักราชใหม่

              เริ่มจากปรากฏการณ์ ‘อินโนเซนส์ ออฟ มุสลิม’ ซึ่งเป็นภาพยนตร์ต้นทุนต่ำ แต่สร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดต่อความสงบสุขของประชาคมโลก เพราะเป็นหนังต่อต้านอิสลามและล้อเลียนศาสดาของศาสนาอิสลามในทางที่เสียหาย เมื่อตัวอย่างหนังถูกแพร่ภาพในเว็บไซต์ยูทูบ จึงเกิดปฏิกิริยาในลักษณะการลุกฮือต่อต้านจากประชาคมโลกมุสลิมทั้งหมด เริ่มจากการประท้วงต่อต้านที่หน้าสถานทูตสหรัฐในอียิปต์ ลุกลามไปลิเบีย จนเป็นเหตุให้เกิดการถล่มกงสุลใหญ่สหรัฐ มีนักการทูตเสียชีวิตไป 4 คน หนึ่งในนั้นคือเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำลิเบีย

              สถานการณ์การประท้วงหน้าสถานทูตสหรัฐมิได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น แต่ได้ลุกลามไปทั่วโลก แม้แต่ในประเทศไทยยังมีการชุมนุมของชาวมุสลิมอย่างน้อยก็ 3 ครั้งทั้งในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่

              ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจะมีคนตายเป็นจำนวนมากทั่วโลกจากการลุกฮือขึ้นประท้วง ยังทำให้สหรัฐต้องปรับยุทธศาสตร์การทำงานทางการทูตอย่างใหญ่หลวงอีกด้วย เพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สถานทูตทุกแห่งของสหรัฐทั่วโลกตกเป็นเป้าของการต่อต้าน ทำให้นักการทูตอเมริกันทำงานยากขึ้น โดยเฉพาะในดินแดนโลกมุสลิม แต่ที่สำคัญคือเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ฝาก “รอยแผลเป็น” ไว้ในความขัดแย้งระหว่างตะวันตกกับโลกอิสลามอีกครั้งหนึ่ง

              ส่วนวิกฤติซีเรียนั้นก็ไม่ธรรมดา เพราะแม้สถานการณ์การลุกฮือของประชาชนต่อต้านเผด็จการจะล่วงมาเกือบ 2 ปี แต่ก็ยังไม่เห็นท่าทีว่าจะสงบลง ความเสียหายทั้งชีวิตและบ้านเมืองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ สถานการณ์แปรเปลี่ยนจากสงครามกลางเมืองกลายเป็นสงครามระหว่างนิกายศาสนา แต่ที่เลวร้ายกว่าคือการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก เป็นผลให้โลกเกิดความขัดแย้งแตกแยก สหรัฐและชาติพันธมิตรสนับสนุนส่งอาวุธให้ฝ่ายต่อต้าน แต่รัสเซีย จีน และอิหร่าน พยายามค้ำจุนให้ระบอบอัสซาดอยู่รอดปลอดภัย จึงกลายเป็นว่าขณะนี้ซีเรียกลายเป็นสนามรบของคนอื่น ขณะเดียวกัน วิกฤติซีเรียก็กลายเป็นอีกประเด็นความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน นอกเหนือจากประเด็นความขัดแย้งเรื่องโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่มีอยู่แต่เดิมแล้ว

              เหตุการณ์การปะทะกันระหว่างชาวมุสลิมโรฮิงญากับชาวพุทธในรัฐยะไข่ของพม่าก็สร้างความสั่นสะเทือนต่อประชาคมโลกไม่น้อย เพราะเหตุการณ์นี้ได้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางบอกถึงเรื่องราวความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสของมุสลิมชาวโรฮิงญาที่ประสบมาอย่างยาวนาน

              สถานการณ์ที่มุสลิมชนกลุ่มน้อยถูกเข่นฆ่า ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ นานา ถูกฉายภาพออกสู่สายตาของประชาคมโลก จนกลายเป็นประเด็นที่ดึงเอาองค์การระหว่างประเทศอิสลามและประเทศมุสลิมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะถือเป็น “ภัยพิบัติด้านสิทธิมนุษยชน”

              รัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้ออกแถลงการณ์ประณามการปะทะกันดังกล่าว และกล่าวหาว่ารัฐบาลพม่ากำลังดำเนินการทำลายล้างเผ่าพันธุ์และทำร้ายชาวมุสลิมโรฮิงญาอย่างป่าเถื่อน ตลอดจนละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการผลักดันให้มุสลิมโรฮิงญาออกจากมาตุภูมิของตนเอง ขณะเดียวกัน ที่ประชุมองค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ซึ่งมีสมาชิก 57 ชาติ ได้ออกแถลงการณ์ สั่งให้สำนักงานโอไอซี ประจำสหประชาชาติในนิวยอร์ก ผลักดันให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้ามาดูแลปัญหาชาวมุสลิมโรฮิงญาอย่างรีบด่วน

              เรียกได้ว่า ประเด็นโรฮิงญากลายเป็นบททดสอบของกรอบคิดที่ว่า มุสลิมทั้งหมดเป็นประชาชาติเดียวกัน หรือเป็นพี่น้องกัน หากมีใครตกทุกข์ได้ยากก็ต้องยื่นมือให้ความช่วยเหลือ แต่ภายใต้กรอบคิดนี้เช่นกันที่กลุ่มตาลีบันในปากีสถานได้ออกแถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ พร้อมที่จะเข้ามาช่วยเหลือมุสลิมชาวโรฮิงญาสู้รบกับรัฐบาลและทหารพม่าที่กดขี่ !

              อย่างไรก็ตาม ข่าวดีสำหรับโลกมุสลิมในปีนี้ก็คือ การที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้มีมติเป็นเอกฉันท์รับรองความเป็น “รัฐ” ของปาเลสไตน์หลังจากที่ต้องต่อสู้ยาวนานกว่า 65 ปี และผ่านความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ยังอยู่อีกยาวไกล การถล่มกาซาโดยกองทัพอิสราเอลที่ผ่านมาล่าสุดถือเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี